ในกระแสการพัฒนาสังคมโดยรัฐ หรือเอกชน นั้นมีหลายมิติที่เข้าไปสู่ชุมชนทั่วประเทศ ต่างก็หวังดีกันทั้งนั้น แต่กรอบการคิด นโยบาย และเป้าหมาย ฯ ต่างมีชุดของเงื่อนไขเข้าไปด้วย มันจึงมีคำถามตามมาเสมอว่า แล้วการพัฒนาด้วยเงื่อนไขดังกล่าวนั้นมันมิใช่เอาชาวบ้านท้องถิ่นเป็นตัวตั้งนี่นา แท้จริงก็เอาหน่วยงาน นโยบาย ฯ เป็นตัวตั้ง  ด้วยสิ่งดังกล่าวนี้ ผลงานพัฒนาจึงเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว วนเวียนไม่รู้จบ

 

ในส่วนตัวผู้บันทึกเอง มิได้สุดโต่งว่าจะต้อง เอาชาวบ้านเป็นศูนย์กลางไปหมดทุกเรื่องทุกครั้ง เพราะวิทยาการที่ก้าวหน้า บทเรียนที่มีผลสรุปมาแล้วนั้นสามารถนำไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านก่อนการตัดสินใจได้  ดังนั้นกระบวนการฟังเสียงชาวบ้านจึงมิใช่เรื่องที่จะต้องสุดโต่ง ว่าอะไร อะไรก็ชาวบ้าน ชาวบ้าน มิใช่ครับ ต้องมีกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ประสบการณ์อย่างรอบด้านก่อนการตัดสินใจ หรือลงมติใดๆ  แม้กระนั้นก็ยังอาจจะมีความบกพร่อง ผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่ก็เป็นที่รับได้ทั้งมวล เพราะได้ตัดสินใจร่วมกัน

 

เราสนับสนุนให้พี่น้องชาวโซ่ตั้งเครือข่ายองค์กรชุมชนขึ้นมาที่เรียกว่า เครือข่ายไทบรู ดงหลวงซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินแปงแห่ง อ.กุดบาก จ.สกลนคร  ผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของเครือข่ายไทบรูคือ พ่อชาดี วงษ์กะโซ่

 

 

พ่อชาดี วงษ์กะโซ่ (นั่งบนแคร่) 

ชายร่างเล็ก ค่อนข้างเตี้ยท่านนี้อายุ 60 เศษ ถูกลงมติให้เป็นผู้นำเครือข่ายโดยเอกฉันท์ ท่านคืออดีตสหายคนสำคัญในพื้นที่ดงหลวง เป็นฝ่ายสื่อสาร ข่าวกรอง อันสำคัญยิ่งยามสงคราม ความไม่สมบูรณ์และผิดพลาดของการข่าวย่อมก่อเกิดความเสียหาย ดังนั้นด้วยสติปัญญาเพียงแค่ประถมปีที่สี่ แต่ความเป็นนักคิดนักวิเคราะห์ และความสามารถในการจับกฎเกณฑ์สาระต่างๆอย่างฉกาจ การทำหน้าที่ของท่านจึงสมบูรณ์ สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของท่าน พี่น้องไทบรูต้องฟัง แม้ว่า การนำไปปฏิบัติขึ้นกับเงื่อนไขของครอบครัวและอื่นๆก็ตาม

 

และพ่อชาดีท่านผู้นี้คือผู้ที่ส่งข้าวส่งน้ำให้ท่านโพยม จุฬานนท์ บิดาของท่านอดีตนายกฯของไทยที่เข้าป่าครั้งแรกที่ดงหลวงแห่งนี้นี่เอง ส่วนหนึ่งพ่อชาดีได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมาจากท่านโพยม และการเข้าร่วมเครือข่ายอินแปงที่ยืนหยัดในหลักการพึ่งตนเอง และกำหนดให้ผู้นำเครือข่ายไทยบรูต้องนำหลักการไปกระทำจริงๆ...

 

พ่อชาดีเหมือนเสาหลักของการพึ่งตนเอง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์นั้น หลายคนก็ไหวหวั่นกับการพัฒนากระแสหลัก  แต่พ่อชาดีนี่แหละที่คอย คัดท้ายให้เรือไทบรูลำนี้แล่นไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างเข้มแข็ง หนักแน่น  ใครก็ตามที่ไปฟังพ่อชาดีพูด ก็จะอดกล่าวมิได้ว่า จริงจัง เข้มแข็ง เน้นยำแต่หลักการที่ต้องปฏิบัติเพื่อการพึ่งตนเองและเป็นไท

 

ด้วยบุคลิกภาพดังกล่าวและผลงานของพ่อชาดีจึงถูก สปก. เชิญไปเป็นเครือข่ายปราชญ์ของหน่วยงานและออกไปร่วมสัมมนา ประชุมแลกเปลี่ยนกันบ่อยๆ จนร่างกายทรุดโทรมและเจ็บไข้กลับมาเกือบทุกครั้ง

 

 

 

ขณะที่พ่อบ้านทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ปลูกพืชบริโภคเอง ทำป่าครอบครัว ป่าหัวไร่ปลายนา ทำสมุนไพรพื้นบ้าน ทำศูนย์สุขภาพชุมชน สนับสนุนเยาวชนสืบสานความคิดของไทบรู ทำการเกษตรผสมผสาน ปลูกป่า อนุรักษ์ป่าไม้ สำรวจป่าไม้ ฯลฯ

 

กลุ่มแม่บ้านก็ลุกขึ้นมาทำ ผงนัวจากใบไม้มากกว่า 10 ชนิด เพื่อทดแทนผงชูรสที่ คนลาว ติดกันงอมแงม ทำน้ำยาล้างจาน สบู่ เพื่อใช้เองและขายเมื่อใครต้องการ  ทางราชการก็หวังดี เข้ามาสนับสนุนให้พัฒนาขึ้นเป็นสินค้าโอท็อป  แต่ต้องเปลี่ยนภาชนะบรรจุ ต้องทำสลากสวยๆติดข้างขวด ต้องหีบห่อดีๆ ฯลฯ แล้วส่งเข้าพิจารณาให้ดาวจากคณะกรรมการพิจารณาสินค้าโอท็อปตามระเบียบกำหนด  แต่พ่อชาดีปฏิเสธความช่วยเหลือนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องการให้สมาชิกใช้เอง แต่หากใครจะซื้อก็ขาย แต่ไม่ต้องการดาวของโอท็อป ทำแล้วใช้เองเป็นหลักเพื่อลดรายจ่าย....  มิใช่ทำเพื่อแข่งกันจะเอาดาว แล้วไปขายเพื่อรายได้นั้น ไม่เอา...

 

หน่วยงานราชการและเอกชนก้าวเข้ามาเห็นกิจกรรมที่เครือข่ายไทบรูทำแล้วเข้าตาจึงขอสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข  ขอให้อย่างนั้นอย่างนี้  พ่อชาดีปฏิเสธรับความช่วยเหลืออย่างสิ้นเชิง

 

 

 

โดยกล่าวว่า ...พวกเราชาวบ้านผ่านการต่อสู้มามาก ผ่านการช่วยเหลือจากใครต่อใครมามาก แต่ก็พังพินาจหมดภายในไม่เท่าไหร่ เพราะเงื่อนไขต่างๆนั่นแหละ  โดยไม่ดู ไม่พิจารณา เงื่อนไขของชาวบ้านเป็นหลัก เอาแต่ผลงานไปรายงาน เอาแต่ถ่ายรูป เขียนรายงาน มาสัมภาษณ์กันไม่เว้นแต่ละวัน  แล้วชาวบ้านก็หลงใหลไปกับความหวังดีผิดๆเพี้ยนๆนั้น

...ผมประกาศว่า ใครเห็นเราทำงานแล้วอยากมาสนับสนุนเรายินดี แต่ต้องไม่มีเงื่อนไข  หากจะมีเงื่อนไขเราต้องกำหนดของเราเองเท่านั้น เพราะเรากำหนดจากความเป็นจริงของสถานภาพของเรา  มิใช่คนภายนอกมากำหนด ..หากกำหนดมาจากข้างนอกเราไม่รับการสนับสนุน..

 

นี่คือหลักของพ่อชาดี แห่งดงหลวง