"มันโหดหรือป่าวพี่???"
"จะต้องเจ็บตัวมั๋ย"
"ต้องกินอะไรที่ขยะแขยงอะป่าว"
"ลูกฉันจะเป็นยังไงบ้าง เค้าจะรับน้องกันดึกๆดื่นๆหรือป่าว"
"จะรับน้องกันทำไมกันนักกันหนา ไม่เรียนหนังสือกันบ้างเหรอ"
ถ้าจะหาคำตอบของคำถามข้างบน ก็ต้องเข้าไปหาในมหาวิทยาลัย
ผมเป็นคนหนึ่งที่ผ่านการรับน้อง ทั้งถูกรับน้อง และเป็นคนรับน้อง
แล้วยิ่งตอนนี้ ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบนักศึกษาที่จะคอยรับนักศึกษาใหม่
ผมไม่ทราบว่าที่อื่นมีปัญหาเหมือนผมหรือเปล่า
ที่ปัตตานี มีปัญหาอยู่เรื่องนึงที่สำคัญมากของการรับน้องซึ่งไม่เหมือนที่อื่นๆ
ก็คือ เรื่องของศาสนา แน่นอนที่สุด ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
ที่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีการรับน้องซึ่งจะต้อง
คำนึงถึงเรื่องหลักความเชื่อของศาสนาเป็นพิเศษ ซึ่งนักศึกษามีความหลากหลาย
ทางศาสนา ทั้งพุทธ อิสลาม และคริส ทำให้การรับน้องต้องกระทำอย่างรัดกุม
ที่นี่มีการนำนักศึกษามุสลิม(น.ศ.ที่นับถือศาสนาอิสลาม) แยกไปรับน้องต่างหาก
ซึ่งทำให้ผมงงมาก การรับน้องคือการทำให้น้องได้รู้จักกัน และรู้จักรุ่นพี่ แต่นี่ต้องแยก
ไปรับต่างหาก ผมก็งง...งงเล็กน้อยถึงงงมาก สาเหตุที่ผู้นำกิจกรรมนักศึกษามุสลิม
ให้เหตุผลก็คือ เนื้อหาของเพลงที่ใช้ร้องบางเพลง กิจกรรมที่ใช้ทำส่วนใหญ่มีการถูกเนื้อต้องตัวกัน
ระหว่างชายกับหญิง และอื่นๆอีกมากมาย
การแยกน้องมุสลิมไปรับต่างหาก นำมาสู่ความแตกแยกของเหล่านักศึกษาเอง
ต่างฝ่ายต่างแย่งน้อง ด้วยวิธีการต่างๆ ใช้เกมส์สนุกๆมาล่อ ใช้จิตวิทยา ใช้หลักศาสนา
ซึ่งผมมองว่าปัญหานี้น่าจะได้รับการแก้ไข ทั้งโดยกลุ่มผู้ทำกิจกรรมนักศึกษาเอง
ระบบการรับน้อง เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสังเกตุการณ์ และที่สำคัญด้านนโยบายการรับน้องของฝ่ายบริหาร
มหาวิทยาลัย ผมเคยเสนอแนะที่ประชุมเจ้าหน้าที่ด้านกิจการนักศึกษาไปว่า
"ม.อ.ปัตตานีเราน่าจะต้องมีการ
สังคายนาการรับน้องสักที
ผมว่ามันชักจะไปกันใหญ่แล้ว
ไม่มีผู้ใหญ่มามองปัญหาเหล่านี้เลย ม.อ.ปัตตานี
มีนักวิชาการที่ช่วยเรื่องสมานฉันให้กับ
จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่หลายท่าน
แต่กลับไม่ได้สมานฉันนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
ปล่อยให้เด็กทะเลาะกันอยู่ได้ "
ผมรู้ตัวว่าพูดแรงไปหน่อย แต่ก็อยากให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข ผมไม่อยากให้นักศึกษา
มีความรู้สึกแบ่งแยก ซึ่งวิธีแก้ก็คือ
การสังคายนา ซึ่งแปลว่า การชำระ สะสาง เราต้องเอาคนที่รู้ เรื่องศาสนาจิงๆมาพูดกัน
มาดูว่ากิจกรรมไหนทำได้ กิจกรรมไหนทำไม่ได้ แล้วมาลองคิดกิจกรรมใหม่ๆที่นักศึกษาทั้งพุทธ
และมุสลิมทำร่วมกันได้ พร้อมๆกันนี้เราก็หากิจกรรมที่สร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรงใส่เข้าไปด้วย
ชำระสะสางกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไป แต่คงไว้ซึ่งการรับน้องที่ดีงาม
ที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษารุ่นพี่-รุ่นน้อง พูดง่าย แต่ทำยาก
ผมภาวนาให้มีการสังคายนากันเร็วๆ ทำทุกอย่างให้มันชัดเจน ก่อนที่จะรับน้องใหม่
ในปี 2549 นี้ มิฉะนั้น ปัญหาเดิมๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก...............
การรับน้องสำคัญเมือนกันนะค่ะ ที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นการที่ทำให้พี่และน้องร่วมคณะร่วมมหาวิทยาลัยได้รู้จักกันมากขึ้น การรับน้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ จากที่กุ้งนางได้เคยผ่านมา ถึงแม้จะเป็นแค่การรับของชมรมเท่านั้น ยังนึกเสียดายที่ยังไม่ได้ร่วมรับน้องทั้งของคณะและมหาวิทยาลัย เสียดายจิงๆ
"แล้วมาลองคิดกิจกรรมใหม่ๆที่นักศึกษาทั้งพุทธ และมุสลิมทำร่วมกันได้ พร้อมๆกันนี้เราก็หากิจกรรมที่สร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรงใส่เข้าไปด้วย"
เห็นสอดคล้องนะคะ "ไร้รูปแบบ...หากแต่ไม่ไร้ "ใจ"..."
การรับน้องอาจจะสามารถรับรวมกันได้ เพียงแต่อย่าให้ผิดหลักศาสนาก็พอ
ส่วนเรื่องการเพลง แน่นอน มันมีบางเพลงที่ผิดหลักศาสนาอิสลามเต็มๆ เลยมีการแยก
การรับน้องเป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันกับรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่จะไม่มีความรุ่นแรงจะทำให้รุ่นน้องรู้จักรุ่นพี่มากขึ้น