“แทนที่เราจะประกาศว่า ‘คนฉลาดไม่ควรเชื่อสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ (ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า) เราน่าจะกล่าวว่า ‘คนฉลาดไม่ควรปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงเพราะว่าไม่อาจพิสูจน์ได้”1
“อาตมาตระหนักว่า การที่เรายังค้นอะไรไม่พบนั้น มิได้หมายความว่า มันไม่มี แต่เป็นแค่เพียงการพิสูจน์ว่าการค้นคว้านั้นยังไม่สามารถหามันพบต่างหาก (ถ้าหากอาตมามีวัสดุที่มิใช่โลหะอยู่ในกระเป๋า และเครื่องมือตรวจโลหะหาไม่พบ มิได้หมายความว่ากระเป๋าอาตมาจะว่างเปล่า) ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีความระมัดระวังในการค้นหาตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังทำงานในขอบเขตที่วิทยาศาสตร์เองก็ยังมีประสบการณ์น้อย”2
“ภาพของโลกรอบตัวเราที่วิทยาศาสตร์มีให้นั้นไม่พออย่างยิ่ง วิทยาศาสตร์ให้ข้อมูลความจริงมากมายและจัดนำประสบการณ์ทั้งหมดของเราเรียงลำดับอย่างดี แต่กลับเงียบเป็นที่สุดในสิ่งที่ใกล้หัวใจของเรา ในทุกสิ่งที่มีความหมายยิ่งต่อเรา”3
Jurgen Habermas 4 นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้ที่ถึงแม้จะศรัทธาในองค์ความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ว่าเป็นสิ่งที่จะนำพามวลมนุษยชาติไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ได้เตือนถึงการยึดมั่นถือมั่นในวิทยาศาสตร์ โดยเรียกการยึดมั่นถือมั่นนั้นว่า ลัทธิวิทยาศาสตร์นิยม หรือ ลัทธิคลั่งวิทยาศาสตร์ (Scientism) ซึ่งหมายความถึงการที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ และไม่ยอมรับว่าวิทยาศาสตร์เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความรู้ที่มีอยู่มากมายหลายหลาก ภายใต้ความยึดมั่นแบบนี้ทำให้เราจะยอมรับ “วิธีการของการรู้แบบอื่น ๆ” ว่าเป็นความรู้ ก็ต่อเมื่อวิธีเหล่านั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีวิทยาแบบวิทยาศาสตร์เท่านั้น ในทัศนะของ Habermas นั้น ความรู้ทุกชนิดต่างก็มีรากฐานมาจากความสนใจ และความต้องการที่หลากหลายต่างกันไปของมนุษย์ และไม่มีความรู้ชนิดใดที่จะสามารถกล่าวอ้างความเที่ยงตรงสูงสุดเหนือความรู้ชนิดอื่น
ในภาพยนตร์เรื่อง Contact ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความพยายามค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวของแอลลี่ หญิงสาวนักวิทยาศาสตร์ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของเธอถูกปลูกฝังและบ่มเพาะโดยพ่อ แอลลี่มีความผูกพันลึกซึ้งกับพ่อและฝังใจกับการเสียชีวิตของพ่อที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันต่อหน้าต่อตาตั้งแต่เธอยังเด็ก แอลลี่มีคนรักเป็นนักการศาสนาชื่อ พาล์มเมอร์ ที่มีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษาด้านศาสนาของประธานาธิบดีสหรัฐ
มีฉากเล็ก ๆ ฉากหนึ่ง พาล์มเมอร์ถามแอลลี่ว่า“คุณเชื่อในพระเจ้าไหม”
“ฉันไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้”แอลลี่ตอบ
………….ทั้งคู่เงียบไปพักใหญ่…………
พาล์มเมอร์ถามเธอกลับว่า “คุณรักพ่อคุณไหม”
แอลลี่ทำหน้างง และนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบไปว่า “รักสิ…..ทำไมคุณถามฉันอย่างนั้น”
พาล์มเมอร์เลยถามต่อว่า “ถ้างั้นพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยสิ”
แอลลี่ “………………”
หากเราสนทนากับตัวเองลงไปลึก ๆ แทบทุกคนคงจะพบว่ามีบางมิติ หรือบางเรื่องราวของชีวิตเราเองที่เราเชื่อมั่นและศรัทธา ถึงแม้ว่ามิติหรือเรื่องราวเหล่านั้นมิอาจพิสูจน์ได้ด้วยวิธีวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นในการดำรงอยู่ของพระเจ้าของพาล์มเมอร์ และความเชื่อมั่นในความรักที่เธอมีต่อพ่อของแอลลี่ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นให้จับต้องได้อย่างเป็นภววิสัย แต่ในอีกด้านหนึ่งเราแทบทุกคนก็มักเป็นเช่นเดียวกับแอลลี่ ที่เอามักเอามาตรวัดหรือวิธีพิสูจน์แบบวิทยาศาสตร์ที่เรายึดถืออยู่เที่ยวไปไล่วัดความเชื่อความศรัทธาของผู้อื่น และมักจะปฏิเสธการดำรงอยู่ของความเชื่อความศรัทธาของคนอื่น หากสิ่งเหล่านั้นมันไม่อาจวัดได้จริงตามวิธีที่เราใช้วัด คำถามก็คือ เรามีสิทธิที่จะทำเช่นนั้นได้จริงหรือ
วิธีคิดที่ว่าด้วยการใส่ฟันเทียมตอนเข้านอนกับชีวิตหลังความตายของอุ๊ย การเลือกที่จะไปใส่ฟันปลอม “แบบผิดๆ” กับหมอชาวบ้านเพื่อไปจีบสาว และการปล่อยให้ลูกกินนมมื้อดึกทั้งที่รู้ว่าเป็นเหตุของการเกิดฟันผุของทันตแพทย์หญิง หากใช้มาตรวัดแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปตัดสิน วิธีคิดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มิใช่ความรู้ แต่เป็นความเชื่อและพฤติกรรมที่ผิด ๆ แต่หากเราอยากจะเรียนรู้ที่จะใส่ใจกับความเป็นมนุษย์ในการทำงานกับผู้อื่นในฐานะวิชาชีพทันตแพทย์แล้วนั้น คำถามสำคัญที่จำเป็นต้องถามตัวเองไว้ตลอดเวลาก็คือ เรามีสิทธิหรือไม่ที่จะละเมิดทัศนะที่คนเหล่านี้มีต่อโลก ชีวิต และสุขภาพช่องปากของพวกเขา เรามีความชอบธรรมอันใดที่จะบอกว่าคราบจุลิน ทรีย์ของมนัสที่ลดลงเหลือ 50 % นั้นมีความหมายมากกว่าการที่มนัสสามารถลุกขึ้นไปงานรับปริญญาลูกสาว เราใช้อำนาจอะไรที่จะสั่งให้อุ๊ยถอดฟันปลอมก่อนเข้านอน ทั้งที่ความเชื่อของอุ๊ยอาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และแน่นอนที่สุดเราไม่ได้มีสิทธิอะไรเลยที่จะบอกว่าการทำฟันปลอมให้ “ถูกหลัก” ทางทันตแพทยศาสตร์นั้น มัน “ถูกต้อง” สำหรับชีวิตของหนุ่มใหญ่รายนั้นมากกว่าฟันปลอม 1 visit ของหมอชาวบ้าน หรือการให้เด็กน้อยเลิกดื่มนมมื้อดึกให้ได้มีความสำคัญยิ่งกว่าการพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่เปราะบางในครอบครัวใหญ่
ที่หนักหนาสาหัสไปกว่าการตัดสินและดูแคลนโลกทัศน์เหล่านั้น ก็คือ การเพิกเฉย ละเลย และมองไม่เห็นไปเสียเลย ซึ่งก็คือการละเมิดในอีกรูปแบบหนึ่ง
เอกสารอ้างอิง
1. วีระ สมบูรณ์ (2548). ชีวิตและความคิด อี.เอฟ.ชูมาเกอร์. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์.
2. ทะไลลามะองค์ที่ 14 (ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน แปล) (2542). อิสรภาพในการลี้ภัย. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์สามสี.
3. ฌอง-ฟรองซัวเรอเวล และ มัตติเยอ ริการุ (งามพรรณ เวชชาชีวะ แปล) (2542). ภิกษุกับนักปรัชญา.
4. Bottomore, T (2002). The Frankfurt School and its critics (2 ed.). London: Routledge.
บทความนี่้ เขียนได้ เยี่ยมมากครับ