การสำรวจครั้งหนึ่งในอเมริการะบุว่า 4 อันดับแรกที่ก่อให้เกิดความกลัวจับจิตจับใจอย่างไม่มีเหตุผล หรือที่เรียกว่า Phobia นั้น ประกอบไปด้วยความกลัวงู กลัวที่สูง กลัวพายุ และกลัวการทำฟัน แต่ในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์กลับแทบไม่ได้มีการกล่าวถึงและให้ความใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก

 เครื่องกรอฟันเริ่มทำงานอีก มันส่งเสียงกรี๊ด...กรี๊ด...อยู่ในช่องปาก.....

มือของฉันเกร็งแน่นอยู่กับพนักจับของเก้าอี้ ทั้งที่พยายามปล่อยตัวตามสบาย ฉันเลือกนอนไขว้ขา เอาเท้าขึ้นซ้อนทับกัน พยายามทำตัวเหมือนอย่างกำลังนอนเพลิน ๆ แต่น่าแปลกที่เท้าของฉันกลับเบียดกันแน่น ท่อนขาแข็งเกร็ง หน้าท้องยุบลง บางแฟบเหมือนแผ่นกระดาษ ทั้งที่ฉันอุตส่าห์กินเสียอิ่มก่อนมาหาหมอ...

หน้าของฉันถูกคลุมไว้ด้วยผ้าผืนหนึ่ง เจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมตรงช่องส่วนปาก ฉันรู้สึกเหมือนเป็นฆาตกรตัวเอ้และโรคจิต ชนิดที่ต้องสวมหน้ากากหนังหรือที่ครอบปากไว้ เพียงแต่หน้ากากของฉันเป็นผืนผ้าบาง ๆ สีขาว ซ้ำยังมีลายพิมพ์เป็นดอกไม้เล็ก ๆ สีฟ้าและเขียวอ่อนแต่งแต้มเต็มผืน มีดอกหนึ่งเป็นดอกใหญ่ สีแดงสด มันทาบอยู่ตรงตาของฉันพอดี

ขอไฟต่ำหมอบอก แล้วพลันดวงไฟเหนือใบหน้าฉันยิ่งลอยเข้ามาใกล้ จนรู้สึกได้ว่าผืนผ้าร้อนผ่าวเหมือนเพิ่งนาบด้วยเตารีดร้อน ๆ ความสว่างกระจายอยู่ในเนื้อผ้า รวมศูนย์ตรงกลาง แล้วค่อยรางเลือนออกไปรอบ ๆ...หัวเครื่องกรอมุดลงไปในมุมต่ำ ฉันรู้สึกถึงน้ำที่ฉีดพ่นกลายเป็นละอองทะลักสวนขึ้นมาเหนือช่องปาก ตกเป็นเม็ดเล็กยิบลงในผืนผ้า ช่างโชคร้ายจริงที่มีดอกไม้สีแดงทาบอยู่ตรงตา ทำให้ฉันเห็นเหมือนเลือดกลุ่มหนึ่งหยดลงมา และซึมแผ่ขยาย...1

เก้าอี้ค่อย ๆ ถูกปรับเอนลง จนเท้าผมยกขึ้นมาสูงในระดับใกล้เคียงกับใบหน้า หญิงสาวผู้ช่วยคุณหมอเอาผ้ามาคลุมตัวให้ผม จากนั้นก็เอาผ้าผืนเล็กอีกผืนมาปิดตาผมไว้ ซึ่งช่วยกันความเย็นจากเครื่องปรับอากาศและปกป้องแสงจ้าที่น่ากลัวของดวงไฟใหญ่ยักษ์ที่ผงาดอยู่ตรงหน้าผมได้พอสมควร

เมื่อคุณหมอบอกให้อ้าปากกว้างๆ แล้วเอาเหล็กยาวเย็นท่อนแรกแยงเข้าไปในปาก ผมก็รู้สึกถึงก้อนเนื้อหัวใจที่เต้นตุบตับ แวบหนึ่งใจนึกไปถึงนักโทษประหารที่ถูกเพชฌฆาตเอาผ้าผูกตาก่อนจะกดปุ่มเก้าอี้ไฟฟ้า

เครื่องมือทันตกรรมแต่ละชนิดทยอยกันเดินทางเข้าไปในปากของผม......ทั้งท่อดูดน้ำลายที่คอยพ่นฝอยน้ำแล้วก็ดูดกลับสวบสาบ คีมเหล็กแข็ง ๆ เย็น ๆ อันใหญ่บ้างเล็กบ้าง และอาจจะเป็นสิ่วหรือเลื่อยไฟฟ้าอะไรสักอย่าง...ตอนที่เลื่อยตัดฟันกำลังเดินเครื่องอยู่นั้น ผมรู้สึกเหมือนมีมอเตอร์ไซค์ซิ่ง 2-3 คันวิ่งแข่งกันอยู่ในปาก2

ข้อเขียนข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการถูกทำฟันออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในทัศนะของปุถุชนคนธรรมดาแล้ว การทำฟันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกผูกคู่เอาไว้อย่างแนบแน่นกับความหวาดกลัว มีการสำรวจครั้งหนึ่งในอเมริการะบุว่า 4 อันดับแรกที่ก่อให้เกิดความกลัวจับจิตจับใจอย่างไม่มีเหตุผล หรือที่เรียกว่า Phobia นั้น ประกอบไปด้วยความกลัวงู กลัวที่สูง กลัวพายุ และกลัวการทำฟัน 3

แต่ในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์กลับแทบไม่ได้มีการกล่าวถึงและให้ความใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก

นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ 4 เคยเล่าถึงวิธีการของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยทุกคนบอกอาการปวดด้วยวิธีเดียวกันเป็นมาตรฐาน คือ ให้พูดเป็นตัวเลข หมอฟันคนนี้กำหนดให้อาการปวดสุดขีดถึงขั้นทนไม่ได้ว่าเป็นระดับ 10 ไม่ปวดเลยคือ 0 คนไข้ที่มาตรวจไม่ต้องพูดบรรยายอะไรเลย และก็ไม่ต้องร้อยอูย ๆ ด้วย แต่ให้พูดคำเดียวคือหมายเลขที่บอกระดับความปวด แต่ละคนเมื่อเดินเข้ามาก็จะพูดแค่หมายเลขแล้วก็ไปนั่งอ้าปากให้หมอฟันทำการรักษา การใช้ตัวเลขเป็นตัวแทนของระดับความเจ็บเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพยายามทำสิ่งที่เป็นอารมณ์ความรู้สึกให้เป็นตัวเลข  ภายใต้วิธีคิดแบบนี้ ความกลัวสุดขีด รักสุดหัวใจ หรือเศร้าสุดแสน ก็อาจแทนได้ด้วยเลข 10  แต่ถึงอย่างไรตัวเลขเชิงปริมาณเช่นนี้ก็มิอาจจะทดแทนอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเป็นมิติเชิงคุณภาพ การสื่อให้เข้าใจความรู้สึกจึงมักต้องอาศัยการบรรยายหรือการเล่าเรื่องที่ผู้ฟังจะเข้าใจและเกิดอารมณ์ที่ใกล้เคียงกันได้  แต่ในแวดวงวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้นน้ำหนักของข้อมูลทางการแพทย์จะอยู่ที่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง (Fact) มากกว่าเรื่องเล่า (Story) ในการพูดคุยกับคนไข้เราจึงมักใช้วิธี ซักประวัติ หาข้อเท็จจริงสำหรับการวินิจฉัยโรคและการรักษามากกว่าที่จะนั่งคุยนั่งฟังคนไข้เล่าเรื่องเพื่อการเยียวยา ซึ่งการเทความสนใจไปที่ข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่งโดยปริยายก็เป็นการจัดการไม่ให้อารมณ์เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในกระบวนการรักษา เพราะเรื่องราวที่บอกเล่าอย่างดีจะทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้การตัดสินใจทางคลินิกเป็นไปอย่างไม่เป็นกลาง

อาจจะเป็นเพราะอารมณ์ความรู้สึกหรือในกรณีนี้ ก็คือ ความสะพรึงกลัว ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล ที่พอจะมีการพูดถึง ก็กลายเป็นการพูดถึงในฐานะของความกังวลที่ควรจะต้องถูกจัดการและควบคุม (Anxiety management and control) (และหากเมื่อควบคุมและจัดการไม่ได้ก็จะหงุดหงิดไม่พึงพอใจและอาจเลยเถิดไปถึงการกล่าวโทษความไร้เหตุผลของคนไข้) ตลอดเวลา 6 ปีของการเรียนรู้เพื่อเป็นทันตแพทย์ นักศึกษาจึงมักที่จะค่อย ๆ กลบลบลืมเลือนอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ไปในที่สุด มิติที่ซับซ้อนของความเป็นมนุษย์ที่ว่าด้วยความหวาดกลัวจึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่มักจะถูกละเลย และลดทอนให้เหลือเพียงเรื่องที่สามารถจัดการได้ในทางเทคนิก แต่มิได้ถูกกล่าวถึงในฐานะของการเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ที่ควรจะใส่ใจ ทำความเข้าอกเข้าใจ รู้สึกร่วม และเห็นอกเห็นใจในฐานะของการเป็นเพื่อนมนุษย์

หากเราให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะนำไปสู่คำถามถึงประเด็นที่จะใช้ประเมินคุณภาพในการดูแลคนไข้ของนักศึกษาทันตแพทย์ว่า นอกจากจะต้องการผลลัพธ์สุดท้าย คือ มิติความสามารถให้การรักษาคนไข้ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว (ซึ่งก็คือมิติที่ว่าด้วย Competence) ความใส่ใจในการรับฟังและเข้าอกเข้าใจในความรู้สึกหวาดกลัวของคนไข้ และสามารถทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวของคนไข้ต่อการทำฟันลดลงเมื่อสิ้นสุดกระบวนรักษา (ซึ่งก็คือมิติที่ว่าด้วย Caring) ควรจะเป็นสิ่งที่ได้รับการให้คุณค่าและใส่ใจหรือไม่ในกระบวนการของการเรียนรู้เพื่อเป็นทันตแพทย์ และจะแสวงหาจุดสมดุลในการเรียนรู้ทั้ง 2 มิติได้อย่างไร โดยไม่ละทิ้งเสียซึ่งมิติใดมิติหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

1.       กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (2548). หมอฟัน ใน โลกหมุนรอบตัวเอง. ปทุมธานี: สำนักพิมพ์นาคร.

2.       วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (2550). ใครๆก็เคยไปทำฟัน ใน ข่าวสารทันตภูธร 2550(1).

3.       Kent, G.G. (1984). The Psychology of Dental Care. Bristol: John Wright & Sons.

4.       โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2551). อารมณ์ วิทยาศาสตร์กับการแพทย์: มนุษยศาสตร์กับโฉมหน้าความเป็นมนุษย์ของการแพทย์. เอกสารประกอบการประชุมประจำปีมนุษยศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2551 เรื่อง ห้ามมีอารมณ์กับอารมณ์ต้องห้าม; วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551; คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.