การที่จะสามารถเป็นแพทย์ที่มี “ความสามารถ” ได้นั้นจะต้องเปลี่ยนวิธีในการมองที่ทำให้มนุษย์ให้กลายเป็นวัตถุ .ในขณะที่การที่จะเป็นแพทย์ที่มี “ความใส่ใจ” ได้นั้นจำเป็นต้องใส่ใจในปฏิสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ในฐานะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์

ในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะสาขาใดนั้น การให้บริการทางการแพทย์ กับ ชีวิตและความเป็นมนุษย์ นั้นอยู่ชิดติดกันเหมือนเหรียญ 2 ด้าน  แต่ด้านของเหรียญที่หงายขึ้นให้เรามองเห็นมักไม่ใช่ด้านที่เป็นชีวิต ที่สะท้อนเรื่องราวความเป็นมนุษย์ 1 ความลักลั่นขัดแย้งระหว่าง 2 ด้านของเหรียญที่ว่าด้วยมิติด้านความสามารถ (Competence)” และ มิติด้าน ความ  ใส่ใจ (Caring)” ซึ่งเป็น 2 มิติหลักที่เป็นองค์ประกอบของการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดีนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกแห่ง และกำลังเป็นปัญหาที่ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ในขณะที่ ความสามารถคือภาษาของวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เป็นเรื่องของความรู้ ทักษะ เทคนิค และการกระทำ เป็นความจริงที่ปราศจากระบบคุณค่าใดๆ ส่วน ความใส่ใจนั้นเป็นภาษาของระบบคุณค่าที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ ทัศนคติ แรงบันดาลใจ อารมณ์ และขึ้นอยู่กับความเป็นมนุษย์ แต่ในกระบวนการของการเรียนรู้ในโรงเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้น ความสามารถคือสิ่งที่ถูกเน้นย้ำให้น้ำหนักความสำคัญมากกว่า ความกดดันมหาศาลที่เกิดจากการเรียนความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการสร้าง ความสามารถทำให้การพยายามรักษาความสมดุลระหว่างมิติทั้ง 2 ดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะกระบวนการเรียนการสอนเพื่อสร้าง ความใส่ใจนั้นมีอยู่น้อยมาก และนักศึกษาส่วนมากก็เห็นว่า ความสามารถ คือสิ่งที่จำเป็นจะต้องเรียน ในขณะที่ ความใส่ใจคือสิ่งที่จะต้องเก็บเกี่ยวเอาเองความสามารถและ ความใส่ใจจึงเป็นฐานของการแพทย์ 2 มิติที่เป็นคู่ตรงข้ามและมีความขัดแย้งกันในตัวเอง เพราะการที่จะสามารถเป็นแพทย์ที่มี ความสามารถได้นั้นจะต้องเปลี่ยนวิธีในการมองที่ทำให้มนุษย์ให้กลายเป็นวัตถุ .ในขณะที่การที่จะเป็นแพทย์ที่มี ความใส่ใจ ได้นั้นจำเป็นต้องใส่ใจในปฏิสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ในฐานะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์2

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว 2 มิติที่ว่าด้วย ความสามารถ (Competence)” และ มิติด้าน ความใส่ใจ (Caring)” หาใช่คู่ตรงข้าม ที่หากจะดำรงสิ่งหนึ่งไว้จะต้องละทิ้งอีกสิ่งหนึ่งไป  เพียงแต่บนพื้นฐานของความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่เราถูกบ่มเพาะมาทำให้เราละเลยมิติอื่น ๆ ของชีวิตที่อาจจะต้องอาศัยวิธีวิทยาหรือวิธีการเข้าถึงเข้าใจแบบอื่นที่มิใช่วิธีวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ไปโดยปริยาย เพราะแบบแผนการทำงานและวิธีคิดของเราแฝงเอาไว้ด้วยอคติในเชิงวิธีวิทยาโดยที่เรามักไม่รู้ตัว เมื่อมีการพูดเรื่องหัวใจของความเป็นมนุษย์ในระบบบริการสุขภาพ เราก็มักจะใช้วิธีคิดหรือวิธีวิทยาแบบวิทยาศาสตร์มากำกับ คำถามและคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อพูดถึง มิติของความเป็นมนุษย์ในระบบบริการสุขภาพก็คือคำถามและคำวิจารณ์ทำนองว่า เรื่องแบบนี้เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ หรือ เรื่องที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์แบบนี้มันเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอคติ”“หากจะทำเรื่องนี้ เรามี หลักฐาน อะไรที่บอกว่ามันจำเป็น”“เราจะ พิสูจน์ ได้อย่างไรว่าทำแล้วมันจะดี หรือ ตัวชี้วัดของมันคืออะไร เป็นต้น  คำถามแบบนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อว่า สิ่งต่างๆจะถูกนับว่ามีอยู่จริงและน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อต้องสามารถวัดได้อย่างเป็น  ภววิสัย (objectivity) ซึ่งพื้นฐานความเชื่อแบบนี้ก็คืออคติของวิธีวิทยาที่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของมิติอื่น ๆ ของชีวิตมนุษย์ที่ไม่อาจจะลดทอนลงมาวัดได้อย่างเป็นภววิสัย 1และบนวิธีวิทยาแบบนี้เองที่อาจจะทำให้สำหรับทันตแพทย์แล้วการที่จะทำให้คราบจุลินทรีย์ของมนัสลดลงจาก 97 % เหลือสัก 50 %  กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีความหมายมากกว่าการที่ทำให้มนัสลุกขึ้นไปงานรับปริญญาลูกสาว

เอกสารอ้างอิง

1.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2550). แพทยศาสตร์ศึกษากับการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ใน วรพงษ์ เวชมาลีนนท์ (บก.) อุดมคตินักศึกษาแพทย์. กรุงเทพ: แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.

2.Good, Byron J. and Good, Mary-Jo Delvecchio (1993). “Learning Medicine: The Constructing of Medical Knowledge at Harvard Medical School” in Lindenbaum, Shirley and Lock, Magaret (eds.) Knowledge, Power & Practice: The Anthropology of Medicine and Everyday Life. (pp. 81-107). Berkeley, California:University of California Press.