วันนี้วันพุธที่ 2 เมษายน 2551 เวลา 12.00 น. กลุ่มผู้นำ KM คณะแพทยศาสตร์ มศว ทั้ง 9 คน ได้เริ่มทยอยกันมาเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมภาคปฏิบัติของการจัดการความรู้ ซึ่งจะจัดทุกวันพุธ และนี่ก็เป็นอีกพุธหนึ่งที่ทุกคนมารวมกันเหมือนเคย ก่อนที่ผู้นำ KM จะเข้าสู่ภาคปฏิบัติในภาคบ่าย ทุกคนก็จะต้องร่วมรับประทานอาหารกลางวันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันก่อน นอกจากจะมีอาหารอร่อย ๆ รับประทานแล้วผู้นำ KM ทุกคนก็จะต้องนำเรื่องดี ๆ มา Share and Learn อีกด้วย บรรยากาศช่างดีเหลือเกินเพราะนอกจากจะได้กินอิ่มแล้ว ยังได้ความรู้อีกด้วย
วันนี้มีเพื่อนในกลุ่มผู้จัดการ KM คุณหาญ ได้มา Share ในห้วข้อเรื่องของการร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดีในองค์กร ว่าพนักงานบางคนที่เขียนใบลาออกแล้วให้เหตุผลว่า ลาออกเพราะสวัสดิการไม่ดี หรืออยู่องค์กรแล้วไม่มีความสุขนั้น ควรย้อนคิดถามตัวเองดูก่อนว่าทำอะไรเพื่อองค์กรหรือยัง ?? โดยย้อนกลับไปดูองค์กรที่ได้รับรางวัลองค์กรน่าอยู่ที่ติดอันดับโลก คือ บริษัท Google คิดว่าทุกคนคงจะรู้จักกันดี :) คือ บริษัท Google ได้ให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกคนเปรียบดังเจ้าของบริษัท ทุกคนมีเวลาในการทำงานส่วนตัวนอกจากงานในหน้าที่แล้ว คนละ 2 ชั่วโมง ต่อวัน นอกจากนี้ทุก ๆ 150 เมตร จะมีจุด Coffree Break ไว้ให้พนักงาน มีบริการอาหารกลางวันฟรี มีจุดบริการซักผ้าฟรี มีห้องพักผ่อนหลังจากเครียดจากการทำงาน และอื่น ๆ อีกมากมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งก็คือมีจุด Share and Learn ซึ่งจัดทำเป็นบอร์ดแสดงความคิดเห็น และจัดไว้บริเวณจุด Center Point ของบริษัทที่ทุกคนเดินผ่าน และสามารถเห็นได้สะดวก ตั้งไว้ทำไม ? ก็ตั้งไว้ให้พนักงานมาก Share ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องการทำงาน หรือ ต้องการแนวคิดใหม่ ๆ ทุก ๆ คนในบริษัทก็จะมาร่วมกัน Share เป็นการตกผลึกองค์ความรู้และเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เยี่ยมยอดจริง ๆ เห็นแล้วเป็นประเด็นที่องค์กรของเราควรเอาเป็นแบบอย่าง โดยเห็นควรให้เริ่มจากหน่วยงานเล็ก ๆ ก่อน (หน่วยงานเราเองไง) แล้วเมื่อแข็งแรงแล้วค่อยขยายไปสู่ระดับภาพรวมขององค์กร เห็นด้วยไหมจ๊ะ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง อาจารย์โจ้ของเราก็ได้ Share ในเรื่องของการทำอะไรด้วยใจ หรือมี "จิตอาสา" นั่นเอง โดยยกตัวอย่างของมูลนิธิฉือจี้ ของประเทศไตหวัน ว่าเป็นมูลนิธิที่ทำอะไรเพื่อสังคม โดยเน้นเรื่องของการทำความดีเป็นหลัก ทำอะไรก็ได้ที่รู้สึกว่าดีแล้วจะมีความสุข แค่คิดก็มีความสุขแล้วหากลงมือปฏิบัติจะสุขขนาดไหนนะ...และพี่หนูก็ได้เสริมไปว่า โรงพยาบาลของเรามีตู้รับบริจาคอยู่ อยากให้โรงพยาบาลได้แจ้งรายละเอียดของเงินที่ได้รับบริจาคว่าได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง เพื่อว่าผู้ที่เคยบริจาคจะได้รู้ว่าเงินที่ได้ร่วมบริจาคนั้นเอาไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งในกลุ่มผู้นำ KM ทุกคนก็เห็นด้วยเพราะอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ผู้บริจาคได้รู้ว่าเงินบริจาคของเขาไม่ได้หายไปไหน แต่นำไปใช้ทำอะไร อาจจะทำให้ผู้ใจบุญอีกหลาย ๆ คน อยากจะร่วมทำบุญตรงนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้ อ.โจ้ ซึ่งเป็นผู้มี "จิตอาสา" รับหน้าที่ไปประสานงานในการขอข้อมูลรายละเอียดการใช้จ่ายเงินบริจาคแล้วนำมาปิดเพื่อประชาสัมพันธ์บริเวณตู้รับบริจาคให้ทราบโดยทั่วกัน แค่เรื่อง ๆ ง่าย ๆ แค่นี้ ก็เป็นความดีได้....
ขอสรุปในเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารวันนี้นะค่ะ คืออยากให้ทุกคนเริ่มทำในเรื่องของ Share and Learn ภายในหน่วยงานก่อน อาจจะเริ่มจากการใช้บอร์ดเล็ก ๆ เพื่อให้เพื่อน ๆ ในหน่วยงานมา Share และต่อยอดเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้เรื่องดี ๆ เหล่านั่นตกผลึกเป็นองค์ความรู้ของทุกคน นอกจากนี้การทำความดีใด ๆ ก็แล้วแต่หากทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อสังคมก็อยากให้พวกเราทุกคนร่วมคิด ร่วมทำ แต่ขอให้ทำด้วยใจ แบบมี "จิตอาสา" นะจ๊ะ เพื่อความยั่งยืนขององค์กรของเราต่อไป
อาทิตย์หน้าจะเอาเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารดี ๆ แบบนี้มาฝากอีกนค่ะ
ด้วยรักจากใจ
Kathy
มูลนิธิฉือจี้ใช้วิธีการจัดการความดี เป็นการจัดการโดยใช้การกระทำความดีเป็นเป้าหมายขององค์กร ความดีเป็นเครื่องมือทำให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีทิศทางที่ชัดเจน มีแกนกลางของการบริหารหรือผู้นำองค์กรคือ พระภิกษุที่น่าเลื่อมใสประชาชนมีความศรัทธาอย่างมาก เป็นแบบอย่างในการทำความดีซึ่งใช้หลักความเมตตาในการบริหาร ผมได้ถ่ายทอดมาจากการอ่านหนังสือเรื่องศาสตร์และศิลป์แห่งการจัดการความดีของท่านพระไพศาล วิสาโล หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ผมไม่ได้รับมอบหมายให้ขอข้อมูลรายละเอียดผู้บริจาคและไม่เกี่ยวอะไรกับ "จิตอาสา" เลยครับ
พี่โจ้
หน่องรับอาสาไปขอข้อมูลเองแหละ เพราะกะว่าจะไปบริจาคเข้ามูลนิธิฯ อยู่แล้ว ทุกทีให้ธุรการไป คราวนี้สงสัยต้องไปเอง จะได้เห็นหน้าเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคด้วย จะได้ประสานขอความช่วยเหลือทีเดียวเลย
"จิตอาสา" เป็นเครื่องมืออีกอันหนึ่งที่จะผลักดันให้การเรียนการสอน humanistic care เข้าถึงจิตใจคนไข้ เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ใครสนใจคงต้องไปหาหนังสือของ อ.โกมาตร และอ.สกนธ์มาอ่าน สนุกดีเหมือนกัน หรือไม่ก็รอปีหน้าตอนที่มีการประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 8 theme ของการประชุมคือ humanistic medicine เลยแหละ