ผมไม่ได้เข้ามาเขียน blog นานพอสมควร ซึ่งอันที่จริงไม่มช่ไม่อยากเข้ามา แต่ด้วยภาระชีวิตที่มาก ก็เลยทำให้ไม่มีโอกาสเสียที พอดีช่วงนี้พอมีเวลาหายใจ ก็เลยแวะเข้ามาเขียนแลกเปลี่ยนกันหน่อย
และที่สำคัญช่วงนี้เป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา ต่างๆ เริ่มสอบเข้า เริ่มสมัครเข้าศึกษา ในสถานศึกษาต่างๆ ผมก็เลยมีเรื่องอยากชวนคุย ชวนคิดกัน ว่า การศึกษาในปัจจุบัน เราเรียนไปเพื่ออะไร หรือเรียนไปทำไม เพราะปรากฏการณ์ที่เราๆ ท่านๆ เห็นการในหมู่นักเรียน นักศึกษา ก็คือ การแย่งที่เรียน แย่งกันสอบ เพื่อเข้าเรียนในที่เรียน ที่หลายๆคน เชื่อว่าดี จบออกมาแล้วจะนำมาสู่อนาคตที่ดี (อันนี้คือกลุ่มเด็กที่เรียนค่อนข้างดี) กับ ความท้อแท้สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางไป ของเด็กที่เรียนอ่อน หรือไม่มีทุนทรัพย์ ไม่มีกำลังที่จะเข้าสู่สงครามการศึกษา สิ่งที่ผมสะท้อนใจจนนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะในช่วงนี้ ได้สัมผัส และเห็นปรากฏการณ์หลายอย่าง เช่น ในการสอบ เข้าศึกษาต่อเข้า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในปีนี้ ต้องไปใช้สถานที่ที่ เมืองทองธานี เพราะมีคนสมัครสอบเป็นหมื่น แต่รับได้แค่พัน ผมมีหลานๆ ที่เรียนเกรดไม่ค่อยดี จบมัธยมต้น ด้วยเกรดไม่ถึง 2.00 พ่อแม่ ของหลานก็พยายามหาที่เรียนให้ลูก ไปสมัครสอบ วิทยาลัยอาชีวะของรัฐ สอบไม่ติด สอบโรงเรียนมัธยมของรัฐในเขตก็ไม่ติด ก็เลยเดินไปสมัครเรียน โรงเรียนของรัฐอีกแห่งหนึ่ง เขาก็ตอบให้เจ็บช้ำน้ำใจว่า ไม่ได้ที่อื่นถึงมาที่เขา โรงเรียนเขาไม่ใช่โรงเรียนอันดับสอง ที่รับเด็กเหลือจากที่อื่น ก็ไม่รับอีก พ่อ แม่ ก็กลุ้มใจ หลานก็เสียขวัญ ผมแนะนำที่เรียนที่เขาพอจะเข้าไปเรียนได้ พ่อแม่ ก็หวงหลายอย่าง ไกลบ้านบ้าง กลัวลูกเรียนไม่ได้บ้าง คือเขาก็มีเงื่อนไขของเขา หลานอีกคน ปีที่แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ เขาก็เดินไปเรียนมหาวิทยาลัยของเอกชน เขาก็พยายามตั้งใจเรียน แต่หลักสูตรที่เขาเรียน ผมก็เตือนเขาแล้ว ว่าอาจจะยากเกินไปสำหรับความรู้ความสามารถของเขา แต่เขาก็บอกว่าอยากเรียนที่นี่ สาขานี้ แต่เกรดออกมาก็ ต่ำกว่า 1.5 มหาวิทยาลัย มีระเบียบว่า เกรดต่ำกว่า 1.75 ต้องรีไทร์ แต่เทอมแรก ยังไม่นับ เพราะถ้านับ หลานผมรีไทร์ ไปแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องเริ่ม เข้าสู่สงครามการศึกษาเพื่อหาที่เรียน ใหม่อีก
ปรากฏการณ์ที่ผมเห็นตอนนี้ เลยรู้สึกว่า การศึกษา ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาชีวิต กลับนำมาสู่ การเป็นปัญหาชีวิต เด็กเรียนเก่ง ก็มีปัญหาอย่างหนึ่ง เด็กเรียนไม่เก่งก็มีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง แต่สุดท้ายคือ เป้าหมายเดียวกัน คือคว้าฝันของตัวเองไว้ให้ได้ ผมมีความคิดว่า เรื่องอย่างนี้คงเกิดขึ้นกับหลายๆ คน ในหลายครอบครัว ผมว่าปัญหาเหล่านี้ รากของปัญหาที่ แท้จริง เกิดจาก เหตุ 2-3 ข้อ คือ
1. การมี เงื่อนไขให้ตัวเองมาก อย่างเช่นหลานผม คือ ไปเรียนไกลบ้านมากไม่ได้ พ่อแม่หวง แต่ลืมไปว่าโรงเรียน มหาวิทยาลัยใกล้บ้านมันมีไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะถ้าเรียนในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐโดยส่วนมากจะไปตั้งในเขตชานเมือง (บ้านผมอยู่แถวฝั่งธน) ถ้่าอยากเรียนใกล้บ้าน มหาวิทยาลัยของรัฐ มีเพียง 3-4 แห่ง แต่ก็รู้อยู่กว่า มหาวิทยาลัย เหล่านี้ก็เป็นท ี่หมายปอง ของเด็กทั้งประเทศ เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ก็มีเพียงที่เดียว เขาก็ยังสรา้งเงื่อนไขอีกว่า เขาไม่ชอบ ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยยังไม่ประทับใจ เรียนราชมงคล เรีัยนราชภัฏ (อันนี้มีใกล้บ้านเยอะ) พ่อ แม่ ไม่เอาอีก หลานก็ไม่เอา บอกว่าสถานที่เรีัยนไม่น่าเรียนบ้าง โน้นบ้างนี่บ้าง มหาวิทยาลัยเปิดก็ไม่เอา กลัวไปเรียนลำบาก เพราะต้องอ่านหนังสือเองบ้าง ต้องแย่งห้องเรียน ต้องแกร่ง.. ก็ไม่ไหว กลัวไม่จบ
2. การไม่รู้จักความสามารถของตัวเอง แล้วไม่รู้จะพัฒนาความสามารถตัวเองยังไง คือ มองว่าถ้าได้เข้าไปเรียน ยังไงก็เรียนได้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ลืมไปว่ามหาวิทยาลัยเอกชน เขาก็มีมาตรฐานของเขา ผมเองเคยเจอเด็กบ้างคน ที่เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน เรียน 8 ปี 4 คณะ เรียนไม่จบ ย้ายไปเรื่อย แต่จริงแล้วตัวเองไม่มีทักษะการเรียน เช่น ทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน ทักษะในการค้นคว้าศึกษาด้วยตนเอง ความกระหายใคร่รู้
3. มีทางชีวิตทางเดียว ไม่มีแผนสำรอง คือ ไม่ได้เผื่อใจ หรือหาทางออกของชีวิตไว้ พอไม่ได้ ก็...หมด
4. ไม่มีข้อมูล คือไม่รู้เลยว่า สถานที่เรีียนต่างๆ ปัจจุบันมีหลายแบบ หลายอย่าง โดยเฉพาะ ผู้ปกครอง ที่ยึดติดค่านิยม แบบถ้าเรียนที่ดีๆ แล้วจะนำไปสู่หนทางที่ดี เงินเืดือนดีๆ ก็จะสนใจ ที่จะพยายามให้ลูกเข้า โรงเรียนดังๆไว้ก่อน แต่จริงแล้ว โรงเรียน สถานศึกษา ปัจจุบันมีมาก และก็พยายามพัฒนาให้ดีขึ้นทุกที ผมเคยคุยกับเพื่อน เขามาปรึกษาว่า ลูกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แต่เิดินทาง ไม่ไว้ เลยจะย้าย ก็มาถามผมว่า ที่มหาวิทยาลัยนี่ดีไหม ผมบอกว่า ดี เขาก็ทำหน้าว่า จริงหรือ เขาไม่ค่อยได้ยินชื่อเสียง เขากลัวว่าถ้าลูกเขาเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำเพราะชื่อเสียง มหาวิทยาลัยไม่ดี เขาให้เหตุผลว่า ถ้ามหาวิทยาลัยมีชื่อ ขอให้จบใครก็อ้าแขนรับ ผมเลยบอกว่า ไม่จริงหรอก มันขึ้นอยู่กับความสามารถ ที่ลูกคุณต้องพิสูจน์ อาจจะใช่ ในโอกาสในการที่จะถูกเลือก แต่สุดท้ายเมื่อทำงาน ก็ต้องใช้ความสามารถล้วนๆ ผมเลยบอกว่า ผมยังเชียร์ให้หลานไปเรียน ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด แห่งหนึ่ง ที่ มีอาจารย์เก่งๆ ในสาขาเฉพาะด้้าน เขาบอกว่า มหาวิทยาลัยไม่ค่อยรู้จัก กล้าให้ไปได้ยังไง
จริงๆ แล้ว สำหรับผม ผมมีวิธีคิดกับการเรียนว่า เรียนในสิ่งที่เราอยาก..... อยากเรียน อยากทำงาน ถ้าเราเรียนเก่ง ก็ลองเข้าสู่สนามสงครามการศึกษาดู ได้ก็ กำไร ไม่ได้ ลองมองหาสาขาเดียวกันใน มหาวิทยาลัยอื่นดู แล้วพัฒนาตัวเอง ผมเคยมีเพื่อน เขาสอบ Ent ไม่ติด แต่เข้าสอบติดวิทยาลัยครู (สมัยนั้น) เขาก็เข้าไปเรียนในาสาขาที่ใกล้ๆ กับสิ่งที่เขาอยากเรียน จบมาก็ทำงานอย่างมุ่งมั่น ปัจจุบันเขาได้เป็นระดับผู้จัดการ ผมมีเพื่อนๆ น้องๆหลายคน ที่จบปริญญาตรี จาก มสธ. เขาก็เดินทางมาสู่การเรียนระดับปริญญาเอกได้ (ใช้หนทางปกติ นะครับ ไม่ใช่เส้นสาย) มีเพื่อผมคนนึงที่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย และเขาตั้งใจที่จะทำงาน เขาก็เป็นหลักให้ครอบครัวได้ ผมเลยว่า ชีวิตมันมีทางออก เพียงแต่เรา จะยอมรับ ยอมปรับตัว และทำความเข้าใจมันไหม อย่าให้การศึกษา ทำร้ายใครไปมากกว่านี้เลยครับ
สวัสดีคะ อาจารย์
บันทึกนี้ต้องบอกว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาที่อาจารย์กล่าวมาคือ เรื่องของค่านิยมคะ เด็กๆ จะติดค่านิยมค่อนข้างมาก จึงทำให้ตั้งเงื่อนไขให้กับตัวเอง แต่แทนที่จะเอาเงื่อนไขนั้น มาสร้างแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่สิ่งที่คิดว่าดี ก็ไม่ได้ทำ ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆ ทีนี้ พ่อแม่ ก็เป็นผู้รับบทบาทในการช่วยคิด ช่วยแก้ ไปเรื่อยๆ ก็เลยเกิดเป็นปัญหา
จริงๆ แล้ว ไม่ต้องมองมหาวิทยาลัยในกรุงเทพอย่างเดียวก็ได้คะ มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย ดิฉันคิดว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะส่งผลให้ HR ของแต่ละบริษัท สนใจที่จะสะดุดมาดู Resume สักนิด แต่นั่นแค่ปัจจัยเดียว ในความเป็นจริงแล้ว ความสามารถส่วนบุคคลสำคัญกว่าเยอะคะ
แวะมาแลกเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อยๆ คะ และยินดีที่ได้เห็นอาจารย์กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้งคะ :)