25 มีนาคม 2551 (ต่อ)
กิจกรรมแรกที่ห้องประชุมวันนี้ ทุกคนได้นั่งล้อมวงเข่าชนกันอีกรอบ น้องอ้อมเริ่มกิจกรรม check in ให้ทุกคนเล่าเรื่องเรียนรู้ที่ผ่านมาเมื่อวานให้กันฟังคนละประโยคเช่นเคย สั้นยาวก็ได้ตามแต่ใจ วาทะที่แต่ละคนเปล่งออกมาล้วนเป็นผลึกที่เกิดจากการเรียนรู้ของแต่ละคนผ่านประสบการณ์เมื่อวันวาน บรรยากาศแบบนี้เองที่เรียกว่าไม่มีถูกไม่มีผิด ก็ที่พูดมานั้นเป็นเรื่องจากตัวเองล้วนๆ คนอื่นจะมาเถียงเรื่องผิดถูก จนโลกแตกก็สรุปไม่ได้ ฉันว่านี้กระมัง ความหมายของคำว่า “เท่าเทียม”
บรรยากาศ หน้าห้องประชุม
หลังจากนั้นคือกิจกรรม Story telling เพื่อเรียนรู้และฝึกเป็นคุณอำนวย คุณลิขิต หรือ Note taker ผ่านเรื่องเล่า “ความประทับใจในชีวิตการทำงาน” กิจกรรมการแบ่งกลุ่มจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ละกลุ่มมีสมาชิกอยู่ราว 8 คน วันนี้ฉัน อี่ และโสหมุนมาอยู่กลุ่มเดียวกัน ( เมื่อวานฉันกับมดอยู่กลุ่มเดียวกัน) เกมที่ใช้ ฉันขอตั้งชื่อว่า “หญิง 1 บาท ชาย 50 สตางค์ ”
วันนี้กลุ่มฉันมีสมาชิก 7 คน มีพี่ติ๋มสวย น้องอ้วน อ.ติ๊กชาย ตั้ม อี่ โส ฉัตร ฉัน กลุ่มเสนอให้น้องอ้วนเป็นคุณอำนวย ฉัตรเป็นคุณลิขิต คนที่เหลือเป็นคุณกิจ ดูเหมือนพลังที่ทุกคนช่วยกันทำให้เกิด meaning flow เริ่มเปล่งประกาย เพราะเมื่อถามกันว่า ใครจะเล่าเรื่องก่อน อี่ก็อาสาเล่าคนแรกเลย เรื่องที่เล่าก็เป็นเรื่องงานการของพยาบาลชุมชน เป็นเรื่องของการได้ช่วยเหลือครอบครัวหนึ่งซึ่งน่าประทับใจ ตอนเล่าฟังแล้วยังงงๆ เพราะตอนแรกอี่เล่าถึงคนหนึ่งคน แต่ลงท้ายกลับเป็นเรื่องของคนอีกคน กว่าจะเข้าใจว่าตั้งใจเล่าถึงคนหลังเพราะทั้ง 2 คนเกี่ยวพันกัน ก็ใช้เวลากันไปนาน เรื่องของอี่ได้ช่วยนำพาให้บรรยากาศการสนทนาของกลุ่มลื่นไหลไปดุจสหายสนิทที่เพิ่งได้กลับมาพบกัน กลุ่มเราใช้เวลาสนทนาและถามกันไปถามกันมาจนหมดเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเหลือคนที่ยังไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเอง 3 คน คือ อ้วน ฉัตร และ พี่ติ๋มสวย
น้องอ้วน วิศวกรหนุ่ม ผู้มาจากแม่เมาะ- ขุมทรัพย์แห่งประสบการณ์ KM
จบกิจกรรมตอนนี้ วิทยากรให้แต่ละกลุ่มเลือกสมาชิกกลุ่มเล่าบรรยากาศของกลุ่มและข้อสังเกตต่อความรู้สึกของตนเองต่อกลุ่ม ต่อท่าทีของสมาชิกในกลุ่ม ขาดตกอะไรก็ให้สมาชิกที่เหลือช่วยบอกเพิ่มได้ เล่าวนครบกลุ่มแล้ว วิทยากรก็โยนคำถามให้ครุ่นคิดว่า เหตุใดบรรยากาศกลุ่มจึงเป็นไปเยี่ยงนั้น ฉันสัมผัสได้ว่า เป็นคำถามที่ทำให้คนต้องครุ่นคิดคำตอบอยู่เป็นครู่ แล้วทุกคนก็คงได้คำตอบให้กับตนเองแล้ว ฉันว่า วิทยากรเจตนาจะบอกนัยๆว่า อย่าเพิ่งฮึกเหิมว่า ทำได้ แล้วหยุดเรียนรู้ มีอะไรที่ควรเรียนรู้ต่ออีก วันนี้ความสำเร็จมีเบื้องหลังส่งเสริม วันหน้าไม่แน่ ฉันว่ากิจกรรมนี้และกิจกรรมเมื่อวาน เป็นแค่บทเรียนบทต้นๆของการฝึกทักษะเพื่อให้ถึงแก่นของสุนทรียสนทนา เมื่อวานนี้เป็นเรื่องของ deep listening วันนี้เป็นเรื่อง story telling ที่ได้นำ deep listening และลักษณะของสุนทรียสนทนามาทบทวนซ้ำในบทคุณอำนวย คุณลิขิต คุณกิจ และ คุณสังเกต
บรรยากาศของการทำ Story telling
สมาชิกใน class มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ การจัดกิจกรรมเรื่องเล่าเร้าพลัง คำถามหนึ่ง คือ เมื่อทำหน้าที่คุณลิขิต จะบันทึกอย่างไรจึงจะดี เป็นคำถามที่ฉันปิ๊งแว๊บได้คำตอบเองแล้วตั้งแต่อยู่ในระหว่างทำกิจกรรม ถ้าเปรียบการฟังเรื่องเล่าแล้วจดจำแง่มุมต่างๆที่ประทับใจไว้ ฉันว่ามันเหมือนการย้อนอดีตไปสู่การฟังนิทานในวัยเด็กยังไงยังงั้น ตอนเป็นเด็ก เรื่องที่นำมาเล่าเพื่อให้ฝึกฟัง ฝึกการสร้างจินตนาการ ฝึกเรียนรู้ เป็นนิทานที่แต่งขึ้นให้เด็กสร้างจินตภาพ ตอนเด็กๆไม่เห็นเราต้องจดต้องบันทึกอะไร แต่ทำไม เราจดจำเรื่องสอนใจดีๆมาได้จนบัดนี้อย่างแม่นยำ เพราะเราฟังแล้วเข้าใจ มันจึงจดจำ เพราะเราได้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราฟังแล้วประทับใจมิไช่หรือ
มาตอนนี้อ่อนวัยแล้ว เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องของชีวิตจริงที่มีเจ้าของ มีตัวตนจริงมาเล่าให้ฟัง แล้วตามธรรมดาโลก คนก็มักชอบฟังเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นในโลกนี้ คงไม่ประดิษฐ์อักษรคำว่า “นินทา” ขึ้นใช้ ตรงไหนมีการนินทากัน ตรงนั้นคนจะชอบเข้าไปร่วม เรื่องนินทาที่ถูกใจก็มีการเล่าต่อๆกันไป เหมือนไฟลามทุ่ง แสดงว่ามันชวนฟังกว่านิทาน ด้วยชีวิตจริงมีสีสันแต่งแต้มที่เร้าใจ เวทีสนทนาที่จัดขึ้นด้วยกลของ story telling แฝงเจตนาให้เรื่องที่สนทนาเผยแพร่ลามเร็วเหมือนวงนินทา แม้จะต่างจากวงนินทาตรงที่เจ้าของเรื่องตัวเป็นๆมานินทาตัวเองให้ฟังจังๆ ใครอยากซักอยากถามอะไรก็ซักได้ถามได้ โดยเจ้าของเรื่องก็ไม่โกรธที่ถูกซักถาม ไม่หวงที่จะเล่าให้ฟัง
เมื่อประทับใจกับนิทานดีๆเรื่องใด นิทานเรื่องนั้นก็มักจะถูกนำมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแล้ว ดังนั้นสำหรับฉัน ฉันชอบการจารึกทุกถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังไว้มากกว่า การจดจารึกแบบเชาวเลข หรือจดสั้นๆ แบบเลคเชอร์ในห้องเรียนแบบที่วิชาการสมัยใหม่ชอบทำ หรือสรุปความแบบตอบข้อสอบในห้องสอบ จดเต็มๆเรื่องราวไว้ได้ฉันก็สามารถนำมาอ่านใหม่ได้อีกรอบแล้วรอบเล่า ฉันว่าคนที่เคยอ่านนิทานและชอบอ่านนิทานหรือชอบอ่านหนังสือ จะรู้ตัวตนว่าแต่ละรอบที่ได้กลับมาอ่านเรื่องเดิมๆซ้ำ ต่างกรรมต่างวาระต่างวัย ตัวตนของตัวเองมีการเปลี่ยนไป มองย้อนไปก็มักเห็นตัวเองอีกคนอยู่เสมอ มีมุมมองใหม่ให้เรียนรู้ตัวเองเพิ่มแถมมาเสมอ
แต่การเอาแต่ฟังก็ไม่สามารถจดจารึกเรื่องราวไว้ได้ เหมือนอย่างฉันไงที่เมื่อวานนี้รู้สึกว่าทุกเรื่องน่าฟัง จึงตั้งใจฟัง ฟังด้วยรู้สึกว่าเรื่องเหล่านั้นจับใจ อิ่มใจ ฟังแล้วเพลิน พอจะมาจดไว้กันลืม กลับลืมซะได้ มองเห็นอีกด้านหนึ่งของการเอาแต่ฟังเลยว่า เมื่อมีเรื่องที่จับใจเยอะแยะมากมาย เมื่ออยากเก็บเพื่อให้ได้อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างพลังใจเมื่อกำลังใจถดถอย ถ้าไม่จดก็จะไม่มีอ่าน ถ้าไม่จดไม่นานจะลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิ่งอ่อนวัยยิ่งลืมง่าย เมื่อมา recall เพื่อเขียนบันทึกนี้ ฉันเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า ทำไมฉันมักเห็นป๋าคอยนั่งจดโน่นจดนี่ไว้ในสมุดเล่มนั้นเล่มนี้ของป๋า หรือแม้แต่ในกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยหากหาสมุดไม่เจอ ป๋าจดไว้ทุกเรื่องที่สนใจไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เพิ่งหาคำตอบให้กับตัวเองได้ ป๋าจดจารึกไว้ใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งของการส่งผ่านความรู้ให้กับตัวเองรอบแล้วรอบเล่านี่เอง และป๋าจดเพราะอยากให้ทายาทรับการถ่ายทอดไว้อีกด้วย
จะว่าไปแล้ว การจะจด จะบันทึกอย่างไรจึง recall เรื่องราวได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องราวและบรรยากาศขณะนั้นๆ ต้องอาศัยทักษะส่วนตัวและเครื่องมืออำนวยความสะดวกหลากหลาย ขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคนและการรู้จักเอามาใช้ อย่างไรก็ตามสำหรับฉัน ฉันชอบการจดจารึกแบบเรื่องยาวๆ เพราะรำลึกเรื่องและได้บรรยากาศดี ฉันว่าการจดจารึกแบบนี้ ไม่ต้องอาศัยการตีความ แต่ใช้ทักษะสัมพันธ์ระหว่างการเห็น การฟัง การได้ยิน การใช้มือ การสัมผัส การสั่งการของสมอง และสติที่กลมกลืนกันมากกว่า การจดสรุปสั้นๆตามความเข้าใจแบบเล็คเชอร์เสียอีกที่ต้องอาศัยทักษะตีความ ที่เห็นตัวอย่างการจดในวันนี้จากคุณลิขิตก็จะมีการใช้ mind map ฉันว่าเด็กรุ่นใหม่ชอบใช้กัน ฉันปิ๊งการจดแบบนี้ที่ มันสรุปทุกเรื่องไว้ได้โดยใช้กระดาษน้อยแผ่น เผลอๆใช้แค่แผ่นเดียวก็รวบรวมทุกเรื่องได้หมด
สำหรับเรื่องเล่าเร้าพลัง ฉันว่าการจด 2 แบบหลังดีสำหรับการใช้เก็บประเด็นเพื่อใช้สดๆใหม่ๆ แต่ถ้าจะเก็บแบบเป็นของแห้ง เอามาใช้ซ้ำได้อีกเมื่อกาลเวลาเหมาะสมหรือยามจำเป็น การจด 2 แบบหลังนี้ ไม่ให้ความรู้ที่แตกยอดใหม่ได้ เพราะการจดอย่าง 2 แบบหลังไม่มีบรรยากาศ ไม่ให้บรรยากาศ
เวลาอ่านอะไรที่บันทึกไว้ ฉันว่าความรู้ที่จะแตกยอดได้ ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรก ข้อมูลสำหรับเรียนรู้ อย่างที่ 2 คือ บรรยากาศ ถ้าไม่มีบรรยากาศหรือไม่ให้บรรยากาศ ข้อมูลนั้นมันก็เป็นของตายที่สร้างจินตนาการไม่ได้ เมื่อไม่มีจินตนาการ ของใหม่ก็ไม่เกิด ฉันว่า KM ไม่ได้ต้องการให้รวบรวมอะไรที่เป็นของตาย แต่ต้องการให้ของซึ่งดูเหมือนตาย แตกยอดแตกหน่อใหม่ที่ amazing ให้เกิดขึ้น
คนที่ไม่มีจินตนาการมักจะไม่ใคร่มีความสุข ฉันว่าวิทยากรคงอยากดึงให้เราได้ฝึกจินตนาการซ้ำๆโดยใช้เรื่องเล่าเร้าพลังของจินตนาการ บทเรียนที่ 2 ของวันนี้ในช่วงก่อนการพัก จึงให้เล่าเรื่องซ้ำ คราวนี้ให้คนเดียวเล่า และให้ฝึกฝนการจด รอบแรก การจดในกลุ่มของฉันจะมีคนจด 2 คน ฉัตรจะจดแบบสรุปบ้าง ย่อความบ้าง อาจจะเป็นเพราะจดไม่ทัน อีกคนที่ตอนแรกไม่อาสาเป็นคุณลิขิต แล้วมาช่วยลิขิต คือพี่ติ๋มสวย พี่ติ๋มจะจดแบบจับประเด็นความสำเร็จ ตั้งชื่อเรื่องเล่าเร้าพลัง ไม่มีใครจดลงใน Flip chart ระหว่างการสนทนา พี่ติ๋มเผลอแสดงบทคุณอำนวยผู้ช่วยออกมาบ้าง อาจจะเป็นเพราะเห็นน้องอ้วน ดูประดักประเดิด ไม่คล่องอย่างใจกระมัง ในรอบหลัง การจดในกลุ่มจะขึ้น Flip chart ฉันสั่งให้อี่ฝึกเป็นคุณลิขิต และบังคับให้จดแบบยาวๆ เหตุผลเบื้องหลังที่บอกไป คือ อี่สนใจอยากทำงานวิจัยคุณภาพ ฉันเห็นว่า หากเธอจะทำงานวิจัยลักษณะนี้ได้ดี ฟังเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องบันทึกเรื่องยาวเป็นด้วย เพื่อการนำมาเก็บประเด็นที่จะใช้วิจัย ตั๊มอาสาเป็นคุณกิจ เล่าเรื่องจบ ลำดับที่เราช่วยกันในกลุ่ม คือ ทุกคนจะช่วยกันสรุปมุมประทับใจ หรือเรื่องดีๆที่เรียนรู้จากตั๊มออกมากันก่อน แล้วจึงให้ตั๊มสรุปเรื่องของตัวเอง จบแล้วพักกินข้าวเที่ยง