เมื่อพูดถึงเรื่องเขียน เรื่องบันทึก หลายคนกล่าวว่า เป็นเรื่องยากยิ่งและเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง ต่อการเจริญเติบโตของ Blog ไทย  เพราะ " วัฒนธรรมการเขียน การบันทึก ไม่ใช่วัฒนธรรมของคนไทย "  จากประสบการณ์การเป็นอาจารย์สอนหนังสือมาหลายปี  ดิฉันก็พบปรากฏการณ์เช่นนั้นจริง และดูเหมือนจะเสื่อมถอยลงเป็นลำดับ กล่าวคือ เยาวชนคนไทยรุ่นใหม่มักมีนิสัยเขียนไม่ออก บอกไม่ถูก  และเมื่อจำเป็นต้องเขียนก็ไม่สามารถสื่อด้วยภาษาที่ สละสลวยละเมียดละไม

เมื่อวัยเด็ก โรงเรียนประถมที่ดิฉันเข้าเรียน  สอนภาษาจีนเป็นภาษาที่สอง การบ้านที่คุณครู (สอนภาษาจีน) ให้ทำในทุกวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ก็คือ การเขียนเรียงความบันทึกสิ่งที่ทำในช่วงวันหยุด เป็นอย่างนี้โดยตลอดตั้งแต่ชั้นประถมต้น ยันประถมปลาย ในช่วงเวลานั้น ดิฉันยังจำได้ดี เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้วันหยุดในวัยเด็กของดิฉันน่าเบื่อหน่ายที่สุด สำหรับเด็กๆ ทุกเสาร์ อาทิตย์ ก็เหมือนๆ กัน ทำไมคุณครูจะต้องให้บันทึกอยู่นั่นแหละ แต่เนื่องด้วยคุณพ่อของดิฉัน เป็นครูสอนในโรงเรียนดังกล่าว ท่านจึงเป็นครูสอนการเขียนแก่ดิฉันทุกสัปดาห์ โดยไม่เหนื่อยหน่าย และทำให้ดิฉันได้คะแนนเรียงความดีอยู่เสมอ

การถูกฝึกให้ทำแม้ว่าจะเป็นการขืนใจผู้ถูกฝึกก็ตาม  อานิสงฆ์ผลบุญ อย่างไรเสียก็ตกแก่ตน ใครปฏิบัติ ใครก็ได้ประโยชน์  ในยามนี้ (ยามที่ไม่มีใครจะมาบังคับให้ดิฉันต้องเขียน) ดิฉันจึงยึดถือหลักนี้ไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการเขียน Blog   นั่นก็คือ  การเขียน Blog ของดิฉันไม่ได้ทำเพื่อใคร ดิฉันเขียนเพื่อตัวดิฉันเอง  เพื่อฝึกการถ่ายทอด สื่อสาร ด้วยการเขียน (พิมพ์)  ใครจะอ่านหรือไม่อ่าน  ใครจะว่าดีหรือไม่ดี  ดิฉันก็จะเขียน เขียน เขียน

เขียนไป เขียนไป ก็เหมือนรู้จักตนเองมากขึ้น รู้เรื่องที่ตนเองคิดลึกซึ้งยิ่งขี้น รู้เรื่องในความรู้ที่คิดว่ารู้แล้วมากขึ้น ด้วยการคิดไปเขียนไป  ดั่งเช่น การให้ทาน ผู้ให้ก็ได้สลัดความเห็นแก่ตน ทำให้ละวางความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทรัพย์สิ่งของ ต่อไป ๆ ท่านก็อาจละวางความเป็นตัวตนของท่านได้  ดังนั้น

" ที่คิดว่าให้คนอื่นนั้น  แท้ที่จริงท่านเองได้รับเต็มๆ...... "