หากเราเป็นเหมือนคนธรรมดาสามัญ ที่พร้อมจะยอมแพ้เมื่อปัญหามาแผ้วพาน ยอมจำนนที่จะเป็นคนแบกโลกโดยไม่คิดแก้ไข เราก็ได้ชื่อว่า เป็นคนที่พ่ายแพ้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มเดิน

ละ วาง หนังสือของท่านชุติปัญโญมาหลายวัน .. วันนี้จึงขอหยิบข้อเขียนของท่านชุติปัญโญมาสักข้อเขียนหนึ่ง อาจจะด้วยความเหนื่อย ความเครียดที่สะสมอยู่หลายวัน เพราะนับจากอาทิตย์นี้ไป ไม่มีความว่าง (งาน) เลย จนถึงปลายเดือนเมษายน

 

เหตุผลของความแตกต่าง

 

ชีวิตของคนเราที่กำลังขับเคี่ยวกับตัวเองและความคาดหวังต่าง ๆ อยู่นี้ บางครั้งเราก็มักจะมีคำถามซ้อนขึ้นมาอยู่เสมอว่า "เราได้อะไรเพิ่มมากขึ้นหรือยัง ?"

เมื่อมีคำถามเช่นนี้เกิดขึ้น จึงทำให้เห็นภาพชีวิตที่แต่ละคนเริ่มวาดหวังให้กับตัวเองแตกต่างกันออกไป

บางคนก็วาดลวดลายเต็มที่ เพื่อให้ได้สิ่งที่คิดว่าดีที่สุดมาครอง ในขณะที่อีกซีกหนึ่งของชีวิต ก็เต็มไปด้วยความยุ่งยาก

บางคนใช้ชีวิตซึ่งอาจจะดูยุ่งในเบื้องต้น แต่บั้นปลายกลับได้ชิมรสชาติที่หอมหวานเมื่อผ่านปัญหานั้นไปแล้ว

วิธีการแสวงหาดังกล่าว เป็นดัชนีวัดว่า คนเรามีวิถีชีวิตที่เลือกได้ด้วยตัวของเราเอง

 

โฮเซ่ ออร์เตก้า อี กาซาร์ต ปราชญ์ชาวสเปนกล่าวไว้ว่า

"เราแยกบุคคลที่มีความเป็นอัจฉริยะออกจากบุคคลธรรมดา ด้วยการกล่าวว่า คนแรกนั้นสร้างเงื่อนไขอันยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิต ส่วนคนหลังไม่เคยสร้างเงื่อนไขอะไรให้กับตนเองเลย"

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่อยู่เหนือคนและถูกสร้างอนุสาวรีย์แห่งความดีไว้เป็นที่ระลึกนั้นมีน้อย แต่เพราะมีความดีที่ยิ่งใหญ่เป็นฐานรองรับชีวิต จึงทำให้เขามีความแตกต่างจากคนทั่วไป

 

ก่อนที่เจ้าชายสิทธิธัตถะจะยอมสละราชบังลังก์เพื่อออกบวช ทุกการเรียนรู้ของพระองค์ล้วนถูกผู้เป็นบิดาปกปิดไว้ เพราะกลัวบุตรชายจะไม่ครองราชย์ต่อจากตน

ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้สิทธัตถะกุมารหลงใหลในความสุขแบบชาวโลก แต่เจ้าชายผู้ต้องการออกจากทุกข์ ก็แหวกม่านแห่งมายาเพื่อมองให้เห็นความจริง

พระองค์ได้เสด็จออกแสวงหาโมกขธรรม จนรู้แจ้งในสรรพสิ่งอันเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ กระทั่งถูกเรียกพระนามว่า พระพุทธเจ้า ในเวลาต่อมา พระองค์ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบของคนเหนือทุกข์อย่างองอาจ และเป็นบุคคลที่โลกต้องค้อมคารวะตาม

 

หลวงพ่อชา สุทภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อที่กำลังป่วยหนัก และมีความคิดที่จะลาสิกขา เพื่อสืบสานวงศตระกูลของตนให้คงอยู่ แต่คำพูดของพ่อที่บอกกล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า "อย่าลาสิกขานะ อยู่เป็นพระไปอย่างนี้แหละดี สึกออกมามันยุ่งยากลำบาก หาความสงบไม่ได้" จึงเป็นเครื่องหมายให้ท่านเลือกที่จะทวนกระแสความต้องการและก้าวขึ้นสู่การเป็นยอดคนที่ไม่ทุกข์ทางใจในเวลาต่อมา

 

หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ  เมื่อครั้งเป็นฆราวาสชอบรักษาศีลและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ อยู่ต่อมาได้จัดงานกฐินเพื่อถวายตามวัดต่าง ๆ ท่านคิดจะรักษาศีลแปดให้ได้ตลอดทั้งงานจึงมอบหมายให้แม่บ้านเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทน

ในขณะที่งานกำลังดำเนินไป ภรรยาได้ถามถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับมหรสพที่มาสมโภช ท่านถึงกลับโกรธต่อคำกล่าวนั้น เพราะคิดว่า แม่บ้านไม่ให้เกียรติตน

ภรรยาได้กล่าวให้สติว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าตกนรกทางใจแล้ว ท่านจึงฉุกคิดได้ว่าแม้ตนจะยึดมั่นในความดี แต่ก็ยังความทุกข์ทางใจอยู่มาก ท่านจึงตั้งปณิธานที่จะแก้ไขตัวเองให้พ้นจากความทุกข์ทางใจให้ได้ โดยอาศัยวิธีการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว เป็นแนวทางในการฝึกตน และถูกยกย่องว่า เป็นคนเหนือทุกข์ในเวลาต่อมา

 

เรื่องราวของคนที่ก้าวข้ามความทุกข์ทางใจ ช่วยสอนให้เรารู้ว่า การจะก้าวไปสู่ภาวะที่ความทุกข์ไม่สามารถทำร้ายได้นั้น เราเองต้องมีความอดทนเป็นพิเศษมากกว่าคนทั่วไป

เพราะหากเราเป็นเหมือนคนธรรมดาสามัญ ที่พร้อมจะยอมแพ้เมื่อปัญหามาแผ้วพาน ยอมจำนนที่จะเป็นคนแบกโลกโดยไม่คิดแก้ไข เราก็ได้ชื่อว่า เป็นคนที่พ่ายแพ้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มเดิน

ดังนั้น เงื่อนไขของความแตกต่างระหว่างยอดคน และคนธรรดาสามัญจึงอยู่ที่ว่า แต่ละคนมีการเรียนรู้ด้วยความใส่ใจมากหรือน้อยเพียงใด และอดทนที่จะก้าวผ่านความรู้สึกที่ไม่ได้ดั่งใจไปได้อย่างไร

 

แล้วเราล่ะ ... สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความแตกต่าง โดยมีความดีเป็นเครื่องมือนำทางให้ชีวิตนี้หรือยัง ?

 

 

ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านข้อเขียนดี ๆ ของท่านชุติปัญโญ

 

 

แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง).  แม้ชีวิตไม่เหลือใคร จงเก็บใจไว้เพื่อตัวเอง.  พิมพ์ครั้งที่ 2.

            กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ใยไหม, 2551.