เมื่อเดินทางไปต่างแดน  สิ่งที่เราคนไทยทั้งหลายดีใจก็คือการได้พบปะคนไทยด้วยกัน  เพราะการได้พบคนไทยก็ทำให้อาการคิดถึงเมืองไทยของเราดีขึ้นได้มากมาย

แต่มีบางคนบอกว่า ในบางครั้งเราอาจจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างไป เพราะบางทีคนไทยบางคนก็อาจจะไม่ค่อยดีใจที่ได้พบเราสักเท่าไหร่ ?

ตอนที่ข้าพเจ้าไปอิยิปต์รู้สึกคิดถึงเมืองไทยมาก แถมตลอดช่วงเวลาที่ไปนั้น ไม่พบปะกลุ่มคนไทยเลย ดูเหมือนเราหกคนจะเป็นคนไทยกลุ่มเดียวที่ไปเที่ยวในช่วงนั้นหรืออย่างไรไม่ทราบ  แต่มีเรื่องแปลกก็คือมีคนดีใจที่ได้พบกับเรา เพราะว่าเราเป็นคนไทย  

 ที่โรงแรมสำหรับชาว Backpacker ของอิยิปต์ เราได้พบกับชาวฝรั่งท่านหนึ่ง  พอเขาได้ข่าวว่ามีคนไทยเข้ามาพักที่นี่ เขาดีใจมาก รีบออกมาทักทายกับเรา แถมบอกว่าเขาเคยไปเที่ยวแถวเมืองน่าน เขาพูดไทยได้นิดหน่อย และบอกว่าดีใจมากที่ได้พบคนไทยที่นี่  และตอนที่เราเดินหลงทางในกรุงไคโร เราเจอชาวฝรั่งอีกสองคนระหว่างทาง พอรู้ว่าเราเดินหลงทางและหาร้านอาหารที่เราต้องการไปไม่เจอ ทั้งสองคนก็ช่วยนำทางไปให้ แถมบอกว่าดีใจที่พบเรา เพราะพวกเขาเพิ่งไปเที่ยวทางภูเก็ต และสมุยมา  และบอกว่าที่นั่นสวยมาก   ความมีน้ำใจและความกระตือรือร้นที่จะช่วยของพวกเขาทำให้เรารู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจ เพราะสิ่งนี้บ่งบอกว่า เมื่อพวกเขามาเที่ยวเมืองไทย พวกเขาได้รับการดูแลและได้รับการต้อนรับที่ดี จนพวกเขาเกิดความประทับใจไม่น้อย  และสิ่งนี้ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีๆกับคนไทยโดยรวมด้วย

  ตอนที่เราไปนิวซีแลนด์ เราได้พบคนไทยอยู่หลายกลุ่ม และอาจจะเป็นช่วงที่เหตุการณ์ในบ้านเมืองของเราไม่ค่อยจะสงบสุขนัก การพบคนไทยด้วยกันในต่างแดน ต่างฝ่ายต่างดีใจมากเช่นกัน แถมพากันพูดคุยปรับทุกข์ในเรื่องเหตุบ้านการเมืองด้วยความเป็นห่วง

ที่สิกขิมก็เช่นกัน  เราได้พบกลุ่มคนไทยที่เมือง Gangtok  พวกเราก็ทักทายกัน แถมได้ไปพบกันระหว่างทางไป North Sikkim ด้วย  สิกขิมเป็นอีกแห่งหนึ่งที่คนไทยนิยมไปเที่ยวในช่วงหลังๆ  

ขากลับออกมาจากสิกขิม เราได้แวะไปเที่ยวที่เมืองดาร์จิริง แหล่งปลูกชาอันลือชื่อติดอันดับโลก  ที่นี่เราได้พบกับคนไทยเช่นกัน แต่เป็นการพบกันที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ 

ดาร์จิริงเป็นเมืองตากอากาศของชาวอังกฤษมาตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยึดครองอินเดีย  ปัจจุบันดาร์จิริงก็ถือว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งของอินเดียที่น่าไปเที่ยว แถมที่นี่มีโรงเรียนประจำแบบอังกฤษที่มีชื่อเสียง  และคนไทยส่วนหนึ่งก็นิยมส่งลูกหลานมาเข้าโรงเรียนประจำที่นี่   เด็กจะได้เรียนภาษาแถมแว่วว่าค่าเล่าเรียนนั้นไม่แพงมากอย่างที่คิด 

ที่ดาร์จิริงเราจึงได้พบคนไทยอยู่หลายคน  บางท่านมาส่งลูกหลานเข้าโรงเรียน บางท่านมาท่องเที่ยวก่อนจะเดินทางเข้าไปยังสิกขิมต่อ  ที่นี่มีร้าน Bakery ยอดนิยมร้านหนึ่ง  ในหนังสือท่องเที่ยวเกือบทุกเล่มต่างพูดถึง โดยบอกว่าการได้มานั่งจิบกาแฟ ทานขนมเค้กอร่อยๆ ที่ร้านนี้พร้อมกับชมวิวทิวทัศน์ของเมืองดาร์จิริงก็ถือว่าเป็นสุขแล้ว พวกเรามีหรือจะพลาด  มีพวกเราสี่คนที่เดินซื้อของฝากกันจนเมื่อย พรรคพวกที่เหลือก็ยังเดินซื้อของไม่เสร็จ จึงชวนกันเข้าไปที่ร้านนี้  เกิดปัญหาขึ้นก็คือทางร้านไม่รับบัตรเครดิตแถมไม่รับเงินดอลล่าร์ด้วย  แต่เราทั้งสี่คนมีเงินรูปีติดตัวกันเพียงเล็กน้อย  เพราะเรามาถึงที่นี่ค่ำไปหน่อยที่ให้แลกเงินก็ปิดไปแล้ว  พวกเราสี่คนไปยืนอยู่ตรงชั้นวางขนมเค้ก มองดูราคาแต่ละชิ้นแล้วก็คิดคำนวนราคาเค้กสี่ชิ้นกับกาแฟสี่แก้ว ว่าจะเป็นเงินเท่าไหร่ แถมต่างเอาเงินมารวมกันนับอยู่ที่หน้าตู้ชั้นขนมนั่นแหละ เรียกว่าเอาเศษเหรียญ เศษเงินรูปีที่มีอยู่มารวมๆกันเห็นๆเลย แถมพูดคุยปรึกษากันในภาคภาษาไทยกันใหญ่  ระหว่างนั้นในร้านก็มีผู้คนหน้าตาไปทางคนไทยอยู่สองสามคน มีชายสูงวัยคนหนึ่งท่าทางดูดีมีฐานะยืนอยู่ใกล้ๆกับที่เรากำลังรวบรวมเศษตังค์กันอยู่ด้วย  แต่เราไม่ได้ทักทายอะไรเพราะมัวสนใจแต่ว่าเงินจะพอหรือไม่

  ในที่สุดเราก็ได้ที่นั่งได้ขนมเค้กและกาแฟตามต้องการ ร้านนี้ก็ถือว่าบรรยากาศดูดีทีเดียว มีชาวฝรั่งต่างชาติมานั่งจิบกาแฟอ่านหนังสืออยู่หลายโต๊ะ  และบังเอิญว่าโต๊ะที่นั่งใกล้ๆ เรานั้นก็เป็นโต๊ะคนไทย  เขาได้ยินเราคุยกันก็เลยหันมาทักทายว่า คนไทยหรือเปล่าครับ ?  พอรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยกันก็พูดจาทักทายกันตามสมควร พวกเขาเป็นครอบครัวพ่อ แม่ ลูก มาเที่ยวหรือมาส่งลูกเรียนหนังสือนี่แหละ พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าดูมีราคา มีท่าทางของคนมีอันจะกินอยู่ไม่น้อย  ข้าพเจ้าเองก็เคยเห็นคนแต่งตัวแบบนี้อยู่บ้างในละครไทยของเรา เวลาที่มีฉากอยู่เมืองนอกตัวเอกของละครก็จะแต่งตัวดูดีมีราคา  ซึ่งสรุปว่าไม่เหมือนที่พวกเราแต่งในขณะนั้นสักเท่าไหร่ เพราะเราแต่งตัวพื้นๆ ใส่กางเกงยีนส์และเสื้อยืดราคาไม่กี่ร้อย  พร้อมเสื้อกันหนาว

  ขณะกำลังคุยกัน ชายสูงวัยท่าทางดูดีมีฐานะก็เข้ามาทักทายกับครอบครัวพ่อ แม่ ลูกครอบครัวนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้จักกันอยู่แล้ว ชายคนที่คุยกับเราอยู่ก่อนเลยบอกคุณลุงท่านนี้ว่า นี่ก็คนไทยเหมือนกันครับ เขาหมายถึงเราสี่คน  เราจึงกล่าวสวัสดีกับท่านผู้นี้ จากนั้นก็พบเจอกับสิ่งที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ ชายสูงวัยคนนี้ทักทายเราอย่างมีมารยาทตามสมควร แต่เขาไม่อาจควบคุมท่าทีอันไม่น่ารักนั้นได้  เขามองเราสี่คนตั้งแต่ศีรษะจรดปรายเท้า  แล้วเหยียดหางตามองซ้ำอีกที  สายตาแบบนี้เราจะเจอได้ในละครไทยอีกเช่นกัน  โดยเฉพาะเมื่อถึงตอนที่ใครสักคนจะถูกเหยียดหยามดูแคลน เขาจะต้องถูกมองแบบนี้  ข้าพเจ้าคิดว่ามันมีแต่ในละครเสียอีก ไม่คิดว่าจะเจอด้วยตัวเองในชีวิตจริงๆ  ชายผู้สูงวัยและดูดีมีฐานะหรืออาจจะเรียกว่าไฮโซก็แล้วแต่ได้พูดว่า เขาจะไปสิกขิม กำลังขอใบผ่านทางเพื่อจะไปยังเขตชายแดนแถวสิกขิมตอนเหนือต่อกับจีนด้วย      เห็นว่ากำลังรอให้ทหารจัดการให้ ในน้ำเสียงบอกถึงความไม่ธรรมดาของตัวเขาเองอย่างเด่นชัด  ในเมืองไทยท่านอาจจะสูงศักดิ์หรือมีฐานะทางสังคมที่ดูดีกว่าชาวไทยคนอื่นๆ เป็นแน่ อันนี้ข้าพเจ้าคิดปรุงแต่งในใจ  แต่ที่แน่ๆก็คือสายตาที่มองเราอย่างดูถูกดูแคลนของท่าน เป็นที่ชัดเจน เพราะเราสี่คนมีอาการเหมือนกันคือ รีบเผ่นออกจากร้านนั้นทันทีเพราะไม่อยากเสวนาด้วย  แถมเพื่อนข้าพเจ้ามีอารมณ์เดือดขึ้นมาปุดๆ  ส่วนน้องอีกคนเดินไปดูตัวเองในกระจกที่ร้านขายของถัดไปแล้วหันมาถามกันว่า เราดูโทรมมากไปหรือ ผมว่าผมก็ดูดีอยู่นะ ไม่ได้ดูสกปรกและน่ารังเกียจสักหน่อย ??

  เมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าอาจจะเก็บอาการไม่อยู่ถ้าเจอแบบนี้ เพราะโดยส่วนตนแล้วก็มีตัวกูของกูอยู่มากไม่น้อย  เมื่อใดที่ข้าพเจ้าเจอผู้คนแบบนี้อาการตัวกูของกูจะขึ้นทันที เรียกว่าคนเหมือนกันหยามกันไม่ได้   แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องขบขันของข้าพเจ้าไป  ข้าพเจ้าหัวเราะออกมาตั้งแต่เห็นสายตาของคุณลุงท่านนี้ ยิ่งเวลาท่านกำลังบอกถึงความไม่ธรรมดาของตัวเองผ่านน้ำเสียง ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ากลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่  ข้าพเจ้าไม่นึกโมโหอะไรแต่เห็นเป็นเรื่องขำๆมากกว่า  มีตอนหนึ่งที่คู่สนทนาถามว่า เราพักอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าแทบจะบอกชื่อโรงแรมและบรรยายสภาพโรงแรมให้ฟัง เพราะโรงแรมที่เราพักนั้นสร้างมาแค่ร้อยกว่าปีเอง และอยู่ในสภาพที่เก่าแก่มาก แถมมีเค้าว่ากำลังจะเจ๊งด้วย  เพราะถ้าบอกไปเช่นนั้นไม่รู้ว่าคุณลุงจะทำท่าเหยียดหยามเรามากกว่าเดิมแค่ไหน  แต่ข้าพเจ้าก็สงบปากสงบคำที่จะพูดล้อเล่นกับท่านไว้  กล่าวสวัสดีอำลาแล้วเดินออกมาจากร้านเสียก่อน แต่ตอนเดินออกมานั้นข้าพเจ้าเดินหัวเราะออกมาด้วย เพราะกลั้นหัวเราะไม่อยู่จริงๆ

   มีคนมากมายในสังคมเราที่เป็นแบบนี้  คนผู้ที่นับถือกันก็เพียงสิ่งภายนอก เพียงเสื้อผ้าราคาแพง เพียงแค่วัตถุต่างๆที่เขาเหล่านั้นมี  ค่าความเป็นมนุษย์ของเราถูกวัดกันด้วยวัตถุสิ่งของ  จนลืมไปว่าจิตใจของคนผู้ครอบครองสิ่งของเหล่านี้เป็นอย่างไร  ข้าพเจ้าไม่โกรธคุณลุงท่านนี้ แต่นึกเป็นห่วงว่า ด้วยวัยขนาดนี้ก็อายุมากมายแล้ว จะทันมีเวลามองเห็นสิ่งที่เป็นอนิจจังของชีวิตหรือไม่  ท่านอาจจะไม่มีเวลาที่จะวางสมมุติบัญญัติของตัวเองลง และติดยึดอยู่กับมันไปตลอดเวลาอายุขัยที่เหลืออยู่เลยก็ว่าได้  บางทีข้าพเจ้าก็สงสัยในใจว่า  คุณลุงท่านจะรู้ตัวรู้ตนหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ และกำลังดำเนินชีวิตไปทางใด  และที่สงสัยในใจอีกข้อก็คือท่านนับถือศาสนาใด ? แต่เข้าใจว่าไม่น่าจะเป็นศาสนาฮินดู เพราะเราชาวไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธ