เมื่อเดินทางไปต่างแดน สิ่งที่เราคนไทยทั้งหลายดีใจก็คือการได้พบปะคนไทยด้วยกัน เพราะการได้พบคนไทยก็ทำให้อาการคิดถึงเมืองไทยของเราดีขึ้นได้มากมาย
แต่มีบางคนบอกว่า ในบางครั้งเราอาจจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างไป เพราะบางทีคนไทยบางคนก็อาจจะไม่ค่อยดีใจที่ได้พบเราสักเท่าไหร่ ?
ตอนที่ข้าพเจ้าไปอิยิปต์รู้สึกคิดถึงเมืองไทยมาก แถมตลอดช่วงเวลาที่ไปนั้น ไม่พบปะกลุ่มคนไทยเลย ดูเหมือนเราหกคนจะเป็นคนไทยกลุ่มเดียวที่ไปเที่ยวในช่วงนั้นหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่มีเรื่องแปลกก็คือมีคนดีใจที่ได้พบกับเรา เพราะว่าเราเป็นคนไทย
ที่โรงแรมสำหรับชาว Backpacker ของอิยิปต์ เราได้พบกับชาวฝรั่งท่านหนึ่ง พอเขาได้ข่าวว่ามีคนไทยเข้ามาพักที่นี่ เขาดีใจมาก รีบออกมาทักทายกับเรา แถมบอกว่าเขาเคยไปเที่ยวแถวเมืองน่าน เขาพูดไทยได้นิดหน่อย และบอกว่าดีใจมากที่ได้พบคนไทยที่นี่ และตอนที่เราเดินหลงทางในกรุงไคโร เราเจอชาวฝรั่งอีกสองคนระหว่างทาง พอรู้ว่าเราเดินหลงทางและหาร้านอาหารที่เราต้องการไปไม่เจอ ทั้งสองคนก็ช่วยนำทางไปให้ แถมบอกว่าดีใจที่พบเรา เพราะพวกเขาเพิ่งไปเที่ยวทางภูเก็ต และสมุยมา และบอกว่าที่นั่นสวยมาก ความมีน้ำใจและความกระตือรือร้นที่จะช่วยของพวกเขาทำให้เรารู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจ เพราะสิ่งนี้บ่งบอกว่า เมื่อพวกเขามาเที่ยวเมืองไทย พวกเขาได้รับการดูแลและได้รับการต้อนรับที่ดี จนพวกเขาเกิดความประทับใจไม่น้อย และสิ่งนี้ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีๆกับคนไทยโดยรวมด้วย
ตอนที่เราไปนิวซีแลนด์ เราได้พบคนไทยอยู่หลายกลุ่ม และอาจจะเป็นช่วงที่เหตุการณ์ในบ้านเมืองของเราไม่ค่อยจะสงบสุขนัก การพบคนไทยด้วยกันในต่างแดน ต่างฝ่ายต่างดีใจมากเช่นกัน แถมพากันพูดคุยปรับทุกข์ในเรื่องเหตุบ้านการเมืองด้วยความเป็นห่วง
ที่สิกขิมก็เช่นกัน เราได้พบกลุ่มคนไทยที่เมือง Gangtok พวกเราก็ทักทายกัน แถมได้ไปพบกันระหว่างทางไป North Sikkim ด้วย สิกขิมเป็นอีกแห่งหนึ่งที่คนไทยนิยมไปเที่ยวในช่วงหลังๆ
ขากลับออกมาจากสิกขิม เราได้แวะไปเที่ยวที่เมืองดาร์จิริง แหล่งปลูกชาอันลือชื่อติดอันดับโลก ที่นี่เราได้พบกับคนไทยเช่นกัน แต่เป็นการพบกันที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่
ดาร์จิริงเป็นเมืองตากอากาศของชาวอังกฤษมาตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยึดครองอินเดีย ปัจจุบันดาร์จิริงก็ถือว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งของอินเดียที่น่าไปเที่ยว แถมที่นี่มีโรงเรียนประจำแบบอังกฤษที่มีชื่อเสียง และคนไทยส่วนหนึ่งก็นิยมส่งลูกหลานมาเข้าโรงเรียนประจำที่นี่ เด็กจะได้เรียนภาษาแถมแว่วว่าค่าเล่าเรียนนั้นไม่แพงมากอย่างที่คิด
ที่ดาร์จิริงเราจึงได้พบคนไทยอยู่หลายคน บางท่านมาส่งลูกหลานเข้าโรงเรียน บางท่านมาท่องเที่ยวก่อนจะเดินทางเข้าไปยังสิกขิมต่อ ที่นี่มีร้าน Bakery ยอดนิยมร้านหนึ่ง ในหนังสือท่องเที่ยวเกือบทุกเล่มต่างพูดถึง โดยบอกว่าการได้มานั่งจิบกาแฟ ทานขนมเค้กอร่อยๆ ที่ร้านนี้พร้อมกับชมวิวทิวทัศน์ของเมืองดาร์จิริงก็ถือว่าเป็นสุขแล้ว พวกเรามีหรือจะพลาด มีพวกเราสี่คนที่เดินซื้อของฝากกันจนเมื่อย พรรคพวกที่เหลือก็ยังเดินซื้อของไม่เสร็จ จึงชวนกันเข้าไปที่ร้านนี้ เกิดปัญหาขึ้นก็คือทางร้านไม่รับบัตรเครดิตแถมไม่รับเงินดอลล่าร์ด้วย แต่เราทั้งสี่คนมีเงินรูปีติดตัวกันเพียงเล็กน้อย เพราะเรามาถึงที่นี่ค่ำไปหน่อยที่ให้แลกเงินก็ปิดไปแล้ว พวกเราสี่คนไปยืนอยู่ตรงชั้นวางขนมเค้ก มองดูราคาแต่ละชิ้นแล้วก็คิดคำนวนราคาเค้กสี่ชิ้นกับกาแฟสี่แก้ว ว่าจะเป็นเงินเท่าไหร่ แถมต่างเอาเงินมารวมกันนับอยู่ที่หน้าตู้ชั้นขนมนั่นแหละ เรียกว่าเอาเศษเหรียญ เศษเงินรูปีที่มีอยู่มารวมๆกันเห็นๆเลย แถมพูดคุยปรึกษากันในภาคภาษาไทยกันใหญ่ ระหว่างนั้นในร้านก็มีผู้คนหน้าตาไปทางคนไทยอยู่สองสามคน มีชายสูงวัยคนหนึ่งท่าทางดูดีมีฐานะยืนอยู่ใกล้ๆกับที่เรากำลังรวบรวมเศษตังค์กันอยู่ด้วย แต่เราไม่ได้ทักทายอะไรเพราะมัวสนใจแต่ว่าเงินจะพอหรือไม่
ในที่สุดเราก็ได้ที่นั่งได้ขนมเค้กและกาแฟตามต้องการ ร้านนี้ก็ถือว่าบรรยากาศดูดีทีเดียว มีชาวฝรั่งต่างชาติมานั่งจิบกาแฟอ่านหนังสืออยู่หลายโต๊ะ และบังเอิญว่าโต๊ะที่นั่งใกล้ๆ เรานั้นก็เป็นโต๊ะคนไทย เขาได้ยินเราคุยกันก็เลยหันมาทักทายว่า คนไทยหรือเปล่าครับ ? พอรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยกันก็พูดจาทักทายกันตามสมควร พวกเขาเป็นครอบครัวพ่อ แม่ ลูก มาเที่ยวหรือมาส่งลูกเรียนหนังสือนี่แหละ พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าดูมีราคา มีท่าทางของคนมีอันจะกินอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าเองก็เคยเห็นคนแต่งตัวแบบนี้อยู่บ้างในละครไทยของเรา เวลาที่มีฉากอยู่เมืองนอกตัวเอกของละครก็จะแต่งตัวดูดีมีราคา ซึ่งสรุปว่าไม่เหมือนที่พวกเราแต่งในขณะนั้นสักเท่าไหร่ เพราะเราแต่งตัวพื้นๆ ใส่กางเกงยีนส์และเสื้อยืดราคาไม่กี่ร้อย พร้อมเสื้อกันหนาว
ขณะกำลังคุยกัน ชายสูงวัยท่าทางดูดีมีฐานะก็เข้ามาทักทายกับครอบครัวพ่อ แม่ ลูกครอบครัวนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้จักกันอยู่แล้ว ชายคนที่คุยกับเราอยู่ก่อนเลยบอกคุณลุงท่านนี้ว่า นี่ก็คนไทยเหมือนกันครับ เขาหมายถึงเราสี่คน เราจึงกล่าวสวัสดีกับท่านผู้นี้ จากนั้นก็พบเจอกับสิ่งที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ ชายสูงวัยคนนี้ทักทายเราอย่างมีมารยาทตามสมควร แต่เขาไม่อาจควบคุมท่าทีอันไม่น่ารักนั้นได้ เขามองเราสี่คนตั้งแต่ศีรษะจรดปรายเท้า แล้วเหยียดหางตามองซ้ำอีกที สายตาแบบนี้เราจะเจอได้ในละครไทยอีกเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อถึงตอนที่ใครสักคนจะถูกเหยียดหยามดูแคลน เขาจะต้องถูกมองแบบนี้ ข้าพเจ้าคิดว่ามันมีแต่ในละครเสียอีก ไม่คิดว่าจะเจอด้วยตัวเองในชีวิตจริงๆ ชายผู้สูงวัยและดูดีมีฐานะหรืออาจจะเรียกว่าไฮโซก็แล้วแต่ได้พูดว่า เขาจะไปสิกขิม กำลังขอใบผ่านทางเพื่อจะไปยังเขตชายแดนแถวสิกขิมตอนเหนือต่อกับจีนด้วย เห็นว่ากำลังรอให้ทหารจัดการให้ ในน้ำเสียงบอกถึงความไม่ธรรมดาของตัวเขาเองอย่างเด่นชัด ในเมืองไทยท่านอาจจะสูงศักดิ์หรือมีฐานะทางสังคมที่ดูดีกว่าชาวไทยคนอื่นๆ เป็นแน่ อันนี้ข้าพเจ้าคิดปรุงแต่งในใจ แต่ที่แน่ๆก็คือสายตาที่มองเราอย่างดูถูกดูแคลนของท่าน เป็นที่ชัดเจน เพราะเราสี่คนมีอาการเหมือนกันคือ รีบเผ่นออกจากร้านนั้นทันทีเพราะไม่อยากเสวนาด้วย แถมเพื่อนข้าพเจ้ามีอารมณ์เดือดขึ้นมาปุดๆ ส่วนน้องอีกคนเดินไปดูตัวเองในกระจกที่ร้านขายของถัดไปแล้วหันมาถามกันว่า เราดูโทรมมากไปหรือ ผมว่าผมก็ดูดีอยู่นะ ไม่ได้ดูสกปรกและน่ารังเกียจสักหน่อย ??
เมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าอาจจะเก็บอาการไม่อยู่ถ้าเจอแบบนี้ เพราะโดยส่วนตนแล้วก็มีตัวกูของกูอยู่มากไม่น้อย เมื่อใดที่ข้าพเจ้าเจอผู้คนแบบนี้อาการตัวกูของกูจะขึ้นทันที เรียกว่าคนเหมือนกันหยามกันไม่ได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องขบขันของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าหัวเราะออกมาตั้งแต่เห็นสายตาของคุณลุงท่านนี้ ยิ่งเวลาท่านกำลังบอกถึงความไม่ธรรมดาของตัวเองผ่านน้ำเสียง ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ากลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ ข้าพเจ้าไม่นึกโมโหอะไรแต่เห็นเป็นเรื่องขำๆมากกว่า มีตอนหนึ่งที่คู่สนทนาถามว่า เราพักอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าแทบจะบอกชื่อโรงแรมและบรรยายสภาพโรงแรมให้ฟัง เพราะโรงแรมที่เราพักนั้นสร้างมาแค่ร้อยกว่าปีเอง และอยู่ในสภาพที่เก่าแก่มาก แถมมีเค้าว่ากำลังจะเจ๊งด้วย เพราะถ้าบอกไปเช่นนั้นไม่รู้ว่าคุณลุงจะทำท่าเหยียดหยามเรามากกว่าเดิมแค่ไหน แต่ข้าพเจ้าก็สงบปากสงบคำที่จะพูดล้อเล่นกับท่านไว้ กล่าวสวัสดีอำลาแล้วเดินออกมาจากร้านเสียก่อน แต่ตอนเดินออกมานั้นข้าพเจ้าเดินหัวเราะออกมาด้วย เพราะกลั้นหัวเราะไม่อยู่จริงๆ
มีคนมากมายในสังคมเราที่เป็นแบบนี้ คนผู้ที่นับถือกันก็เพียงสิ่งภายนอก เพียงเสื้อผ้าราคาแพง เพียงแค่วัตถุต่างๆที่เขาเหล่านั้นมี ค่าความเป็นมนุษย์ของเราถูกวัดกันด้วยวัตถุสิ่งของ จนลืมไปว่าจิตใจของคนผู้ครอบครองสิ่งของเหล่านี้เป็นอย่างไร ข้าพเจ้าไม่โกรธคุณลุงท่านนี้ แต่นึกเป็นห่วงว่า ด้วยวัยขนาดนี้ก็อายุมากมายแล้ว จะทันมีเวลามองเห็นสิ่งที่เป็นอนิจจังของชีวิตหรือไม่ ท่านอาจจะไม่มีเวลาที่จะวางสมมุติบัญญัติของตัวเองลง และติดยึดอยู่กับมันไปตลอดเวลาอายุขัยที่เหลืออยู่เลยก็ว่าได้ บางทีข้าพเจ้าก็สงสัยในใจว่า คุณลุงท่านจะรู้ตัวรู้ตนหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ และกำลังดำเนินชีวิตไปทางใด และที่สงสัยในใจอีกข้อก็คือท่านนับถือศาสนาใด ? แต่เข้าใจว่าไม่น่าจะเป็นศาสนาฮินดู เพราะเราชาวไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธ
ชีวิตจะว่าไปช่างไร้สาระ การเข้าไปยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ จนทำให้ใจขุ่นมัวนับเป็นเรื่องน่าหัวเราะ นึกถึงเรื่องชาวนากับลูกชายที่ถูกงูกัดตายที่อ.ศิริพรเล่าให้ฟัง ...การร้องไห้ให้กับคนที่ตายไปแล้ว..ก็เปรียบเหมือนเด็กน้อยร้องไห้จะเอาดวงจันทร์ แต่จะมีสักกี่คนที่วางใจได้แบบพระอริยเจ้าทั้งหลาย?
ว่าแต่เสื้อผ้าที่พวกเราใส่น่ะราคาก็ไม่ถูกนะคะ อย่างเจ๊หญ่ายเรานี่ เสื้อผ้าเจ๊รวม ๆ ราคากันแล้วก็ อืมหลายอยู่นะ
แหมอยากกินหนมเค๊กกะกาแฟจังเลยว่าจะอร่อยขนาดไหนคุณลุงคงลืมไปหน่ะค่ะว่าคนอื่นเขามีตังค์เหมือนกันไม่งั้นไม่มาถึงที่นี่หร๊อกอิอิอิอิ
CC
เสื้อกันหนาวที่ใส่กันอยู่ อาจจะแพงหน่อยในสายตาของเรา แต่เสื้อยืดที่ใส่น่ะไม่แพงหรอก อย่างไรก็ดี ท่านผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ท่านใส่ที่แพงกว่านั้นมาก ลองไปดูหนังสือเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้หญิงดู รองเท้าคู่หนึ่งราคาเหยียบหมื่น เสื้อตัวเล็กๆ ใช้ผ้านิดเดียวราคาเกือบสามสี่พันเลยทีเดียวนะ
ชีวิตในทางโลกของเรา บางอย่างเป็นเรื่องไร้สาระจริงๆ มิน่าท่านถึงว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย พอมาเห็นความวุ่นวายในทางโลกของพวกเรา ท่านจึงมองว่าพวกเรานั้นไม่ปกติเพราะไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ควรยึดถือ โดยเฉพาะสมมุติบัญญัติต่างๆในทางโลก ทั้งฐานะทางสังคม ความมีชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่การงานต่างๆ เสื้อผ้าราคาแพงๆ รถคันใหญ่ๆ บ้านหลังโตๆ เราต่างลืมไปว่า ตอนเกิดมานั้นมาแต่ตัว ไม่มีอะไรมาเลย แถมก่อนจะเกิดออกมา ตอนอยู่ในท้องแม่นั้น ชื่อก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ เรียกว่า ไม่มีตัวไม่มีตนเป็นที่สำคัญสักนิด พอออกมาจากท้องแม่ได้ชื่อ ได้นามสกุล ได้สมมุติบัญญัติมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ถือเป็นจริงเป็นจัง ว่านี่คือตัวตนของเรา นี่คือตำแหน่งของเรา เราต้องสำคัญในสังคม เราต้องมีคนเคารพ เราต้องยิ่งใหญ่ เราต้องเป็นที่รู้จักของใครต่อใคร เราต้องมีตำแหน่งใหญ่โตมากๆ เราต้องมีนั่นมีนี่ แต่พอจะจากโลกนี้ไป..ไม่เห็นมีใครเอาอะไรติดตัวไปได้สักอย่าง ขนาดร่างกายก็ยังต้องทิ้งไว้เป็นภาระในทางโลกเพื่อเผาหรือฝังทำลาย แต่สิ่งที่ทิ้งไว้อย่างแท้จริงและคงอยู่ตลอดไปโดยที่ไม่มีใครจะทำลายล้างได้ก็คือการกระทำทั้งที่ดีและชั่วของเรา กล่าวมาถึงตรงนี้พี่จะนึกถึงคุณแม่เทเรซา นะ เพราะสิ่งที่คุณแม่ได้กระทำไว้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นพันๆปี หมื่นๆ ปี ก็ยังต้องได้รับการสรรเสริญ เพราะทำดีก็คือดี คุณแม่คือบุคคลตัวอย่างที่มีตัวตนจริงๆ ในโลกของเราที่กระทำสิ่งดีๆ ให้เราเห็นอย่างเด่นชัดที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล่าสืบต่อมา แต่เป็นเรื่องจริงที่คนยุคใหม่สามารถมองเห็นและจับต้องได้ แถมมีหลักฐานบันทึกไว้ด้วย
บางครั้งเราอาจจะท้อใจ เวลาทำอะไรสักอย่างแล้วโดนด่าโดนตำหนิทั้งๆที่มีเจตนาดี แต่พอคิดถึงงานที่คุณแม่เทเรซาทำ พี่ก็รับรู้ว่า ทำดีก็คือดี
ยาวดีเน๊าะ...ถือว่าเป็นการสนทนาธรรมยามเช้า
กุ้งจัง
กาแฟกับขนมเค้กของร้านนี้ ที่บ้านเราอร่อยกว่าตั้งเยอะ เรียกว่าถ้านักท่องเที่ยวทั้งหลาย ได้มาชิม จะต้องลืมขนมเค้กกับกาแฟ ของร้านนี้ไปเลย
และที่สำคัญร้านกาแฟ เจ้าที่อยู่หน้า seven ข้างโรงพยาบาลเรา ยังอร่อยกว่าอีกขอบอก
มายืนยันอีกคนว่ากาแฟกับขนมบ้านเรา ร้านที่ดัง ๆ อร่อยกว่าเยอะ
อย่างที่เมืองสามหมอกนี่ ร้านกาแฟบ้านตัวเล็กก็อร่อย (ไม่ได้กินเองหรอกแต่น้องที่เป็นคอกาแฟบอกอร่อย แต่ที่แน่ ๆ Mixed berry shake อร่อยมากก.... กิน 3วันติดกันเลย )
อ่านตอนแรกคิดว่า คุณลุงจะเป็นคนดี ที่จะเข้ามาช่วยให้เหตุการณ์ทุกอย่างง่ายขึ้น ผิดคาดแฮะ เจอคนขี้เบ่ง คนอ่านยังรู้สึกเสียความรู้สึกเลย นี่แหละข้อเสียของความหลงของคนเรา มักจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจอยู่เสมอ
อย่าไปสนใจคุณลุงเลยเนาะ คุยกันเรื่องของอร่อยดีกว่า กาแฟร้านหน้ารพ.ศรีสังวาลย์ ที่เป็น americanoแก้วยาวๆนี่อร่อยสุดๆ ยังหาที่อร่อยและให้มากสะใจแบบนี้ยังไม่ได้ เพิ่งไปกิน long black ที่นิวซีแลนด์มาหลายเจ้า ก็ไม่อร่อยเท่าจ้ะ
พี่เตือน
มีคนแบบนี้ในสังคมเรามากมายทีเดียว เมื่อก่อนจะไม่ค่อยเข้าใจผู้คนแบบนี้สักเท่าไหร่แถมจะรู้สึกโมโหด้วยเวลาได้พบเจอ แต่ตอนนี้เห็นเป็นเรื่องขำๆ ไปเลย ความหลงผิดติดยึดอยู่กับสมมุติบัญญัติจะทำให้เกิดความทุกข์กับคนผู้นั้นมากกว่า น่าเห็นใจคุณลุงอยู่เหมือนกันที่ต้องแบกหามสิ่งสมมุตินั้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน
CC
วันก่อนไปเมืองสามหมอก ไม่เห็นพาไป ร้านกาแฟบ้านตัวเล็ก ที่ว่าเลย
แต่ร้าน Coffee morning ก็ OK นะ
นก
ช่วงนี้ที่เชียงใหม่ เขามีงานของร้านกาแฟดอยช้างที่ central airport plaza
สนใจมาชิมได้จ้า ว่าแต่คิดถึง การจิบชานมร้อนๆ ในบรรยากาศหนาวเย็นแบบหิมะตกที่สิกขิมกันรึเปล่าล่ะ เพราะบ้านเราตอนนี้ร้อนจริงๆ
พี่ยา
มาแลกเปลี่ยนกันมั่ง เคยเดินทางไปทัวร์ปักกิ่งกับทัวร์ในเมืองไทยนี่แหละ ตอนเที่ยวก็สนุกกันดีมาก แต่ขากลับที่ดอนเมืองนี่สิ คนเค้าก็รอตรวจคนเข้าเมือง ตรวจพาสปอร์ต แต่มีกลุ่มหนึ่งที่ไปทัวร์ด้วยกัน ประมาณ 10 คนได้ มีเจ้าหน้าที่แต่งชุดตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาพาเข้าไปเฉยเลย โดยไม่ต้องตรวจพาสปอร์ตใดๆทั้งสิ้น แถมหันมาบอกว่า ไปก่อนนะแฟนมารับเข้าไปแล้ว เอิ๊ก เรานี้อายแทน เพราะฝรั่งหัวดำหัวแดงแถวนั้นมันมองแบบตำหนิติเตียน ว่าทำไมกลุ่มนี้ได้อภิสิทธิ์ไม่ตร้องตรวจเหมือนคนอื่นเค้า แถมไม่มียางอายเสียอีกตะหาก เดินด้วยความภูมิใจที่เข้าไปได้แบบสบาย
นึกถึงว่า หากคนกลุ่มนี้มีลูกหลาน จะสอนลูกหลานแบบนี้ต่อไปอีกหรือเปล่านี่สิ ประเทศชาติเรามีแบบนี้มากเสียด้วย
เป็นดังหมอนิดว่า บ้านเมืองเรามีอภิสิทธิ์ชนเยอะเหลือเกิน แถมการจะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ บางครั้งก็ต้องดูว่าคนของใคร ไม่ได้ดูกันที่ความสามารถสักเท่าไหร่
สิ่งหนึ่งที่บางคนภูมิใจนักก็คือ การที่มักจะบอกว่า ตนเป็นคนของใคร ลูกหลานใคร มีความสำคัญอย่างไร อะไรแบบนี้
เพิ่งคุยกับกัลยาณมิตรอีกคน เธอเล่าว่า วันหนึ่งขับรถเข้ามาใน กทม. ได้แวะไปที่ห้างดังและหรูแห่งหนึ่ง เธอเดินเข้าไปดูของที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์เนมยี่ห้อหนึ่ง ปรากฏว่าพนักงานขายทำท่ารังเกียจ และไม่อยากขายของให้ ทำท่าเหมือนสงสัยว่าเธอจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า พออีกวันเธอไปใหม่ หนนี้แต่งตัวดูดีกว่าเดิม ท่าทีของพนักงานก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เข้ามาสนใจพูดคุยเอาอกเอาใจ สุดท้ายเธอสรุปว่า ที่เห็นมาไม่มีชนชาติไหนดูถูกคนไทย ได้มากเท่าชนชาติไทยด้วยกัน ..ว่าไปนั่นเลย
เพราะสังคมเราเป็นแบบนี้ นับถือกันเพียงวัตถุสิ่งของภายนอก เราจึงยังก้าวไม่ไปถึงไหน แถมความวุ่นวายในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ก็เพราะมีคำว่า ตัวกูของกู กันมากเหลือเกิน บางทีถ้าคนเราจะมองเห็นสิ่งจริงแท้ และรับรู้ว่า เรานั้นต่างก็เป็นเพียงรูป และนาม ไม่มีตัวเราตัวเขา นั่นคงจะทำให้อะไรๆดีขึ้นมากทีเดียว