ในที่สุดมาตรการภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ทยอยมีผลบังคับใช้แล้ว เพราะเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรจำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย
1. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิจากการคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1.5 แสนบาทแรกในปีภาษีนั้น จากเดิมยกเว้นไม่เกิน 1 แสนบาท สำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป
2. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร พ.ศ. 2551 ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรโดยให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/6(3) แห่งประมวลรัษฎากรและคงจัดเก็บในอัตรา 0.1% จากเดิม 3% เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ
3. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร พ.ศ. 2551 โดยลดอัตราภาษีเงินได้และยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1.5 แสนบาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และมาตรการลดค่าจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 1% เหลือ 0.01% ยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาคงต้องรอต่อไป อย่างไรก็ตาม ในยุคเงินเฟ้อแพงการฝากเงินหวังดอกเบี้ยอาจไม่เพียงพอในการเลี้ยงชีพ ทางการจึงได้เปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ อายุ 2 ปี วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ลงทุน 3.6% ต่อปี ซึ่งจะเปิดจำหน่าย 2-11 เม.ย.นี้ โดยช่วง 3 วันแรกนั้นมุ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือผู้สูงอายุ 55 ปีขึ้นไป และอีก 4 วันที่เหลือให้ประชาชนทั่วไปและองค์กรต่าง ๆ จองซื้อได้ในวงเงินต่ำ 1 หมื่นบาท
ทั้งนี้ การขายพันธบัตรชุดนี้ นพ.สุรพงษ์ ได้เป็นประธานการลงนามระหว่างผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 25 มี.ค. ได้มีมติอนุมัติให้ขยายเวลาการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ต่อไปอีก 2 ปี หรือจะไปสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2553 จากเดิมที่จะสิ้นสุด 30 ก.ย. 2551 ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น และไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน และทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าเพิ่มเติม เข้าที่ประชุม ครม.เพิ่มเติม เช่น โครงการเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 4.5% แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยที่มีเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เพื่อใช้ในการจัดหาที่อยู่อาศัยหลังแรก
วงเงินกู้ไม่เกิน 6 แสนบาทต่อราย ให้เลือกผ่อนได้ 2 แบบ คือ 1.7 ปีแรกดอกเบี้ยคงที่ 4% ต่อปี และหลังจากนั้น จะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยหรือเอ็มอาร์อาร์-0.5% ต่อปี และ 2. 10 ปีแรกคงที่ ดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี หลังจากนั้นคิดเอ็มอาร์อาร์- 0.5% ต่อปี รวมถึงเสนอปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกหนี้ที่ดีในโครงการธนาคารประชาชน วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ 5 หมื่นครัวเรือน หรือ 1 ล้านราย โดยผู้กู้ที่มีความประสงค์จะกู้ ในระยะเวลา 1 ปี จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี จากเดิมคิด 1% ต่อปี และกรณีที่ผู้กู้ที่มีความประสงค์จะกู้ ในระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกินกว่า 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยในปีแรก 1% ต่อปี ในปีที่ 2 คิดดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี และในปีที่ 3 คิดดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี รวมทั้งโครงการขยายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีก 1,600 แห่ง วงเงินงบประมาณ 1,600 ล้านบาท และการพักชำระหนี้เกษตรกรที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีแรกมีการตั้งวงเงินงบประมาณไว้ 1,000 ล้านบาท ด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษา นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพ ของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้เห็นชอบกำหนดวันเปิดตัวเอสเอ็มแอล อย่างเป็นทางการ 9 เม.ย.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและจะมีการเซ็นบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ระหว่าง 9 หน่วยงานที่เป็นภาคีร่วมกันดำเนินโครงการ และใน 24 เม.ย. นพ.สุรพงษ์ จะเป็นประธานกดปุ่มโอนเงินจากงบประมาณ จำนวน 9,500 ล้านบาท ให้กับหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 78,358 หมู่บ้าน ขณะนี้มีหมู่บ้านและชุมชน กว่า 3.5-3.6 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองตามแนวทางของเอสเอ็มแอล โดยหมู่บ้านใดที่ได้รับงบประมาณจากโครงการอยู่ดีมีสุขมาแล้วก็สามารถรับการจัดสรรตามโครงการเอสเอ็มแอลได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับหมู่บ้านได้รับเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านมากขึ้น โดยการอัดฉีดเงินงบประมาณในโครงการเอสเอ็มแอลนี้จะช่วยทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 1.97 เท่าของวงเงินงบประมาณที่อัดฉีด สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีปิดท้ายสัปดาห์เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ 825.17 จุด เพิ่มขึ้น 2.72% จาก 803.32 จุด ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 18.18% จาก 68,538.74 ล้านบาท มาอยู่ที่ 81,001.23 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มจาก 13,707.75 ล้านบาท มาอยู่ที่ 16,200.25 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,741.55 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,814.35 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 4,555.9 ล้านบาท ดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งสัปดาห์ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการ ทำราคาก่อนปิดงวดบัญชีสำหรับไตรมาสแรกปี 2551 ทำให้มีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่เข้ามา ทั้งกลุ่มธนาคาร พลังงาน และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ส่วนแนวโน้มสัปดาห์หน้ายังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปได้แต่คงไม่มาก
โพสต์ทูเดย์ 31 มี.ค. 51