ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ว่าด้วย "การกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก" จากมันสมองของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากที่เลื่อนมาจากสัปดาห์ก่อนที่มีเฉพาะโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเมือง (เอสเอ็มแอล) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท และการขยายเวลามาตรการลดภาษี มูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 7% ต่อไปอีก 2 ปี (ปี 2552-2553) ผ่านการพิจารณาอนุมัติของ ครม.แก้เก้อไปก่อนเท่านั้น มาตรการชุดต่อไปนี้ นพ.สุรพงษ์ประกาศแล้วว่า จะเป็นเหมือนระลอกคลื่น "ชุดที่ 3" ที่จะมาเสริมคลื่นระลอกที่ 1 และ 2 ซึ่งได้ประกาศไปแล้วอันจะทำให้ค่อย ๆ กลายเป็น "คลื่นยักษ์" ขึ้นมาเรื่อย ๆ รวมถึงยังจะมีอีกหลาย ๆ มาตรการตามมาและจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในยามนี้ ที่อยู่ในภาวะขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ถึงขั้น "เหมือนเริ่มเข้า ไอ.ซี.ยู." ตามคำกล่าวอ้างของคุณหมอในคราบขุนคลังคนนี้ "เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา ไม่ปกติ เหมือนกับคนไข้ที่เพิ่งเข้า ไอ.ซี.ยู. แต่ไม่ถึงขั้นโคม่าอย่างที่เข้าใจผิดกัน เพราะอาจจะไม่เข้าใจศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ การเริ่มเข้า ไอ.ซี.ยู. ทางการแพทย์นั้นหมายถึงต้องไม่ประมาท คือหากไม่เริ่มดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะโคม่าได้ แต่ถ้าดูแลดีก็อาจจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทย..." คุณหมอวินิจฉัยโรคที่เกิดกับเศรษฐกิจไทยยามนี้ว่า "เป็นปัญหาความเชื่อมั่นล้วน ๆ" เนื่องจากได้วิเคราะห์แล้ว พบว่า เศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาก็ยังขยายตัวได้ถึง 4.8% ไม่ได้ขี้เหร่เกินไปนัก แต่คนกลับรู้สึกไม่กล้าบริโภค-ไม่กล้าลงทุน ดังนั้น จึงเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ทั้งนี้ เพื่อให้เพียงพอที่จะรับมือผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่คาดว่าปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงอีกด้วย รัฐบาลจึงแก้ปัญหาด้วยการยิงมาตรการออกมาเป็นชุด ๆ เหมือนการจ่ายยารักษาโรค ที่จะใช้ยาเพียง "ขนานเดียว" ย่อมไม่เพียงพอจะรักษาโรคให้หายขาดได้ โดย "มาตรการแรก" มีผลไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม คือ การยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ถึงวันนี้ คุณหมอบอกว่า "ไร้กังวล" เนื่องจากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับภูมิภาคแล้ว แถมนักลงทุนต่างชาติยัง "ซูฮก" ว่าไทยส่งสัญญาณชัดว่าอ้าแขนรับการลงทุนจากต่างชาติแล้ว ขณะที่ "มาตรการที่สอง" ประกาศไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม เป็นมาตรการทางด้านภาษีล้วน ๆ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1.มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 3.มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย ทั้งมาตรการส่งเสริมด้านตลาดทุนและด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ มูลค่าทางภาษีที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทำให้รัฐสูญเสียรายได้มากถึง 4.2 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลและข้าราชการกระทรวงการคลัง รวมถึงกรมสรรพากร ก็ประสานเสียงกันว่า หากมาตรการมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ถึง 6% ในปีนี้ ภาครัฐจะมีรายได้กลับคืนมาอย่างคุ้มค่า
ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาขานรับมาตรการ 2 ชุดแรกที่ออกไปแล้วว่า จะมีผลผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ให้ขยายตัวได้ประมาณ 0.2% แต่เป็นเฉพาะส่วนที่จะมีผลจริง ๆ ในปีนี้เท่านั้น และปรับเพิ่มประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมจากเฉลี่ย คาดว่าจะโตได้ 5% (ประมาณการเมื่อเดือน พ.ย. 2550) เป็นการคาดว่าจะขยายตัวได้เฉลี่ย 5.6% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมมาตรการ ที่ยังไม่ได้ประกาศ น่าสังเกตเหมือนกันว่า ประมาณการเศรษฐกิจของ สศค.ในครั้งก่อนหน้านี้ ที่ขณะนั้นแม้จะ ยังไม่เห็นภาพแน่นอนเลยว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใดบ้าง สศค.ก็มองว่าเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มขาขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัวเพียง 4.8% เท่านั้น สวนทางกับแนวคิดที่ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ ไอ.ซี.ยู. อย่างน่าแปลกใจ? ขณะที่ การปรับประมาณการในครั้งล่าสุดนี้ แม้จะปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตาจากครั้งก่อนมากนัก ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลระดมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากมาย และก่อนหน้านี้ก็เคย "ตีฆ้อง ร้องป่าว" กันว่า เศรษฐกิจปีนี้น่าจะโตได้ถึง 6% ดังนั้น จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ...สุดท้ายแล้ว "คลื่นยักษ์" จะกลายเป็น "คลื่นยวบ" ที่จะค่อย ๆ จางหายไปหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อครบ 6 เดือนตามที่รัฐบาลประกาศแล้ว คงต้องมีการมาประเมินกันอีกทีว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์!!! กลับมาดูมาตรการชุดที่ 3 ที่จะเข้า ครม.คราวนี้กันต่อ มาตรการหลัก ๆ ถูกเปิดเผยออกไปบ้างแล้ว ประกอบด้วยการต่อยอดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 1.6 พันหมู่บ้าน วงเงิน 1.6 พันล้านบาท รัฐบาล คุยนักคุยหนาว่า จะทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระดับหมู่บ้านได้อีกถึง 2-3 รอบในปีนี้ หลังจากมีการอัดฉีดเม็ดเงิน ลงไป โดย นพ.สุรพงษ์พูดย้ำหลายครั้งว่า บางกองทุนมีศักยภาพสูงมีเงินปล่อยกู้หมุนเวียนในหมู่บ้านถึง 70 ล้านบาท ไม่แน่ใจว่า กองทุนชั้นดีประเภทนี้จะมีอยู่สักกี่กองทุนกัน? เพราะนอกจากกล่าวอ้างกองทุน 70 ล้านบาทนี้แล้ว ก็ไม่เห็นคุณหมอท่านพูดถึง! นอกเหนือจากกองทุนหมู่บ้านฯ ที่เหลือจะเป็นมาตรการที่เป็นโครงการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยจะเน้นเฉพาะโครงการสำคัญ ๆ ที่เป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเท่านั้น โครงการแรก โครงการพักหนี้เกษตรกรที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเวลา 3 ปี วงเงินประมาณ 1 พันล้านบาท และการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรลูกหนี้ที่มีการชำระดีลง 3% โดยรัฐบาลจะมีการชดเชยภาระให้แก่ ธ.ก.ส.บางส่วน วงใน ธ.ก.ส.บอกว่า จริง ๆ แล้วธนาคารได้เสนอให้รัฐบาลชดเชยให้ในกรณีพักหนี้เกษตรกร 3 ปีนั้น จะมีวงเงินประมาณกว่า 4 พันล้านบาท ยังไม่รวมงบประมาณที่จะใช้ฟื้นฟูอาชีพให้อีกกว่า 1.5 พันล้านบาท ขณะที่การลดดอกเบี้ยให้ 3% นั้น รวม 3 ปี จะต้องใช้เงินสนับสนุนประมาณกว่า 7.6 พันล้านบาท รวมทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นวงเงินที่ขอให้รัฐบาลชดเชยกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท หากมองแค่ปีแรกที่จะเริ่มพักหนี้และลดดอกเบี้ย คือ ปีบัญชี 2551/2552 คาดว่าจะต้องใช้เงินประมาณกว่า 4.8 พันล้านบาท เฉพาะพักหนี้ก็ประมาณ 2 พันล้านบาท แต่ นพ.สุรพงษ์กล่าวถึงโครงการพักหนี้ว่า วงเงินแค่ประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนโครงการลดดอกเบี้ย คาดว่าจะใช้ในปีแรกกว่า 2 พันล้านบาท ทางธนาคาร จึงค่อนข้างหวั่นเกรงว่า รัฐบาลจะไม่ช่วยรับภาระให้ แต่เมื่อเป็นนโยบายก็พร้อมสนอง ต่อมาเป็นโครงการธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน กลุ่มเป้าหมายประชาชนระดับฐานราก โดยเฉพาะพ่อค้า-แม่ค้า 2.5 แสนครอบครัว วงเงิน 5 พันล้านบาท ที่จะมีการปรับจากเดิมที่คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน มาเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ย 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบแรก ระยะเวลาเงินกู้ 1 ปี คิดดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน แบบที่สอง เงินกู้ 2 ปี ปีแรกคิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน และปีที่สองคิดดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน และแบบที่สาม เงินกู้ 3 ปี ปีแรกคิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ปีที่สอง คิดดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน และปีที่สามคิดดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน ขณะที่ ในส่วนของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะเป็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน สามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกได้ รายละไม่เกิน 6 แสนบาท โดย ธอส.จะคิดดอกเบี้ยคงที่ 2 รูปแบบ คือ แบบคิดดอกเบี้ยคงที่ 7 ปี จะคิดดอกเบี้ยปีที่ 1-7 ที่ 4% ต่อปี และปีที่ 8 จนครบอายุสัญญา จะคิดดอกเบี้ยลอยตัว MRR-0.5% และแบบคิดดอกเบี้ยคงที่ 10 ปี จะคิดดอกเบี้ยปีที่ 1-10 ที่ 4.5% ต่อปี และปีที่ 11 จนครบอายุสัญญา คิดดอกเบี้ยลอยตัวที่ MRR-0.5% ส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งอื่น ๆ ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ หรือแม้กระทั่งโครงการของบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย. ที่มีการเตรียมการเอาไว้เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้มีการเสนอเข้า ครม.ไปด้วย เนื่องจากรัฐบาลต้องการ เน้นเฉพาะโครงการสำคัญ ๆ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้เป็นหลัก เกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ระลอกที่ 3 นี้ มีเสียงจากนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการวิจัยเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ว่า การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น เป็นการมุ่งเป้าหมายระยะสั้นและใช้มาตรการมากเกินไป แต่ไม่ได้มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างระยะยาว ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาจากการใช้นโยบายการคลัง นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นโคม่า แต่เป็นสึนามิ เนื่องจากยังมีแรงขับเคลื่อนจากการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถรักษาจุดนี้ให้ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยังเติบโตได้ในระดับที่ดี ทั้งยังมองว่า โครงการของรัฐบาลที่ลงไปสู่รากหญ้า อาทิ โครงการ เอสเอ็มแอล เป็นต้น น่าจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้อยกว่าทางการเมือง และคนที่ได้ประโยชน์น่าจะเป็นหัวคะแนนของพรรคการเมืองมากกว่า จากการวิเคราะห์จากนักวิชาการดังกล่าว และเมื่อสังเกตจาก "ท่วงทำนอง" การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบอัดโครงการกระตุ้น "ถี่ยิบ" แบบนี้ อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นการขับเคลื่อนไปตามยุทธศาสตร์ทางด้านการเมืองอย่างชัดเจน เชื่อได้ว่า การกลับมาสู่อำนาจอีกครั้งของพรรคพลังประชาชน ที่มีรากฐานมาจากพรรคไทยรักไทยในครั้งนี้ได้มีการ วาง "จังหวะก้าว" เอาไว้อย่างมีจังหวะจะโคนแล้ว ...ไม่งั้นคงไม่ส่งเลขาธิการพรรคมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วให้ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้อย่างแน่นอน เพราะกระทรวงการคลัง ถือได้ว่าเป็นกระทรวงยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงต้องส่งมือดีที่ไว้ใจได้เข้ามาทำงาน ดังนั้น ถ้าไปดูที่กระทรวงการคลังจะเห็น นพ.สุรพงษ์กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ เป็นประจำ นั่นก็เพื่อเร่งระดมยิงกระสุนให้เข้าเป้า ยิงไปมากเท่าไหร่ โอกาสถูกเป้าย่อมมีมากขึ้น ส่วนจะคุ้มหรือไม่นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะได้รับกลับมาแน่นอน นั่นก็คือทำให้คนได้รู้สึกว่า รัฐบาลใส่ใจแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และนอกจากมาตรการที่ระดมยิงออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังจะพบว่า คิวออกปาฐกถาพิเศษ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นก็เพียบ แถมยังเอามาอัดยัดทะนานไว้ในช่วงใกล้ ๆ กัน โดยเฉพาะช่วงที่พรรคพลังประชาชนกำลังเข้าสู่จุดวิกฤติอีกด้วย นั่นคือ...ส่อแววจะถูก "ยุบพรรค"!!! ดังจะเห็นได้ว่า นพ.สุรพงษ์ได้ใช้เวทีปาฐกถาพิเศษในช่วงนี้ เดินหน้าหาแนวร่วมจากพวกนักธุรกิจ นักลงทุน รวมทั้งยังร้องแรกแหกกระเชอ ผ่านสื่อมวลชนเป็นระลอก ๆ เพื่อเป็นการโยนเงื่อนไขให้สังคมเลือกว่า "ถ้ายุบพรรค เศรษฐกิจมีสิทธิ์เดี้ยง" และแถมให้ด้วยว่า "ถ้ายุบพรรคประชาธิปไตยไทยจะไม่พัฒนา" เรียกได้ว่า จับเศรษฐกิจ "เป็นตัวประกัน" ซะอย่างนั้น!!! ถือว่า การสร้างเงื่อนไขดังกล่าว เป็นการยื่นไม้เด็ดให้ประชาชน-นักธุรกิจ-นักลงทุนเลือกข้างอย่างชัดเจน!!! ทำราวกับว่า คนไทยไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว!!