โดยส่วนตัวผมเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภทและหนึ่งในนั้นคือหนังสือที่เกี่ยวกับชีวะประวัติ แนวคิด วิถีชีวิตของบุคคลสำคัญในหลากหลายสาขา อาชีพ บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อโลกใบนี้
          ดังนั้น " มหาตมะ  คานธี "  ก็เป็นท่านผู้หนึ่งที่อยู่แถวหน้าของผู้นำที่มีอิทธิพล มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้   แต่วันนี้ผมจะมานำเสนอในอีกแง่มุมที่อาจจะแตกต่างออกไป เป็นมุมที่ผมถือว่าเป็นด้านที่ดำมืดที่สุดของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มีต่อท่านมหาตมะ คานธี    ( ขอเริ่มเลยนะครับ )
..............................................................................................................
.

Kanti

"ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใหม่ที่จะสอนชาวโลก สัจธรรมและความไม่รุนแรง
เป็นโบราณธรรมที่เก่าแก่เหมือนภูเขา ทุดอย่างที่ข้าพเจ้าทำ
เป็นความพยายามทดลองในหลักกานทั้งสองนั้นอย่างกว้างขวาง"
                                                        *มหาตมะ คานธี*

ทุกท่านทราบหรือไม่ครับว่า 
"มหาตมะ คานธี  ถูกเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 5 ครั้ง  แต่ไม่เคยได้รับรางวัลสักครั้ง"

         Images     Images     Images     Images   Images

ในขณะที่นักสันติภาพยุคต่อมาคิดและทำตามทฤษฎี "อหิงสา" ของเขาจนสันติภาพผลิบานงอกเงย  และส่งผลให้แต่ละคนทยอยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปตาม ๆ กัน  ในขณะที่ต้นแบบของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง  ทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้เกิดสันติภาพและการนำเอกราชมาสู่อินเดียคนนี้กลับไม่เคยได้รับเหรียญสีทองดังกล่าวไว้ในครอบครอง  ตลอดการถูกเสนอชื่อในปี 1937 - 1948

ผมว่าแน่นอนที่สุดครับว่า ทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งคนทั้งโลกย่อมเต็มไปด้วยความสงสัย  องค์กรโนเบลจึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงถึงหลายเหตุหลายปัจจัยที่ทำให้ผลออกมาค้านสาตาคนดูซึ่งจากการแถลงของคณะกรรมการให้เหตุผลว่า 
          ข้อแรก  อาจเป็นเพราะก่อนหน้านั้น ผู้ที่เข้ารับรางวัลโนเบลมีแต่ชาวยุโรปและอเมริกัน เมื่อมีชาวเอเชียถูกเสนอชื่อเข้ามา คณะกรรมการการตัดสินจึงอาจจะลำบากใจที่จะให้
          ข้อสอง  ด้วยเพราะว่าคานธีไม่มีตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจน  ไม่ได้อยู่ในองค์กรสันติภาพระหว่างประเทศใด ๆ ทำให้เขาแตกต่างจากผู้ได้รับรางวัลคนก่อน ๆ และ
          ข้อสาม  อาจเป็นเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศอินเดียและปากีสถานซึ่งเกิดการแบ่งแยกหลังได้รับเอกราช  เป็นตัวแปรที่คระกรรมการยกขึ้นมาอ้าง  ในปี 1948 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ "มหาตมะ คานธี ถูกลอบสังหาร"  และคานธีหมดลมหายใจสำหรับรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น

จากวันนั้นเป็นต้นมา ด้วยความสมเหตุสมผลในการได้รับรางวัลของคานธียังถูกถกเถียงอยู่เสมอ จน 41 ปีให้หลัง  ในปี 1989 ทางคณะกรรมการตัดสินให้ผู้ที่ได้รับรางวัลดนเบลสาขาสันติภาพในปีนั้นคือ ดาไลลามะองค์ที่ 14  ก่อนจะประกาศกลางที่ประชุมใหญ่ว่า  "รางวัลเดียวกันนี้ คณะกรรมการขอมอบเพื่อรำลึกถึงท่านมหาตมะ คานธีด้วย"

ท่ามกลางคำถามของความเหมาะสมในการชี้ถูกชี้ผิด  สิ่งที่น่าสนใจกว่าการได้หรือไม่ได้รางวัลอาจไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ท่านมหาตมะ คานธีสร้าง และเมื่อบวกลบกันแล้ว  "รางวัลที่ทรงคุณค่ากลับไม่มีค่า" มากพอเมื่อเทียบกับปรัชญาแห่งชีวิตที่ท่านได้มอบไว้ให้โลกใบนี้

และยิ่งไปกว่านั้น  ปรัชญาเหล่านี้ไม่เคยถูกตีตรา  เราทุกคนสามารถหยิบมันขึ้นมา แล้วลงมือทำ

                                         ติดตามตอนต่อไปนะครับ อดใจรออีกนิด

...............................................
อ้างอิง
หนังสือชีวประวัติของข้าพเจ้า โดย มหาตมะคานธี แปลโดย กรุณา กุศลาสัย
หนังสือผู้นำเปลี่ยนแปลงและให้แรงบันดาลใจแก่โลก โดย อ.วิทยากรเชียงกูล
The Story of MY Experiments with Truth,Mohandas Gandhi
นิตยสาร อะเดย์