การเรียนรู้มีมากกว่าในตำราและห้องเรียน สาธารณสุขศาสตร์เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาหนึ่งที่ต้องรู้กว้าง มองกว้าง เห็นกว้าง กว่าเฉพาะคน ครอบครัว แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงชุมชนและสังคมด้วย

 ปลายเดือนมีนาคมมีวันหยุดสำคัญคือวันอีสเตอร์ พวกเราได้หยุดพักยาว 9 วัน ผมตัดสินใจระหว่างไปเที่ยวกับอยู่บ้านพัก ถ้าได้อยู่กับครอบครัวที่บ้านเมืองไทย ผลตอบแทนสูงสุดดีกว่า แต่อยู่คนเดียวเหงาๆที่บ้านพักที่แอนท์เวิป ผมตัดสินใจไปเที่ยวดีกว่า ตอนแรกผมกับพี่เกษมจะไปกรีซแต่ดูราคาตั๋วเครื่องบินแล้วราคาแพง ไม่มีสายการบินราคาถูก ในที่สุดตัดสินใจไปเที่ยวโปรตุเกสกับสวิสเซอร์แลนด์กัน 7 วัน เพื่อนๆหลายคนก็ออกเที่ยวต่างประเทศ แต่ก็มีเพื่อนไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนเลย ส่วนผู้ที่มาอบรมหลักสูตรระยะสั้นสาขานโยบายสุขภาพต้องอยู่เรียน 3 วันเพราะเวลาเรียนรวมไม่พอตามมาตรฐานการกำหนดหน่วยกิตของยุโรป

การเที่ยวรอบนี้มีหลายอย่างค่อนข้างขลุกขลัก เริ่มตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบินไปโปรตุเกสจากเว็บไซต์ไฟลบราโว่ (www.flybravo.com ) เป็นเครื่องของสายการบินบรัสเซลส์ที่ราคาพิเศษ ปรากฏว่าสองวันผ่านไปได้คำตอบว่าจองไม่ได้ ในขณะที่เราจองตั๋วเครื่องบินสายการบินอิซี่เจ็ตจากลิสบอน-เจนีวา-บรัสเซลส์ไว้แล้ว ทำให้วุ่นวายต้องหาตั๋วใหม่อย่างกระชั้นชิดในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ราคาตั๋วจึงถีบตัวไปสูงมากและไม่มีทางเลือกมากนัก เราพยายามหาตั๋วของไรอันแอร์ (www.ryanair.com ) จนได้ในราคาที่แพงสองเท่าของปกติขาเดียว ไปลงที่ฟาโร ราคา 160 ยูโร และเวลาเดินทางตอนเย็นทำให้เสียเวลาเที่ยวโปรตุเกสไปเกือบ 1 วันและจองที่พักที่ฟาโร 1 คืนที่ ฟาโรเลาจ์ ([email protected] ) เป็นห้องคู่ ห้องน้ำรวม มีอาหารเช้าให้ในราคาคนละ 15 ยูโร และจองอีก 2 คืนที่เรซิเดนเชีย โอลิเวียร่า ที่มีปัญหาเรื่องการจองห้องพอควรในราคาคนละ 16.5 ยูโรต่อคืน โดยจองผ่าน www.hostelbookers.com หรือจองตรงไปที่ [email protected] ก็ได้ ส่วนการจองของอีซี่เจ็ต (www.easyjet.com ) ไม่มีปัญหา แต่ก็แพงพอควรเพราะเป็นช่วงเทศกาลจากลิสบอน-เจนีวา (127 ยูโร)และเจนีวา-บรัสเซลส์ (91.7 ยูโร) ถ้าตัดสินใจไปสวิสที่เดียวค่าเครื่องบินจะถูกกว่าและนั่งรถไฟไปประเทศรอบๆได้ง่ายกว่า แต่ก็คิดว่าโอกาสจะไปเที่ยวโปรตุเกสโดยตรงคงจะยาก การจองสายการบินต้นทุนต่ำต้องอ่านรายละเอียดต่างๆให้ดีและใช้บัตรเครดิตในการซื้อจองและตั๋ว

โปรตุเกส (Portugal, Portuguese Republic) เป็นประเทศในยุโรปใต้บนคาบสมุทรไอบีเรียติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกและใต้ของประเทศ เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศคือลิสบอน (Lisbon, Lisboa) มีประชากรประมาณ 10.9 ล้านคน ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญของปี 1976 มีประธานาธิบดีเป็นประมุขทางพิธีการเลือกตั้งทุก 5 ปีและนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีพรรคการเมืองที่โดดเด่นอยู่ 2 พรรคในรัฐบาลระดับชาติและเขต มีสมาชิกสภาผู้แทน 230 คน เลือกทุก 4 ปี แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 เขต (Region) คือAlentejo, Algarve, Acores, Centro, Lisboa, Madeira, Norte และแบ่งย่อยออกไปเป็น 30 เขตย่อย (Sub-region) มีโครงสร้างทางการบริหาร 308 เทศบาล ที่แบ่งย่อยเป็นเขตทางการเมืองท้องถิ่นมากกว่า 4,000 เขต ใน 18 อำเภอ (Districts) ของแผ่นดินใหญ่และในหมู่เกาะ (Azores and Madeira) ปกครองโดยตรงโดยรัฐบาลเขต

มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยโรมันแล้วปกครองโดยแขกมัวร์และเปลี่ยนเป็นชาวคริสต์ เคยทรงพลังทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม เดิมมีกษัตริย์ปกครอง บางช่วงมีกษัตริย์องค์เดียวกับสเปน เป็นผู้ริเริ่มการเดินเรือออกหาแผ่นดินใหม่ ค้นพบแผ่นดินใหม่หลายแห่ง มีอาณานิคมหลายแห่งที่ใหญ่ที่สุดคือบราซิลและมีจังหวัดโพ้นทะเลในอาฟริกาหลายแห่งรวมทั้งมาเก๊าของจีน ในปี 1755 เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในลิสบอนและทำลายเมืองไปถึง 85 % ปัจจุบันเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำที่สุดในยุโรปตะวันตกแต่มีแต่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human development index) สูงในอันดับ 20 ของโลก ดีกว่าประเทศในยุโรปตะวันตกหลายประเทศ

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2551 ตื่นเช้าสบายๆ ไม่รีบร้อน กินข้าว อ่านหนังสือ ซักผ้า พี่เกษมทำข้าวผัด แซนด์วิชไปด้วย จนเวลาผ่านไปเที่ยง ทำให้ต้องรีบเร่งอย่างมากที่จะไปขึ้นเครื่องที่ชาร์เลอรัว ด้วยความชะล่าใจทำให้กินข้าวกลางวันไม่ทัน พี่เกษมรีบไปพิมพ์ใบเช็คอินทางเน็ตที่ร้านเน็ตใกล้บ้าน ผมรีบล้างจานเคลียร์ของเตรียมเดินทาง เวลากระชั้นชิดมาก เราประมาทเกินไปและไม่เช็คเวลารถไฟให้แน่นอน พี่เกษมรีบปั่นจักรยานไปสถานีรถไฟก่อน ผมเดินตามไป รอรถรางก็มาช้า ผมเดินเร็วมากจนเหนื่อย อุณหภูมิ 7 องศา ผมก็ยังเหงื่อโชกตัว ไปถึงสถานีรถไฟเหลืออีกสามนาทีรถไฟออกต้องวิ่งไปขึ้นรถไฟตอนเที่ยง 55 แล้วเปลี่ยนรถไฟที่สถานีบรัสเซลส์ใต้ถึงชาร์เลอรัว 15:40 ถ้ารอรถเมล์ไปสนามบินต้องตกเครื่องแน่จึงเหมาแท๊กซี่ (20 ยูโร) ไปกัน

สัก 10 นาทีถึงสนามบิน ดีที่เช็คอินทางเน็ตแล้วเข้าไปประตูขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้ายพอดี พนักงานตรวจบัตรบอกว่าคราวหน้าคุณไม่สามารถเช็คอินทางเน็ตได้เพราะให้เฉพาะคนในอียูเท่านั้น แต่ครั้งนี้ไม่มีเวลาแล้วเขาอนุโลมให้ ผมขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินอย่างตื่นเต้น เกือบเสียเงินค่าตั๋วไปเปล่าๆแล้ว แต่ก็ยังดีที่ก่อนออกจากบ้านได้คุยกับภรรยาก่อนแม้จะแค่สิบนาทีและภรรยาใจกว้าง ให้ไปเที่ยวได้ ในขณะที่เพื่อนบางคนที่มาเรียนสามี/ภรรยาไม่ให้ไปเที่ยวที่อื่น บอกว่ามาเรียนแล้วไปเที่ยวให้เขาเลี้ยงลูกอยู่บ้านเป็นการเอาเปรียบกัน โชคดีที่ภรรยาผมเข้าใจและเปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้มาก แค่คำพูดว่าขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ก็เป็นประโยคที่สร้างความสุขในใจให้มากแล้ว

ผมนั่งเที่ยวบินที่ FR6312 ของไรอันแอร์ออกจากบรัสเซลส์ 16:25 น. งีบหลับไปด้วยความเหนื่อย อยุ่บนเครื่องเกือบสามชั่วโมง เครื่องค่อยๆลดระดับลงต่ำ มองเห็นพื้นดินและท้องทะเลงดงามอยู่เบื้องล่างและลงจอดที่สนามบินฟาโรตอน 19:15 น.และเวลาช้าไป 1 ชั่วโมงตามเวลาท้องถิ่น สนามบินฟาโรไม่ใหญ่แต่ออกแบบได้ดี บริเวณรอบๆสนามบินทิวทัศน์ดีมาก ยังคงมีแสงแดดอ่อนๆอยู่ ตอนหารถเมล์ไปเข้าที่พักเจอหนุ่มโปรตุเกสชื่อรู (Rui) คุยกันถูกคอ นั่งรถเมล์ไปด้วยกัน เขาเป็นนักคอมพิวเตอร์ทำงานอยู่ที่ลักเซมเบอร์ก กลับมาเยี่ยมบ้าน เขาบอกว่าค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นไปเกือบสามเท่าตัวช่วงเทศกาลและเขาต้องการกลับบ้านมาหาพ่อแม่โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ผมเข้าที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งตอนสองทุ่ม ห้องพักมี 6 ห้อง ห้องน้ำรวม 4 ห้อง มีห้องนั่งเล่นรวมและทานอาหาร มีเครื่องครัวให้ใช้ เป็นโรงแรมเล็กๆที่จัดได้ดูดีมาก ทานข้าวแล้วก็ออกไปเดินชมเมืองฟาโรตอนกลางคืน เมืองเล็กๆ ริมทะเล มีทางรถไฟเรียบไปตามแนวชายหาด ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะกับการมาพักผ่อนตากอากาศ อากาศเย็นพอควร กลับที่พักตอนสามทุ่มครึ่งแล้วก็นอน แต่หลับไม่ดีนักเพราะวัยรุ่นห้องข้างๆสี่ห้าคนคุยกันเสียงดังมาก

ฟาโรเป็นเมืองหลวงของเขตอาร์กาเว่  เขตย่อยอาร์กาเว่ อำเภอฟาโร มีเทศบาลบริหารงาน ประชากรในเมือง 4 หมื่นกว่าคน รวมทั้งเขตเทศบาลมี 5.8 หมื่นคน มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยโรมัน และถูกปกครองโดยแขกมัวร์ถึง 500 ปี ด้วยความที่เป็นเมืองที่อากาศอบอุ่นของประเทศ ชายหาดและท้องฟ้าแจ่มใสจึงเป็นเมืองพักตากอากาศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 5 ล้านคนต่อปี

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2551 ตื่นเช้า กินอาหารเช้าเป็นขนมปัง แยม แล้วออกเดินชมเมืองตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง เมืองสะอาดมาก มีสวนสาธารณะ ที่จอดเรือเป็นอ่าวเล็กๆ มีร้านขายสินค้าทันสมัยเหมือนเมืองใหญ่ๆ ผู้คนไม่มากนัก เราเดินไปชมบริเวณเมืองเก่าที่ล้อมด้วยกำแพงโรมันโบราณตรงประตูทางเข้ารูปโดมของโบสถ์และโรงพยาบาลเก่า แต่สิ่งก่อสร้างเป็นสิ่งที่สร้างใหม่หลังแผ่นดินไหวเมื่อปี 1532 และ 1755 เดินตามถนนที่ปูด้วยหินลูกบาศก์ขนาดเล็ก ผ่านจัตุรัสโรมันฟอรัมที่มีมหาวิหารฟาโร สร้างสมัยศตวรรษที่ 13 สไตล์โรมัน-โกธิค ที่ว่าการเมือง ซิตี้ฮอล อนุสาวรีย์กษัตริย์อัลฟองโซที่ 3 ผ่านโบสถ์Nossa Senhora do Carmo ที่เป็นศิลปะไม้แกะสลักใบไม้ทองที่เก็บกระดูของพระ 1,200 รูป เดินชมอาคารเก่าโดยรอบ

ตอน 9 โมงเช้า นั่งรถบัส (1.65 ยูโร) ไปเมืองอัลฮาโอ (Alhao) เมืองตากอากาศเล็กๆอีกที่หนึ่งห่างไปสัก 10 กิโลเมตร กะว่าจะไปนั่งเรอเที่ยว แต่นั่งรถไปแล้วไม่รู้จะลงรถตรงไหนนั่งเลยไปสองเมืองตัดสินใจลงที่เมืองทาวิร่า (Tavira) ห่างจากฟาโร 22 กม.เป็นเมืองตากอากาศเช่นกัน แต่ไม่สามารถหาตั๋วลงเรือเที่ยวได้จึงเดินชมเมือง เลาะไปตามแม่น้ำจิลาโอ (Gilao) เดินชมปราสาททาวีร่าสร้างสมัยศตวรรษที่ 8 และบูรณะใหม่ปี 1293  โบสถ์ ซานตามาเรีย โบสถ์เมอซี่ที่สร้างกว่าสี่ร้อยปีแล้ว แล้วเดินกลับลงมาริมแม่น้ำจิลาโอ เดินเล่นบนสะพานโรมัน ท้องฟ้าแจ่มใส แดดจ้า ลมพัดเย็น น้ำใสไหลเย็นเห็นฝูงปลาแวกว่ายในธาราอย่างเพลิดเพลิน น้ำไม่ลึกนัก มองเห็นก้อนหิน กรวดและเม็ดทรายที่ไหลเลื่อนไปตามแรงน้ำพาพัด ปลาหลายตัวบิดตะแคงตัวแทะเล็มสาหร่ายที่ติดตามโขดหิน ในขณะที่ฝูงนกหลายชนิดโผบิน ก้าวเดินและลอยตัวอยู่ในน้ำเพื่อหาปลาเป็นอาหาร ความเย้นของสายลมหนาวยังไม่สามารถข่มความร้อนของแสงอาทิตย์ไปได้

เที่ยงครึ่งขึ้นรถเมล์กลับอัลฮาโอที่ห่างไป 9 กม.ในเวลา 20 นาที ลงไปเดินเล่นชมเมืองเล็กแต่ใหญ่กว่าอำเภอในเมืองไทยมาก มีตึกแบบสมัยใหม่และแบบโบราณให้ชม มีบ้านหลังคาสี่เหลี่ยมจตุรัสแบนราบเป็นลักษณะเฉพาะ มีชานบ้านสไตล์แขกมัวร์ เดินไปตามถนนคนเดินที่ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาสองข้าง มีเก้าอี้ไม้ให้นั่งพักผ่อนได้ เดินไปจนจรดริมฝั่งทะเลที่มีร้านอาหารและผู้คนมากพอควรมานั่งพักผ่อนกัน บ่ายโมงขึ้นรถเมล์กลับฟาโร ไม่มีเวลานั่งเรือท่องทะเลเพราะเสียเวลาไปอีกเมืองหนึ่งแล้ว บ่ายโมงยี่สิบเดินไปสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วกลับลิสบอนปรากฎว่าที่นั่งเต็ม เราชะล่าใจเกินไปที่ไม่ซื้อตั๋วตั้งแต่เช้า รีบกลับไปสถานีขนส่งซื้อตั๋วรถเมล์แทนออกเดินทาง 16:30 ต้องรออีก 2 ชั่วโมงจึงกลับไปโรงแรมฝากกระเป๋าและจะไปเที่ยวชายหาดฟาโร แต่ไม่มีรถไป จึงเดินเที่ยวชมเมืองในส่วนเมืองใหม่แทนสักแล้วไปรอขึ้นรถเมล์ตอน 16:10 น. นั่งรถเมล์ไปตามถนนสี่เลน ชมทัศนียภาพสองข้างทางที่เป็นที่ราบสลับเนินเขา เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ใกล้ถึงลิสบอนรถค่อนข้างติด รถพาเราข้ามสะพานแม่น้ำเข้าสู่สถานีขนส่งที่ลิสบอนเวลาสองทุ่มครึ่ง

ออกจากสถานีขนส่งไปที่รถไฟใต้ดินหรือเมโทร ซื้อตั๋วแบบครั้งเดียวขึ้นจากสถานีจาร์ดิม ซูโอโลจี ลงผิดสถานีต้องเข้ามาซื้อตั๋วใหม่ไปลงที่สถานีซานตา อะโปโลเนีย เป็นสถานีรถไฟที่ไม่ห่างจากโรงแรมที่พักเดินไม่ถึง 10 นาที เข้าที่พักเวลา 3 ทุ่มครึ่ง เจอกับโป้ง (จเร) นักเรียนทุนปริญญาเอกที่อังกฤษแวะมาเที่ยวคนเดียวได้คุยกันเกือบชั่วโมงจึงแยกย้ายกันไปนอน ที่พักเป็นห้องเล็กๆสองเตียง แคบมาก สภาพไม่ดีเท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2551 ตื่นเช้าออกเดินเที่ยวตั้งแต่8 โมงเช้าแผนที่จากอินเตอร์เน็ตไม่ชัด ทำให้เดินเที่ยวยาก เดินจากที่พักขึ้นไปตามถนนขึ้นเนินเขาสูงบริเวณเมืองเก่า ชมแพนทีออนสไตล์บาร็อค มหาวิหารเซนต์วินเซนต์ เดอ โฟรา พิพิธภัณฑ์เฟอร่าเดอลาดร่าและตีตั๋วเข้าไปชมปราสาทเซนต์จอร์จบนยอดเขาของเมืองเดินชมสวน ปีนกำแพง ป้อมปราการชมทัศนียภาพรอบๆลิสบอนได้ทั้งเมือง เสร็จแล้วเดินลงเขาผ่านลิสบอน โรมัน เธียเตอร์ที่กำลังขุดแต่งใหม่ เดินตามถนนหินแคบๆที่รถยนต์ขึ้นลงสวนกันได้ มีรถรางวิ่งไปมา ลัดเลี้ยวไปตามถนนในเมือง เดินไปถึงลานรอสซิโอมีอนุสาวรีย์กษัตริย์พีโดรที่ 4 เดินเรื่อยไปตามถนนที่เริ่มพลุกพล่านด้วยรถราและผู้คนไปเจอถนนลิฟต์ (Elevander de Santa) เป้นถนนแนวดิ่งเชื่อมถนนสองสายเข้าด้วยกันสร้างปี 1902 เดินต่อไปริมแม่น้ำเทโจ (Tejo) เป็นจัตุรัส (Praca do Comercio) มีอาครล้อมรอบคล้ายที่สเปน  มีอนุสาวรีย์กษัตริย์โจเซฟที่ 1

นั่งเมโทรและรถรางสาย 15 ไปชมอนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Padrao dos Descobrimentos) ที่สร้างเพื่อระลึกถึงเจ้าชายเฮนรี่และนักเดินทางที่สร้างประวัติศาสร์ให้โปรตุเกสในการค้นพบแผ่นดินใหม่ที่ริมแม่น้ำเทโจ มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่สีแดงและทางออกสู่ทะเลกว้าง เดินต่อไปชมทาวเวอร์ออฟเบเล็ม (Torre de Belem) ที่สร้างสมัยกษัตริย์มานูเอลที่ 1 ปี 1514-1520 ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมือ 2983 แล้วนั่งรถรางและเมโทรไปสถานีรอสซิโอ ขึ้นรถไฟไปเมืองซินทรา (Sintra) ที่ห่างไป 29 กม. มีรถไฟทุก 20 นาที ค่าตั๋วแค่ 1.65 ยูโร ถึงซินทรา 4 โมงเย็น

ขอแผนที่จากสถานีรถไฟ นั่งรถเมล์สาย 434 ขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเพนา (Palace of Pena) รถเมล์ขึ้นไปตามถนนแคบๆตามแนวไหล่เขาคล้ายทางขึ้นดอยสุเทพผ่านพระราชวังซินทราที่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองข้างล่าง ปราสาทแขกมัวร์บนเขา สภาพป่าไม้ค่อนข้างสมบูรณ์มาก ถึงทางเข้าปราสาทเพนาเสียค่าเข้าชมขึ้นรถต่อไปสักพักก็ถึงตัวปราสาท เดินชมรอบๆเป็นปราสาทที่สวยงามมากทาสีเหลืองเข้มอยู่บนยอดเขา เดินชมบริเวณกำแพงและป้อมปราการ ลมพัดแรงมาก สักพักเข้าไปเดินชมในปราสาทที่เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์และราชินี เป็นวังที่ประทับที่ไม่ใหญ่มากนัก แบ่งออกเป็นห้องต่างๆขนาดพอเหมาะ มีสิ่งของเครื่องใช้ของกษัตริย์และราชินีให้ชม ปราสาทนี้เริ่มสร้างโดยราชินีมาเรียที่ 2 และกษัตริย์เฟอร์นันโดที่ 2 ทางยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปี 1995 ขากลับนั่งรถเมล์สายเดิมแต่ลงอีกทางหนึ่งจอดลงดูร้านขายของที่ระลึกและพระราชวังซินทราแล้วเดินลงเขาไปที่สถานีรถไฟ แวะทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารจีน (Asian restaurant)

ขึ้นรถไฟกลับตอนทุ่มเศษๆถึงลิสบอนสองทุ่ม นั่งเมโทรไปที่ห้างสรรพสินค้าวาสโก ดา กามา เป็นห้างที่ดูหรูมาก ด้านข้างมีลานสำหรับวิ่งออกกำลังกายได้ มีตึกสูงแบบเดียวกันสองหลังโดดเด่นมากเมื่อต้องแสงไฟยามค่ำคืน นั่งรถต่อไปชมอนุสาวรีย์ปอมบาลกลับที่พัก 4 ทุ่มครึ่ง เมโทรที่ลิสบอนมี 4 สายคือเหลือง เขียว ฟ้า แดง ซื้อตั๋ว 1 วันราคา 4 ยูโร ขึ้นได้ทุกสายไม่จำกัดครั้ง ขึ้นรถรางและรถเมล์ได้ด้วย สถานีเมโทรสร้างใหม่ดูสวยงามด้วยการตกแต่งกระเบื้องเคลือบเป็นรูปต่างๆ

วันอังคารที่ 25 มีนาคม 2551 ตื่นเช้า 7 โมงไปขึ้นรถแท็กซี่มิเตอร์ที่หน้าสถานีรถไฟไปสนามบินแห่งชาติลิสบอน สิบนาทีถึงสนามบิน ขนาดไม่ใหญ่แต่เน้นการออกแบบภายในให้ดูเก๋ไก๋ แต่ไม่มีเก้าอี้นั่งพักรอ ห้องน้ำน้อยมาก ช่วงรอที่ทางออกขึ้นเครื่องมีห้องน้ำชายหญิงอย่างละห้อง สนามบินสุวรรณภูมิของไทยเราดีกว่าหลายเท่า เช็คอินไม่นาน แต่ตอนรอขึ้นเครื่องต้องเข้าแถวรอเกือบชั่วโมง โลว์คอสแอร์ไลน์ต้องแย่งกันขึ้นก่อนเพื่อเลือกที่นั่งเอง ขึ้นเครื่องแล้วนั่งรออยู่นาน แอบงีบไปตื่นมาก็ยังอยู่ที่เดิมเครื่องขึ้นช้าไปชั่วโมงกว่า เครื่องบินต้องรอเข้าแถวกันขึ้นจากรันเวย์

สายการบินอีซี่เจ็ตเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่มีขนาดใหญ่ บินถึง 370 เส้นทาง 100 สนามบินใน 26 ประเทศ มีเครื่องบินโบอิ้ง 30 ลำและเครื่องบินแอร์บัส 129 ลำ คำว่าLow cost airline ไม่ใช่ Low quality airline แต่เป็นสายการบินคุณภาพที่ลดบริการที่ฟุ่มเฟือยหรูหราลงไปและลดต้นทุนการให้บริการลงเช่นการใช้พนักงานจำนวนน้อยลง ลดค่าบริหารจัดการโดยใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วย ไม่ใช่แบบที่ว่าเป็นเครื่องบินเก่าเอามาบินใหม่ หรือแบบสโลแกนที่พูดกันเล่นๆว่า “ถึงแม้ว่าเครื่องบินเราจะเก่า แต่นักบินเราใหม่”

เที่ยงสี่สิบห้าเครื่องบินเริ่มลดระดับลง มองลงไปเบื้องล่างเห็นเป็นท้องทะเลสาบกว้างสีคราม พื้นที่ที่ราบและภูเขาสูง บนภูเขาสูงถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน เครื่องบินร่อนลงแตะพื้นดินจอดเวลา 12:50 น. ลงจากเครื่องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพราะสวิสไม่ได้อยู่ในแช็งเกน แต่อนุญาตให้ผู้ที่มีวีซ่าแช็งเกนเข้าได้รวมทั้งคนไทยที่มีพาสปอร์ตข้าราชการก็ไม่ต้องทำวีซ่าในระยะ 90 วัน พี่นุส (อาจารย์นุสพร เกษสมบูรณ์) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มาปฏิบัติงานที่องค์การอนามัยโลกมารอรับเพื่อบอกทางและเอากุญแจบ้านพักของหมอก้อง (พงศธร พอกเพิ่มดี) มาให้ เราไม่ต้องเสียค่าที่พักในสวิสและสะดวกในการเตรียมอาหารการกิน ที่สวิสค่าครองชีพสูงมาก พี่นุสรอนานกว่าชั่วโมงจากเครื่องบินดีเลย์ แต่ก็รอรับเราด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสมาก เราแลกเงินยูโรเป็นฟรังส์สวิสที่สนามบิน แวะซื้อตั๋วรถไฟสวิสเซฟเวอร์พาสได้ลด 15 % เพราะเดินทางสองคนแล้วนั่งรถเมล์สาย 10 เข้าที่พักในตัวเมือง

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium

30 มีนาคม 2551, 16.14 น. ( 21.14 น.เมืองไทย )