ระบบกลไกลที่สำคัญประการหนึ่งของการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรม

 

 

กระบวนการพิสูจน์ความจริงเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมนั้น พยานหลักฐานในคดีอาญาโดยเฉพาะพยานบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพยานมีความหวาดกลัวต่อภัยและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อตนเองหรือครอบครัว  อันเนื่องมาจากการถูกข่มขู่ การคุมคามการถูกทำร้ายจากผู้เกี่ยวข้องในคดี ย่อมทำให้ไม่มีพยานกล้ามาให้ปากคำหรือให้ข้อมูลเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาในชั้นพนักงานสอบสวนและจำเลยในชั้นการพิจารณาคดีของศาล  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานที่เป็นเด็ก มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพยานที่เป็นผู้ใหญ่  อีกทั้งพยานที่เป็นเด็กยังมีความเยาว์วัย ย่อมมีความเกรงกลัวต่ออันตรายหรือการข่มขู่จากผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ หรือญาติของผู้กระทำผิด  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคุ้มครองพยานเด็กในคดีอาญา

การคุ้มครองพยานถือเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐที่จะต้องรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้บุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญามีสิทธิได้รับความคุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสม และค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ  เมื่อพยานได้รับการคุ้มครองให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุขและปลอดภัย ย่อมเป็นการสร้างระบบกลไกลที่สำคัญประการหนึ่งของการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมให้สามารถค้นหาความจริง สร้างความยุติธรรม สร้างความมั่นคงและความมั่นใจให้แก่พยาน เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความจริงหรือเบิกความขยายผลไปสู่การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

 

1) กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพยานเด็ก

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546

2. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542

3. ระเบียบกระทรวงยุติธรรม  ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน  สามี  ภริยา  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา พ.ศ.2547

4. ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) ..2548

5. ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ว่าด้วย กำหนดแนวปฏิบัติการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ..2548 

6. ระเบียบกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน        ว่าด้วยการแจ้ง  วิธีการที่เจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่พยานและการสิ้นสุดซึ่งการคุ้มครองพยาน พ.ศ.2549

 

2) แนวปฏิบัติการคุ้มครองพยานเด็กตามที่กฎหมายบัญญัติ

                พยานเด็กแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ พยานเด็กทั่วไป  และพยานเด็กที่เป็นผู้กระทำผิด

                พยานที่เป็นเด็กทั่วไป ได้แก่ เด็กที่เป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาลในการดำเนินคดีอาญา  ซึ่งเด็กที่เป็นพยานนั้นอาจเป็นผู้ได้รู้เห็นเหตุการณ์การกระทำผิด  ซึ่งเด็กนั้นยังใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวตามปกติ

                พยานที่เป็นเด็กกระทำผิด ได้แก่ เด็กที่ต้องหาว่ากระทำผิดหรือถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดและถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน  ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน  ซึ่งพยานเด็กนี้เป็นผู้ที่ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาลในการดำเนินคดีอาญา

 

                ซึ่งพยานเด็กทั้งสองกลุ่มจะได้รับการปฏิบัติด้านการคุ้มครองพยานเช่นเดียวกัน  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายหลักที่ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการคุ้มครองพยานเด็กคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 ซึ่งมีบทบัญญัติในการคุ้มครองพยานโดยไม่ยกเว้นว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่  ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงโดยย่อ ดังนี้

 

พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติรับรองสิทธิของพยานไว้ในมาตรา 244 ความว่าบุคคลซึ่งเป็นพยานในคดีอาญามีสิทธิได้รับความคุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสม และค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ..จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 ขึ้น       โดยมีหลักการและเหตุผลอันเนื่องจากในปัจจุบันพยานยังไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร ทั้งที่พยานมีความสำคัญยิ่งต่อการพิสูจน์ความจริงในทางอรรถคดี เป็นเหตุให้เกิดผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นจึงต้องเพิ่มความคุ้มครองพยานให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2546 เป็นต้นมา

 

นอกจากนี้สำหรับพยานที่เป็นเด็กกระทำผิด ยังมีระเบียบปฏิบัติเพิ่มขึ้นมาอีกต่างหากคือ ระเบียบกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนว่าด้วยการแจ้ง  วิธีการที่เจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่พยานและการสิ้นสุดซึ่งการคุ้มครองพยาน พ.ศ.2549

 

 

บทสะท้อนบางส่วนเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองพยาน

จากผู้จัดการออนไลน์ 17 ธันวาคม 2549 17:06 น.

“18 เครือข่ายเยาวชน เรียกร้องรัฐคุ้มครองพยานเด็กใต้ แฉ 60% ถูกขู่ฆ่ารายวัน

ที่สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคม และ 18 เครือข่ายเยาวชน กว่า 800 คนจากทั่วประเทศ จัดงาน มหกรรม 60 ปี 60 ล้านความดี เริ่มที่เยาวชนจัดการเสวนาเรื่อง เก็บกู้ระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มต้นที่ใครโดยมีเยาวชนจากเครือข่าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกว่า 100 คน

น.ส.วรรณกนก เปาะอิแตดาโอะ ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็ก และเยาวชนยุติความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้มีเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งต้องเป็นพยานในคดีด้วย โดยใน 100 คดี มี 60 คดี ที่เด็กต้องเป็นพยาน เพราะสูญเสียพ่อแม่ และตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์ เยาวชนเหล่านี้ถูกข่มขู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่การขับรถเฉี่ยวชน การโทรศัพท์ขู่เอาชีวิต บางคนถูกข่มขู่อย่างต่อเนื่องทุกวัน จนต้องย้ายที่อยู่อาศัย ต้องหลบซ่อนตัว ส่งผลให้เยาวชนกลุ่มนี้ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า เก็บตัว ไม่กล้าพูด เก็บกด ไม่กล้าไปโรงเรียน  จึงขอเรียกร้องรัฐคุ้มครองพยานเด็กใต้

 

****************************