ดาบ 2 คม
เมื่อครั้งลงพื้นที่ทำงานที่จังหวัดอุบลราชธานีผมก็ได้มีโอกาสข้ามฝั่งไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน(ลาว) ซึ่งถือได้ว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน บรรยากาศในยามเช้ากำลังสายมีสายลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา ได้นั่งเรือข้ามฝั่งสัมผัสกับกลิ่นไอธรรมชาติที่ยังคงหลงเหลืออยู่สองฝากฝั่งของแม่น้ำโขง เรือลำที่เราเช่าข้ามแม่นำโขงในอัตราคนละ 30 บาทนั้นได้มุ่งหน้าไปล่งเรายังฝั่งของประเทศลาว ณ แขวงจำปาสัก จุดมุ่งหมายของเราคือ ตลาดที่ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นมารวมตัวกันเพื่อขายสินค้าให้กับพี่น้องชาวลาวและชาวไทย เมื่อข้ามฝั่งมาถึงเราก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมก่อนเข้าหรือที่ชาวลาวเรียกว่าค่าเหยียบแผ่นดินคนละ 10 บาท บรรยากาศ 2 ฝั่งทางก่อนที่จะเดินไปถึงตลาดนั้นเราก็ได้พบเห็นสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในหมู่บ้านซึ่งเมื่อมองไปแล้วก็คล้าย ๆ กับหมู่บ้านตามชนบทของเราทั่วไป ซึ่งข้างทางก็จะพบเห็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันเป็นกลุ่ม ๆ น่ารักดี และเมื่อคิดย้อนกลับไปภาพในสมัยตอนเรายังเป็นเด็ก ตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากมายขอแค่ได้สนุกไปวัน ๆ ก็พอแล้ว และเมื่อคณะของเราเดินผ่านกลุ่มเด็ก ๆ เหล่านี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจมากเพราะเด็ก ๆ จากที่เล่นกันอยู่ก็สวมวิญญาณของของแม่ค้า,พ่อค้า ออกมาทันที่ เพราะเด็กจะประจำที่ใครที่มันเพื่อที่จะร้องเรียกขายสิ้นค้าให้กับกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมา ทุกคนก็จะเดินเข้าไปสอบถามและเลือกซื้อสินค้าจากด้วยความน่ารักหรือความส่งสารก็ตาม แต่ผมกลับมองว่า ยิ่งผู้คนที่เข้ามาเที่ยวชมตลาดแห่งนี้เข้ามาเลือกซื้อสิ้นค้าจากเด็กที่มาตั้งขายมากเท่าไรจากด้วยความสงสารหรือเอ็นดูก็ตาม ก็จะทำให้เกิดวัฒนธรรมในการนำเด็กมานั่งขายสินค้า ยิ่งเด็กขายได้มาเท่าไร่พ่อแม่ก็จะให้ลูกมานั่งขายทั้งวันและยิ่งเด็กมีอายุน้อยก็จะยิ่งขายได้มากนั้นก็เกิดจากนักท่องเที่ยวเวลาเห็นก็จะเกิดความสงสาร แทนที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะได้ไปเล่นตามปะสาของเด็กเพื่อที่จะได้มีพัฒนาการตามวัย และอีกอย่าหนึ่งซึ่งผมได้สังเกตเห็นการให้เด็กหัดพูดหรือหัดท่องคำเชิญชวนในการขายสินค้าในที่ผมจำและจับใจความได้ก็คือ “ซอยซื้อแน่ตี๊ละ มื่อนี้หลานน้อยยังบ่ทันได้ขายเที่ย ซอยหลานน้อยซื้อแน่ตี๊ละ” แปล “ช่วยหลานซื้อหน่อย วันนี้หลานยังไม่ได้ขายเลย ช่วยหลานน้อยซื้อหน่อย” จะสังเกตได้ว่าคำพวกนี้เด็ก ๆ จะได้รับการฝึกและก็หัดท่องไว้เป็นอย่างดีเพื่อที่จะเรียกร้องให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาสนใจ ตัวผมเองจึงมองความสงสารในบางครั้งก็เปรียบเสมือนดาบ 2 คมที่ค่อยทิ่มแทงสังคมอย่างเจ็บปวดดาบเล่มนี้จะไม่ทิ่มที่เดียวมิดด้ามแต่จะคอยเชือดเชือนทีละน้อยจึงทำให้เราเจ็บกว่าหลายเท่า แต่ถ้าหาย ๆ คนคิดว่าดาบเล่มนี้คงจะไม่มาถึงเราก็คงจะนึกผิด เพราะตราบใดที่เด็ก ๆ เหล่านี้โตขึ้นมาโดยที่ไม่ได้รับการศึกษาไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตามปัญหาต่าง ๆ ก็จะตามมาและดาบ ๆ นั้นที่พวกเราเป็นคนตีดาบและฝนขึ้นมาอาจกลับมาทิ่มแทงเข้าซักวันหนึ่ง