ทางเลือกทางหนึ่งก็คือ การนำความรู้เชิงประจักษ์ ที่มีอยู่และได้ผลจากการปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆ มาตรวจสอบ หรือทดสอบ โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และทางธรรมชาติวิทยา ที่จะทำให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกัน คนที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน ก็จะพลอยเข้าใจตัวเองไปด้วย โดยอาศัยหลักการ คุณธรรม นำความรู้สู่สัมมาทิฐิ

 

การพัฒนาประเทศในระยะ ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เดินตามกระแสการพัฒนาทั้งทางวิชาการและทางเศรษฐกิจของสังคมโลก โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาที่ทำลายฐานทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรทางสังคม โดยเฉพาะชุดความรู้ต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีต ได้มีการปรับเปลี่ยน โดยใช้ความรู้จากภายนอกเข้ามาทดแทน หรือเปลี่ยนแปลงชุดความรู้ที่เคยมีอยู่ในท้องถิ่น ที่มีความเหมาะสมทั้งทางด้านระบบธรรมชาติ ระบบสังคม และระบบสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมในแทบทุกด้าน นำไปสู่การขาดแคลนและความไม่ เพียงพอ ในทุกด้านของระบบชีวิต  ทำให้คนไทยทิ้งถิ่น ทิ้งความเป็นไทย  หันไปชื่นชมกับระบบคิด ระบบความรู้ และระบบการพัฒนา แบบตะวันตก หรือแบบต่างชาติ จนแทบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

 

ในปัจจุบัน ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่หันมาพึ่งตนเอง ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จำเป็นต้องหันกลับ มาศึกษา หาจุดเด่นและข้อดีต่างๆ ที่เคยมีและที่ยังใช้ได้อยู่ ของความรู้ ภูมิปัญญา และการปฏิบัติในท้องถิ่น ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบในพื้นที่แต่ละแห่งของประเทศไทย

 

กระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟู ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่กำลังจะหายไปและแม้แต่คนที่ยังปฏิบัติอยู่ก็ไม่ค่อยจะภาคภูมิใจในความรู้ที่ตัวเองมี ไม่กล้าที่จะถ่ายทอดหรือนำไปบอกเล่าให้ใครทราบ ทำให้เกิดการสูญหาย ทั้งโดยธรรมชาติ และโดยการ ไม่มั่นใจ ในความรู้ที่ตัวเองมี

 

ฉะนั้น ลู่ทางที่สำคัญที่จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ต้องอาศัยความเข้าใจและความพยายามที่จะฟื้นฟูความภาคภูมิใจและความรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น หรือในตัวบุคคล

 

วิธีการหนึ่งที่มีการดำเนินงานอยู่แล้วก็คือ การเชิดชูภูมิปัญญาไทยในสาขาต่างๆ แต่การดำเนินการดังกล่าวยังไม่ได้มีการพิจารณาในรายละเอียดถึงที่ไปที่มาของการสัมฤทธิ์ผล ของชุดความรู้หรือภูมิปัญญาต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดข้อกังขากับทั้งคนในท้องถิ่นและนักวิชาการทั่วไป

 

ดังนั้น ทางเลือกทางหนึ่งก็คือ การนำความรู้เชิงประจักษ์ ที่มีอยู่และได้ผลจากการปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆ มาตรวจสอบ หรือทดสอบ โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และทางธรรมชาติวิทยา ที่จะทำให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกัน คนที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน ก็จะพลอยเข้าใจตัวเองไปด้วย

โดยอาศัยหลักการ  คุณธรรม นำความรู้ สู่สัมมาทิฐิ

 

ทั้งนี้ เนื่องมาจากการมีจิตสำนึก หรือมีคุณธรรมที่ปราศจากความรู้ อาจจะทำให้เกิดมิจฉาทิฐิได้ง่าย

 

วิธีการในการทำงานที่สำคัญ ควรทำตามลำดับดังนี้

ก.   การค้นหาภูมิปัญญาและหรือผลของการใช้ภูมิปัญญาเชิงประจักษ์ในพื้นที่ต่างๆที่มีปัญหาเฉพาะด้าน ที่อยู่ในความสนใจของแต่ละสายงาน

ข.   การทำรายการและแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับประเภท และลำดับชั้น ของแต่ละภูมิปัญญา

ค.   การตรวจสอบและทดสอบ โดยทางทฤษฎีและหลักการทางวิทยาศาสตร์แบบมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติได้ผลอยู่แล้ว กับนักวิจัยแต่ละสายงาน

ง.    สรุปและประเมินผลแบบมีส่วนร่วมของนักวิชาการสาขาต่างๆ และผู้ปฏิบัติในท้องถิ่น

จ.    ทดสอบในพื้นที่อื่นๆ เพื่อยืนยันผลการวิเคราะห์ วิจัย ของผลงานเชิงประจักษ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ยังจะช่วยให้มีโอกาสในการขยายผลการใช้ชุดความรู้ในพื้นที่อื่นๆ

ฉ.   ดัดแปลงและสังเคราะห์ผลงานที่ได้ เข้าสู่แผนและนโยบาย ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ

 

ขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่จะนำไปใช้ได้ในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาทั้งในระดับพื้นที่  ระดับวิชาการ  และระดับนโยบาย  ซึ่งคาดหวังว่า อาจจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและงานพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

การดำเนินงานดังกล่าวจะสามารถทำให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมที่จะทำให้ผู้ใช้ชุดความรู้มีความมั่นใจในการทำกิจกรรมของตนเองอย่างเพียงพอที่จะทำให้เกิดการทุ่มเท เพื่อผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง แทนการทำงานแบบขาดความมั่นใจแต่เพียงขอทำไปวัน ๆ ในขณะที่ยังคิดอะไรไม่ออก

 

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองไม่ได้ พัฒนาได้ยาก จึงจำเป็นต้องมีการเริ่มต้นที่ถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเน้นไปที่จิตสำนึกที่เป็นเรื่องยาก แต่ถ้ากลับมาเน้นที่การสร้างความมั่นใจให้แต่ละครอบครัวมองเห็นอนาคตของตนเองที่สามารถพัฒนาได้จริง ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนการพัฒนาจิตสำนึกได้อีกทางหนึ่ง 

 

นี่คือ แนวทางที่ผมคิดว่า น่าจะได้ผล ครับ