กราบสวัสดีทุกท่านครับ

       สบายดีกันนะครับ ช่วงหนึ่งเคยมีข่าวเรื่องการนำเสนอเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ โดยเฉพาะชายฝั่งหาดทรายครับ ต่อมาช่วงนี้ จะมีการพูดถึงการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นหาดโคลน ชายเลนกันอีกนะครับ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณ บางขุนเทียนนะครับ ซึ่งเห็นว่า กทม. จะมีการสนับสนุนงบประมาณในการหาทางแก้ไข 316 ล้านบาท

       ส่วนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งก็ต้องหาทางออกทางแก้กันด้วยตัวเอง ทดลองกันหลายๆ วิธีจากที่ตามข่าวนะครับ ที่ได้ในที่สุดคือการปักไม้ไผ่เป็นกลุ่มๆ พบว่าจะมีการทำให้เกิดการสะสมของตะกอนมากขึ้นบริเวณหลังแนวไม้ไผ่

       ผมเคยนำเสนอเรื่องการจัดวางเรียงหินชายฝั่งทะเลไปในบทความนี้ ...มาเรียงหินชายฝั่ง มานั่งดูคลื่นสึนามิ และ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง - คนหนึ่งฝัน คนหนึ่งแก้ คนหนึ่งไม่สนใจ  ตอนแรกคิดว่าจะวางหินอย่างไรในการรับแรงต้านคลื่นสึนามิ ก็เกิดความถามมากมายว่าจะต้องหินขนาดไหน เอาหินจากไหน จัดเรียงอย่างไร วางห่างไกลฝั่งอย่างไร เกิดผลเีีสียต่อทิวทัศน์อย่างไร ซึ่งก็ต้องทำการวิจัยต่อไปครับ

       ผมได้รับข้อมูลจากกัลยาณมิตร(คุณเบิร์ด และพี่เหลียง) ช่วยจดรายละเอียดจากทีวีในรายการเกี่ยวกับรับฟังปัญหาจากชาวบ้านบางขุนเทียนมา ทำให้เข้าใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านมากขึ้น ตลอดจนการต่อสู้ของชาวบ้าน โดยการใช้ธรรมชาติเพื่อต่อสู้กับธรรมชาติ (คือ เอาไม้ไผ่ไปต่อสู้กับคลื่น) จริง อาจจะเรียกว่า การเอาธรรมชาติไปต้อนรับธรรมชาติเพื่อป้องกันธรรมชาติ ดั่งที่เคยเสนอในไว้ในการวางหิน (เอาธรรมชาติ(หิน) ไปต้อนรับธรรมชาติ(คลื่น)เพื่อป้องกันธรรมชาติ(ฝั่ง)) ในหลักการเดียวกัน

       ผมขอเอาข้อมูลจากกัลยาณมิตรที่บันทึกไว้ให้เอามาฝากนะครับ เพื่อรับรู้พื้นฐานของข้อมูลกันเบื้องต้นนะครับ ก่อนจะไปสู่การจำลองในตอนท้ายครับ


 

แกนนำชุมชน นำโดยนายนรินทร์ บุญร่วมข้าราชการบำนาญ อดีตประมงอำเภอมหาชัย  อาจารย์ประสาน เอี่ยมวิจารณ์  อาจารย์โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์ และนายสมชาย ดวงล้อมจันทร์

 

    สมชาย ดวงล้อมจันทร์  แกนนำกลุ่มอนุรักษ์โคกขาม-พันท้ายนรสิงห์ บอกว่า วันหนึ่งเขาไปนั่งอยู่บนสะพานและเห็นไม้ไผ่ที่ปักอยู่ในน้ำ 1 ลำ แหวกน้ำออกเป็น 2 ข้าง จึงกลับมานั่งคิดว่าถ้าไม้ไผ่หลายลำก็น่าจะลดแรงเฉื่อยของน้ำได้ และยิ่งถ้าปักเป็นหลายๆ ชั้น นอกจากจะชะลอกระแสน้ำกว่าจะเข้าถึงฝั่งได้แล้ว ยังทำให้เลนตกตะกอนท้ายแนวไม้ ตอนนี้เมื่อเริ่มมาหลายปีโดยใช้พื้นที่หน้าบ้านของตัวเองก็พบว่านอกจากจะหยุดการกัดเซาะได้แล้ว ยังมีดินเลนงอกขึ้นมาสำหรับปลูกป่าชายเลน

เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงที่มาของปัญหาที่ชุมชนประสบซึ่งมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ

ประการแรก......คลื่นลมที่แรงมากขึ้นๆทุกที ทำให้ตลิ่งถูกกัดเซาะ และป่าชายเลนเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

ประการที่สอง...การทำประมงชายฝั่งของเรือลากหอยแครงเรืออวนรุนจับเคย โดยใช้อุปกรณ์การจับคือคราดและอวนตาถี่เข้ามาลากบริเวณใกล้ฝั่ง  ส่งผลให้การจับตะกอนเลนหน้าผิวดินแตกเมื่อโดนคลื่นซัดกระหน่ำซ้ำเติม หน้าเลนก็มลายหายไปเรื่อยๆ

จากภาพถ่ายทางอากาศของป่าชายเลนในปี 2517 ค่อนข้างสมบูรณ์ พอในปี 2539 ความสมบูรณ์ของป่าเหลือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์

ไม่น่าเชื่อว่า...เวลาผ่านไป 22 ปี ป่าชายเลนหายไปถึง 98 เปอร์เซ็นต์!!!!!!!!!

เมื่อป่าหาย...แนวหน้าเลนชายฝั่งก็หายไปด้วยวัดได้เป็นกิโลเมตรส่งผลให้การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของท้องถิ่นนี้ต้องหดหายไปราว 60-70 เปอร์เซ็นต์

ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ชาวบ้านเกิดการตื่นตัวที่จะต้องช่วยเหลือชุมชนของตัวเอง ในขณะที่ทางราชการยังเข้าไปช่วยเหลือไม่ถึง

สิ่งแรกที่ชาวบ้านคิดทำก็คือการเร่งฟื้นฟูชายฝั่งป้องกันไม่ให้แนวป่าชายเลนพังทลายมากไปกว่านี้

ขั้นแรกที่ต้องทำแบบเร่งด่วน คือการป้องกันแนวเขตจากชายฝั่ง 2 กิโลเมตร ให้เป็น"เขตโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน"เพื่อสงวนไว้ให้ชาวบ้านหากิน...ห้ามไม่ให้เรืออวนเข้ามาลากหอย...ปลา...ปู  ในเขตนี้ ซึ่งจะช่วยทำให้เลนในบริเวณนั้นตกตะกอนเป็นที่พักอาศัยหลบภัยและแหล่งหากินของสัตว์น้ำวัยอ่อนได้ต่อไป

การแสดงเขตอนุรักษ์ก็คือให้เจ้าของที่ดินพื้นที่นากุ้งติดทะเล ปักไม้ไผ่ตงสูง 4 วา หรือ 8 เมตร เอาไว้ปักป้าย (ไม้ไผ่อยู่ในน้ำทะเลขึ้นๆลงๆอยู่ได้นาน 6 -7 ปี)  โดยปักต้นไผ่จำนวน 2 ต้นทุกๆระยะ 1 เส้น (80 เมตร)ซึ่งวิธีนี้แก้ปัญหาเรือใหญ่ไม่ให้เข้ามาเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งได้แต่ยังไม่สามารถป้องกันคลื่นลม คลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งได้

ขั้นที่สองก็ต้องสร้างแนวกันคลื่น

ขั้นตอนนี้จะปักกลุ่มไม้ไผ่ในลักษณะ 3 เหลี่ยม กลุ่มละ 55 ต้น หน้ากว้างด้านละ 4.5 เมตรเพื่อลดแรงคลื่นที่จะปะทะฝั่งเศษไม้ที่ลอยมาติดลำไผ่ก็จะใช้เสริมทำให้ตะกอนเลนตกในบริเวณนั้นผลพลอยได้จากวิธีการนี้ก็คือ ชาวบ้านใช้ต้นไผ่เลี้ยงหอยแมงภู่และระหว่างกลุ่มต้นไผ่ ก็จะใช้วางกระชังเลี้ยงปูทะเลโดยชาวบ้านช่วยกันออกเงินคนละ 200 บาทมาทำกระชังปู

(ภาพตัวอย่างแนวไม้ไผ่ และภาพชายเปรียบเทียบฝั่งเมื่อปี 2517 และ 2539)

การปักไผ่นั้นเป็นผลงานของชาวบ้าน ม.8 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร

ขั้นสุดท้ายคือการปลูกต้นไม้ชายเลนประเภทแสมสลับกับโกงกางเพื่อช่วยยึดและประคองหน้าดิน

จากการปรึกษาขอความรู้ด้านวิชาการ ทำให้ทราบว่าตะกอนจากการปักเสาไผ่จะขยายออกไปเรื่อยๆ

ส่วนป่าโกงกางนั้นถ้าขึ้นหนาแน่นเกินไปก็จะต้นลีบหัวโตทำให้ประสิทธิภาพในการกักดินตะกอนลดน้อยลงโดยทั่วๆไปนั้นต้นโกงกางจะสูง 15 เมตรภายใน ปีซึ่งอาจจะตัดมาใช้ประโยชน์ได้ โดยมีการปลูกทดแทนไปเรื่อยๆ

ขณะนี้ได้จัดกิจกรรมโดยมีอาสาสมัครทั้งประชาชนทั่วไป นักเรียน นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ มาช่วยปลูกป่าชายเลน  และเก็บขยะที่ลอยมาติดตามแนวชายฝั่ง

ความคาดหวังของชุมชนจากการทำกิจกรรมต่างๆก็คือ พื้นที่ชายฝั่งงอกออกมาสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้มากขึ้นปริมาณสัตว์น้ำและนกน้ำเพิ่มมากขึ้นและมีการจัดธนาคารปูม้าเพื่อส่งเสริมอาชีพของชาวบ้านในชุมชน 

 

ปัญหาที่ชาวบ้านประสบอยู่ในขณะนี้ มีอยู่สามประการคือ

ปัญหาด้านกฏหมายในพื้นที่ทำกิจกรรม.....พื้นที่ทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนเจ้าของที่ดินบางแห่งไม่ให้ความร่วมมือกับชุมชนเจ้าของที่ดินชายฝั่งบางแห่งทำการป้องกันหน้าดินของตัวโดยการสร้างเขื่อนด้วยวัสดุต่างๆที่บางครั้งไปก่อให้เกิดผลกระทบ เกิดความเสียหายกับที่ดินข้างเคียงซึ่งกฎหมายเอาผิดไม่ได้

ปัญหามลภาวะ......มีการทิ้งของเสียของคนในชุมชนและผู้ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้สกปรกและเป็นพิษต่อสัตว์ทะเลและนก

ปัญหาการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐ....ทางการยังไม่ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือทางด้านงบประมาณและการจัดการอย่างเต็มที่

การฟื้นฟูชายฝั่งเป็นเรื่องที่จะต้องใช้ธรรมชาติสู้กับธรรมชาติ  การสร้างเขื่อนโดยใช้หินมาถมนั้นไม่เป็นไปตามธรรมชาติและต้องใช้เงินทุนมหาศาลการปักต้นไผ่ และการปลูกป่าจะเป็นทางออกที่ได้ผลดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้

    ตอนนี้เรากำลังขยายผลไปยังหน้าบ้านของชาวบ้านในอ่าวมหาชัยคนละ 5 ไร่ โดยใช้เทคนิคง่ายๆ ปักไม้ไผ่เลี้ยงหอยห่างจากฝั่ง 2 กิโลเมตร จากนั้นปักไผ่เป็นแนวสามเหลี่ยม ช่วยเบรกคลื่นก่อนถึงฝั่ง จึงต้องเลือกไม้ที่สูงเกิน 5 เมตรขึ้นไป และมีความแข็งแรงทนอยู่ในน้ำได้ 4-5 ปี ลึกเข้าไป 100 เมตรก็ปลูกป่าชายเลนเสริม ถ้าถามว่าจะได้ผลเร็วหรือช้า ตอนนี้ผมมองว่าแค่หยุดปัญหากัดเซาะไปได้ 100 เมตรก็ดีกว่าปล่อยให้ทะเลพังเข้ามาเรื่อยๆ ที่สำคัญชาวบ้านยังได้แหล่งทำมาหากินกลับมา ปู ปลาที่เคยหายไปก็เริ่มกลับมาเยอะขึ้น ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่ชาวบ้านต้องจดจำ โดยเค้าเริ่มจากการลองผิดลองถูก

ในอนาคตอันใกล้นี้ทางการจะมีโครงการที่จะทำให้อ่าวรูปตัวกอไก่ ( ด้านบนสุดของอ่าวไทยเริ่มจากสมุทรปราการ--->กทม--->สมุทรสาคร---> สมุทรสงคราม---> เพชรบุรี) ที่ขาหดสั้นลงทุกที ขยายยาวออกไปโดยลดการกัดเซาะของน้ำทะเลโดยใช้วิธีที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านคือใช้ทั้งไผ่และปลูกป่าชายเลนลงตามแนวชายฝั่ง
 
  รู้จักคำว่า "กะซ้า" ไหม .. หมายถึงเปลือกหอยที่ตายแล้วและถูกคลื่นซัดจนเข้าไปกองขาวเหมือนหาดทรายที่ชายฝั่ง และเค้าบอกว่าทรายก็มาจากเปลือกหอยเหล่านี้แหละ.....หากเราปล่อยให้เปลือกหอยมีมากๆในทะเลที่มหาชัยแล้วอีกหน่อยมหาชัยอาจจะมีหาดทรายขาวสะอาดให้เราได้ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจก็ได้...จริงไหม....


    จะเห็นว่าชาวบ้านเป็นนักวิจัยที่ดีเลย เริ่มจากการสังเกตและหากระบวนการนำไปสู่การทดลองและนำไปสู่ทางแก้ และมีบทบาทในการนำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อชุมชนของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่าปัญหาที่เกิดจากการกัดเซาะเกิดจากอะไรซึ่งชาวบ้านก็ทราบดีเพราะเป็นคนในพื้นที่

    และที่ดีกว่านั้น คือ แนวไม้ไผ่นี่สามารถจะเป็นแนวทำให้คลื่นแตกตัวได้ และในพร้อมๆ กัน ช่องว่างระหว่างลำไม้ไผ่นั้น จะทำให้คลื่นชนไม้ไผ่แล้วแตกตัวเป็นกระแสแล้ววนผ่านลำไม้ไผ่ในระดับย่อยด้วย จะำทำให้แนวไม้ไผ่เป็นแนวที่ดูดซับพลังงานคลื่นไปได้ด้วยในตัวเอง ซึ่งจะต่างจากแท่งคอนกรีต หรือวัสดุแข็งที่มีการสะท้อนกลับอย่างแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพรอบนอกด้วย

    ผมได้ลองจำลองโดยใช้โปรแกรม SiTProS เป็นตัวตั้งและคลอดลูกออกมาเป็น VirtualShore3D  เพื่อให้ตอบสนองการทำงานบริเวณชายฝั่งได้ด้วย โดยคำนวณเอาคร่าวๆ จากการออกแบบแนวกันคลื่นจากโปรแกรม โดยให้แนวกันคลื่นนั้นเป็นการปักแนวไม้ไผ่ โดยมีการกำหนดค่าดูดซับพลังงานคลื่นได้ พร้้อมกับการปลูกป่าชายเลนเพื่อดูดซับพลังงานคลื่นที่บริเวณชายฝั่ง ซึ่งชาวบ้านสามารถจะปลูกป่าชายเลยรุกพื้นที่เข้าไปเมื่อมีการสะสมของตะกอน และสามารถจะขยับแนวไม้ไผ่ลงไปได้อีกกรณีที่แนวตะกอนเกิดการสะสมที่มากขึ้น ซึ่งทำให้อยู่กันแบบธรรมชาติอย่างเข้าใจของชาวบ้าน และทำให้มีโอกาสดูแลรักษากันเพราะเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องเข้าใจและอยู่ร่วมให้ยั่งยืน และเรียนรู้จากความผิดพลาดและประสบการณ์ที่สะสมและถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปได้

    มาดูตัวอย่างคลิปจำลองสั้นๆ นะครับ

 

 

       ซึ่งรูปแบบของการออกแบบบริเวณชายฝั่งนั้น สามารถเรียนรู้ได้จากโปรแกรมจำลองได้้ง่ายๆ เพื่อค้นหาคำตอบและแนวทางในการปักไม้ไผ่เพื่อดูแนวคลื่นแบบภาพรวมได้ครับ ผมได้ส่งโปรแกรมจำลองคลื่นชายฝั่งไปให้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว(ต้องพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้นต่อไป) ซึ่งทางชาวบ้านสามารถปรึกษา ดร.วัฒนา กันบัว ได้เลยครับ ซึ่งคิดว่าได้รู้จักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เพื่อหาแนวทางร่วมกันครับ

 

ท้ายสุดผมฝากคำถามไว้ให้คิดกันต่อนะครับ...โดยเฉพาะชาวบ้านทุกท่านและ กทม. ต้องคิดกันว่า

  1. หากมีการงอกของพื้นที่และกู้พื้นที่ป่าขึ้นมาได้แล้วนั้น จะมีการบริหารจัดการพื้นที่นั้นอย่างไรต่อไป เพื่อความยั่งยืนและเป็นแนวกันคลื่นให้กับพื้นที่ภายใน
  2. พื้นที่เหล่านั้น อาจจะมีคนเคยอาศัยมาก่อน จะมีการจัดการอย่างไรหากพื้นที่กลับคืนมา จะมีการมาทวงสิทธิ์คืนจากชาวบ้านที่เคยอยู่ และจะมีการตกลงกันอย่างไร จะมองตรงไหนเป็นจุดสำคัญ
  3. จะมีแนวทางในการไม่ทำลายป่าชายเลนต่อไปอย่างไร เพราะหากตัดป่าชายเลนอีก ปัญหาเดิมจะมาหาอีกวนเวียนไม่รู้จบ
  4. อื่นๆ

ปล. ขอบพระคุณกัลยาณมิตรที่ช่วยให้ข้อมูลนะครับ

กราบขอบพระคุณมากครับ

เม้งครับ