สถาบันป้องกันภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวแห่งจังหวัดเฮียวโกะ เจ้าหน้าที่สถาบันป้องกันภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวแห่งจังหวัดเฮียวโกะได้บรรยายกิจกรรมของสถาบันสรุปได้ดังนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ค.ศ. ๑๙๙๕ ในเวลา ๕.๔๖ นาฬิกา ได้เกิดแผ่นดินไหว ที่รุนแรงในเขต จังหวัดฮียวโกะ วัดระดับได้ ๗.๓ ริคเตอร์ ภัยพิบัติครั้งนั้นนับเป็นครั้งร้ายแรงในรอบหนึ่งร้อยปีที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงโดยมีผู้เสียชีวิตถึง ๖,๔๐๑ คน บาดเจ็บ ๔๐,๐๙๒ คน สูญหาย ๓ คน บ้านเรือนประชาชนกว่า ๔๔๘,๙๒๙ หลังคาเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนที่มีอายุเก่าแก่ได้รับความเสียหายยับเยิน รวมทั้งอาคารต่างๆ อีกกว่า ๒๔๘,๔๑๒ หลัง ประมาณการค่าความเสียหายเป็นเงินประมาณกว่าหนึ่งหมื่นล้านเยน เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพียง ๑๓ วินาที และเป็นเวลาที่ผู้คนพักอาศัยอยู่ในบ้านจึงถูกบ้านเรือนถล่มลงมาทับเสียชีวิต การเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นได้สร้างความตระหนักให้ชาวญี่ปุ่นเห็นความสำคัญในการเรียนรู้ที่จะป้องกันภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าถึงความรุนแรง ดังนั้น จึงได้มีการจัดตั้งสถาบันป้องกันภัยพิบัติแห่งนี้ขึ้นเพื่อที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งนั้นให้บุคคลรุ่นหลังได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหา สถาบันแห่งนี้ได้แยกกิจกรรมเป็นสองส่วน คือ ๑. ศูนย์แสดงนิทรรศการภัยพิบัติแผ่นดินไหว เป็นการจัดแสดงนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในจังหวัดเฮียวโกะเพื่อให้บุคคลรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อการแก้ไขในอนาคต ๒. ศูนย์อนาคตเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ดำเนินงานวิจัย ค้นคว้าด้านภัยพิบัติแผ่นดินไหวของประเทศ และเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนในการป้องกันแผ่นดินไหวในอนาคตที่อาจคาดเดาในความรุนแรงได้ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ฟื้นฟูจิตใจสำหรับประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวทั้งในอดีตและในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ข้อคิดเห็นและข้อเสนอของผู้เขียน ๑. เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมอาสาสมัครซึ่งได้เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนได้รวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือกันเองในเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ ๒. กิจกรรมอาสาสมัครเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกิจกรรมด้านการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ โดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริงด้วยจิตวิญญาณของประชาชนเองโดยคำนึงถึงเนื้อหาสาระที่แท้จริงยิ่งกว่าการจัดตั้งเพียงรูปแบบ ๓. รูปแบบของอาสาสมัครที่ส่วนราชการพึงสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบของอาสาสมัครด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. อาจสนับสนุนในรูปแบบของการรับอาสาสมัครเข้ามาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ เนื่องจากอาสาสมัครเป็นผู้อาสาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่คำนึงผลประโยชน์ตอบแทนในทางเศรษฐกิจและ/หรือความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น ในหลักการ สคบ. จะได้บุคลากรด้านอาสาสมัครที่คำนึงถึงผู้บริโภคและทำงานด้านประสานงานผู้บริโภคด้วยจิตวิญญาณในฐานะที่เป็นผู้ร้องด้วยความเสียสละและอุทิศตนมากกว่าบุคลากรที่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและหรือเพื่อประโยชน์ในความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ๔. การสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคอาจไม่จำเป็นต้องให้เกิดสถานการณ์ใดๆ ขึ้นก่อน หากแต่จำเป็นต้องสร้างและปูพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคโดยรัฐเป็นผู้คอยให้การสนับสนุน ๕. ในฐานะที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย เป็นศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จะต้องมีการจัดตั้งส่วนราชการภายในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทำหน้าที่งานวิจัยและวิเคราะห์นโยบายและแผนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ จะต้องสร้างบรรยากาศทางวิชาการให้เกิดขึ้นให้ได้ ๖. การนำเสนอเหตุการณ์สำคัญนับเป็นวิธีการปลูกจิตสำนึกต่อประชาชนที่ดีที่สุดที่นำที่จะนำมาเป็นแบบอย่างใช้ในงานคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เช่น การนำเสนอเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ที่เป็นปัญหาของผู้บริโภคในอดีตนำมาจัดทำเป็นนิทรรศการหรือจัดทำเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ใช้ศึกษาหรือดูงาน ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตเข้าสู่สังคมปัจจุบันในอันที่จะเป็นการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์เพื่อพัฒนาทิศทางด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในอนาคตต่อไปได้