ติลักขณาทีคาถา

จากครั้งก่อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชนเหล่าใดอบรมจิตด้วยดีโดยชอบในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้  (โพชฌงค์ ๗) ยินดียิ่งแล้วในการไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะสลัดออกจากการยึดมั่นถือมั่น... ซึ่งชนเหล่านี้เอง ถ้าสิ้นอาสวะคือกิเลส มีความโพลงคือเข้าใจในธรรมแล้วก็จะปรินิพพาน ดังกึ่งคาถาสุดท้ายว่า

 

  • ขีณาสะวา ชุติมันโต            เต โลเก ปะรินิพพุตาติ ฯ
  • ชนทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว มีความรุ่งเรือง ปรินิพพานแล้ว ในโลก ดังนี้ ฯ

คำว่า ขีณาสะวา ถ้าแปลออกศัพท์ก็แปลว่า ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว แต่บางครั้งเราก็ทับศัพท์ว่า พระขีณาสพ ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งซึ่งใช้แทนคำว่า พระอรหันต์... นั่นคือ เมื่ออบรมจิตด้วยโพชฌงค์ ๗ แล้ว เมื่อจิตใจไม่ยึดมั่นถือมั่นก็จะหมดสิ้นอาสวะ... อนึ่งคำว่า อาสวะ เป็นชื่อกิเลสที่หมักหม่มอยู่ในสันดานของเรา...

คำว่า ชุติมันโต รากศัพท์ว่า ชุติ หมายถึง สว่างไสว รุ่งเรือง โพลง ... ในที่นี้เป็นธรรมชาติของจิตที่สว่างไสวเข้าใจแจ่มแจ้งในไตรลักษณ์ ซึ่งสอดรับกับ ๓ คาถาแรกที่ว่า ผู้ใดเห็นด้วยปัญญาว่า... นั่นคือ ชุติมันโต ผู้มีความรุ่งเรือง หรือ ผู้สว่างไสว ในที่นี้ ก็หมายถึง ผู้เห็นด้วยปัญญา นั่นเอง....

คำว่า ปรินิพพุตา แปลทับศัพท์กันว่า ผู้ปรินิพพานแล้ว... ซึ่ง ปรินิพพาน นี้ แปลว่า ดับสนิท นั่นคือ ไม่ต้องกระเสือกกระสน กระวนกระวาย เสาะแสวงหาแนวทางที่จะพ้นไปจากความเป็นอยู่ในปัจจุบันดังที่เรียกว่า ฝั่งนี้ เพื่อจะข้ามไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดับสนิทที่เรียกกันว่า ฝั่งโน้น (เคยเล่าไว้ที่ ว่าด้วย... ๘)

อนึ่ง ปรินิพพาน ความดับสนิท นี้ มีนัยเป็น ๒ กล่าวคือ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน  คือ ความกระวนกระวายดับสนิทแล้ว แต่ยังใช้ชีวิตต่อไปได้ตามธรรมดา (ยังไม่ตาย)... อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับสนิทโดยปราศจากชีวิต (ตายแล้ว) แต่เป็นการตายที่ไม่ต้องมาเกิดอีก ท่านเปรียบเทียบว่า เหมือนดวงไฟทีดับไป ไม่อาจพรรณนาได้ถึงที่อยู่ที่ไป..

...............

ผู้เขียนก็ขยายความ ติลักขณาทิคาถา มาจนจบกระบวนความ จะสรุปย่อๆ อีกครั้ง...

เมื่อคนเราเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ก็ย่อมจะเหนื่อยหน่ายในความทุกข์ ซึ่งนี้เองเป็นแนวทางแห่งความหมดจดแห่งจิตใจของเรา...

แต่คนเราที่สามารถทำอย่างนี้ได้นั้นมีน้อย คล้ายกับฝูงชนที่พยายามจะข้ามไปฝั่งโน้น เมื่อยังข้ามไปไม่ได้ ก็แสวงหาแนวทางโดยการวิ่งไปวิ่งมาอยู่ที่ริมฝั่งนี้นั่นเอง.... ส่วนคนที่ข้ามไปได้แล้วนั้น ก็มี แต่มีน้อย ... วิธีการที่จะข้ามไปได้ก็คือการดำเนินการตามหลักคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์นั่นแล

หลักการดำเนินการก็คือ ให้สละธรรมดำ เจริญธรรมขาว เพ่งเฉพาะซึ่งธรรมที่ไม่มีกิเลสประดุจน้ำที่คอยย้อมจิตใจของเรา เพื่อออกไปจากบรรดาสิ่งที่มีกิเลสเหล่านี้ให้ได้...พอกพูนความยินดียิ่งในที่เงียบ สงบ สงัด ทั้งทางกายและใจ แล้วก็อบรมใจด้วยธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ เพื่อที่จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่น....

เมื่อน้ำคือกิเลสที่คอยย้อมจิตใจของเราเหือดแห้งไปจากสันดานของเรา มีความสว่างไสวแห่งใจรู้แจ้งเห็นจริงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาแล้ว... เมื่อนั้นก็จะดับสนิท ไม่ต้องกระเสือกกระสน  ดิ้นรน กระวนกระวายอีกต่อไป.....

 

  • ติลักขณาทิคาถาก็จบลงโดยประการฉะนี้

...............

อนึ่ง เมื่อพิจารณาธรรมแล้ว จะเห็นได้ว่า กระบวนการอบรมจิตเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก... ตามหลักคำสอนก็มีเรื่อง วิปัสสนาภูมิ ซึ่งว่าด้วยอารมณ์ของการรู้แจ้งเห็นจริงเรื่องนี้ ดังนั้น ผู้เขียนจะนำมาเล่าในหัวข้อต่อไป....

  • จิรํ ติฎฺฐตุ สทฺธมฺโม
  • ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นสิ้นกาลนาน