นักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ พบว่าในมะม่วงสุกมีสารสีเหลืองที่ชื่อแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ปริมาณมาก สามารถลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ มะเร็ง และที่สำคัญคือ มะม่วงเป็นผลไม้ที่ชะลอความชราได้ดีเยี่ยม

              ขอนำความรู้ที่ได้อ่านจาก สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับที่ 23 วันศุกร์ที่ 29 ก.พ. - พฤหัสบดีที่ 6 มี.ค. 51 คอลัมน์ สมุนไพรแห่งรอยยิ้ม ซึ่งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ มะม่วงสุก โดย ในหัวข้อเรื่อง มะม่วงสุข : อุดมด้วยแอสโตเจน 

              ช่างเป็นเรื่องที่เข้ากับยุคสมัย และตรงใจผมดีแท้ ในฐานะที่เป็นนักบริโภคมะม่วงตัวยง ทั้งมะม่วงดิบ และมะม่วงสุก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกใม้ลูกใหญ่ ๆ ที่มาจากบ้านป้าน้อยแล้วล่ะก็ ก่อนนอนวันละ 1 ลูก เป็นความสุขที่มากล้น แล้วก็ส่งผลต่อหุ่นที่ค่อย ๆ บานออกอย่างเห็นได้ชัดในช่วงนี้ .....

               งั้นมาอ่านเรื่องราวที่เขา (ตรีสุคนธ์) เขียนให้ความรู้ไว้ เป็นดังนี้นะครับ

คติโบราณ : ท่านเชื่อว่า บ้านใดปลูกมะม่วงไว้ด้านทิศใต้ จะร่ำรวยทรัพย์มหาศาล

นักวิจัย :  สถาบันหนึ่งในโตเกียว เชื่อวว่า ผลไม้ไทยที่มีเบต้าแคโรทีนสูงสุด คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก รวมถึงวิตามินซี วิตามินอี เอนไซม์ ต้านการอักเสบทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก และโรคหัวใจ

นักโภชนาการ  :  สถาบันโภชนาการหนึ่งของสหรัฐอเมริกา พบว่าในเนื้อมะม่วงสุก อุดมไปด้วยฮอร์โมนแอสโตรเจน

เภสัชวิทยา  :  ระบุผลทดลอง สัตว์ตัวเมียที่กินใบมะม่วงอ่อน จะมีอาการคล้ายกัลได้รับฮอร์โมนเพศหญิง

:  น้ำต้มจาก ผลดิบ ใบ และเปลือกของลำต้น ออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียบางชนิดได้ผลดี

ใส่เครื่องน้ำพริก น้ำพริกตำเองมี ข่า กระเทียม หอมแดง เกลือเม็ด พริกแห้ง โขลกรวมกับปลาป่น แล้วก็ปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน (ราดน้ำปรุงลงในชามใบอ่อนหั่นฝอยจะดีกว่า) จะเป็นรสชาติกลมกล่อม หอม ฝาดและเปรี้ยวน้อย อร่อยยามเช้าลดไขมันดี

ใบแก่  :  ภูมิปัญญารู้ว่ามีพิษ จึงไม่นำมาเป็นยา

ดอกมะม่วง  :  เด็ดมาทั้งช่อ รับประทานสด ถ้าหลายช่อให้ชงด้วยน้ำเดือด โบราณใช้แก้อาการเยี่ยวหวาน ปัสสาวะมีมดไต่ตอม นั่นคือ เบาหวาน กับแก้อาการหนองใน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

เนื้อมะม่วง  :  ผลดิบและสุก เป็นอาหารและยาบำรุงกระเพาะ แก้อาการกระหายน้ำ

เมล็ด  :  เมล็ดจากลูกสุก แกะเอาเนื้อในตากแดดแล้วนำคั่วไฟจนกรอบต้มสำหรับผู้ป่วยไส้เลื่อน และเป็นยาถ่าย ขับพยาธิ ซึ่งต้องดื่มน้ำชนิดต้มเข้มข้น 3 วันติดต่อกันในตอนเช้า พยาธิจะตายออกมา

:  สตรีมีครรภ์ หากเกิดอาการท้องร่วง หมอกลางบ้านคั่วเมล็ดมะม่วงได้ผลละเอียดละลายในน้ำนมวัว เจือด้วยน้ำระกรูดเล็กน้อย ให้รับประทาน สามารถหยุดท้องเสียได้เร็ว และไม่อันตรายใด

กาฝากมะม่วง  :  เป็นวัชพืชที่ฝังตัวตามกิ่งมะม่วง ดูดกินน้ำเลี้ยงจนอิ่มหมีพีมัน ใบและกิ่งของกาฝากจะเป็นพืชที่สะอาด ใบมันแข็ง เนื้อไม้เปราะหักง่าย ติดไฟได้ดี ใช้เป็นยาต้มดื่มลดความดัน และแพทย์แผนไทยใช้มะม่วงแทนยาบำบัดความเจ็บไข้ ดังนี้

ผลดิบ  :  ใช้มะม่วงดิบ เปรี้ยว สับคลุกเกลือเม็ด อมบรรเทาอาการสวิงสวายคลื่นไส้ อาเจียน และขับปัสสาวะ

เปลือกมะม่วงแก้ว  :  เปลือกดิบ หั่น ตากแห้งนำไปคั่วไฟอ่อนด้วยเกลือแกงและน้ำตาลทราย อมเพื่อคลายปวดประจำเดือน ปวดหน่วงท้องน้อย ปวดบิดลำไส้ เป็นยาคุมธาตุ

เปลือกลำต้น  :  ปาดจากต้น ต้มเคี่ยวเอาแต่น้ำ จิบแก้ไข้ตัวร้อน อมแก้เจ็บคอ เจ็บเหงือก

:  เปลือกสับบาง ๆ ตากแห้ง บดเป็นยา ร่วมกับสมุนไพรต่าง ๆ ถอนพิษไข้ ร้อนใน

ใบอ่อน  :  ตำรายาไทย ชงน้ำร้อน จิบแก้ปวดศีรษะ แก้ท้องอืดแน่น เร่งผายลม ตำพอกแผลสด

:  ณ บ้านท้ายสวน ใช้ทำอาหารบำรุงสายตาที่ฝ้าฟาง  เครื่องปรุงไม่มาก
หนึ่ง  เก็บยอดอ่อนตามต้องการ ถ้ามะม่วงแก้วได้ยิ่งดี หั่นฝอย ๆ ล้างน้ำดำออก พักไว้ในกระชอน
สอง  ตอกไข่ 2 ฟอง ลงในหม้อน้ำร้อนซึ่งตั้งไฟอ่อน ๆ ตีไข่พอแตก รอจนไข่สุก และลดเบาหวานได้ดีมาก

ผู้ป่วยหลังฟื้นไข้ มีข้อห้ามรับประทานมะม่วงสุก ร่วมกับอาหารที่ปรุงด้วยกระเทียม หรืออาหารรสเผ็ด เชื่อว่าจะทำให้ระบบปัสสาวะอักเสบและไตเสื่อม

นักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ พบว่าในมะม่วงสุกมีสารสีเหลืองที่ชื่อแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ปริมาณมาก สามารถลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ มะเร็ง และที่สำคัญคือ มะม่วงเป็นผลไม้ที่ชะลอความชราได้ดีเยี่ยม

แม้ว่าจะมีประโยชน์ และเป็นที่โปรดปรานของใคร ๆ ก็ตาม ก็อย่ากินให้เป็นส่วนเกินต่อร่างกายละกันนะครับ ด้วยความห่วงใย