World Cafe, Lessons learnt

เรื่องราวที่ได้เรียนรู้จากงาน World Cafe ที่จัดในการประชุม HA National Forum ครั้งที่ 9 นี้ ยังมีอีกมากมาย ขอเพียงเรา "ชะลอ" เวลา ณ ขณะที่เรากำลัง "ใช้ชีวิต" อยู่ภายในห้องนั้น ให้ช้าลง มองเห็น ได้ยิน สัมผัส รู้สึก สิ่งต่างๆให้กระจ่างชัดขึ้น นำมาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เราจะสามารถ "เสพชีวิต" อย่างละเอียดอ่อนมากขึ้น

ในบรรดาคำวิจารณ์ feedback ที่ตอบกลับมาแล้ว ทั้งกระบวนกรสองคน ทั้งผู้จัดยิ้มแก้มไม่หุบ แทบจะกินกาแฟไม่ได้เพราะจะหกหมด ก็มีประเด็นที่น่าสังเกต และเรานำมาถกกันทีหลัง

"ชอบวิทยากรค่ะ ให้ความรู้เยอะมากเลย"

อันนี้แปลก เพราะกระบวนกร (ไม่ใช่วิทยากร) พูดประมาณ 10% ของเวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงครึ่ง และก็เป็นแค่กฏ กติกา มารยาทในการทำเท่านั้น แต่เชื่อว่าความที่รู้สึกที่บอกว่า "ได้ความรู้เยอะมาก" นั้นเป็นความรู้สึกที่แท้จริง เพียงแต่ไม่ได้มาจากกระบวนกร

ในประเด็นที่ยกมาเป็นหัวข้อกระทู้แต่ละ session นั้น เราพยายามเลือกประเด็นที่สัมผัสกับแก่นร่วมของมนุษย์ strike the corde แม้ว่าโดยไม่รู้ตัวว่าเราเคยมีประสบการณ์ แต่ในบรรยากาศที่เหมาะสม เราก็จะสามารถกลับไปค้นหา และเจอะเจอสิ่งเหล่านีได้เสมอ

เพราะฉะนั้นบางหัวข้อที่ดูเป็น specific group อาทิ Art Therapy หรือ ศิลปบำบัด ก็ยังสามารถโดนใจคนได้ เพราะที่จริงแล้ว "สุนทรียศาสตร์" เป็นอะไรที่อยู่ในเนื้อในตัวมนุษย์ทุกผู้คน ในสามสัจจะธรรม ความงาม ความดี ความจริง นั้น ส่วนของความงามที่เชื่อมโยง emotional intellect นั้น เป็นอะไรที่เกี่ยวกับ "ฉัน" ที่มนุษย์โหยหามาประดับเพิ่มความงดงาม ทั้งภายในและภายนอกอยู่ตลอดเวลา และเมื่อถึงวาระจำเป็น เราก็นำเอาสิ่งเหล่านี้ มาใช้ในการเยียวยารักษาได้

ผมก็เชื่ออีกเช่นกันว่า ที่ว่า "ชอบวิทยากร" นั้นก็จริงเหมือนกัน

เพราะเราได้ "ให้พื้นที่อิสระในการเรียนรู้" นั่นเอง เหมือนบทความเรื่องสัมฤทธิผลที่เราได้พูดถึงเรื่อง Leadership from the blank canvas กระบวนกรในที่นี้ ก็พยายามทำตัวเหมือนไวทยากร ที่ศรัทธาในมนุษย์ ในความงดงาม ในศักยภาพ และความศรัทธานี้เองที่ไปสัมผัสกับ core value ภายในตัวคนทุกคน ที่อยากจะดี อยากงาม อยากเข้าถึงความจริง เหมือนกระบวนกรสามารถวางไม้บาตอง ซึ่งก็คือ ไมโครโฟน เดินลงจาก Podium และให้ผู้เข้าร่วม take over การเรียนรู้ จึงเกิดพื้นที่อิสระ ที่เป็น optimal condition ในการเรียนรู้เกิดขึ้น

ปรากฏการณ์ยิ่งเห็นชัดใน session ที่สอง เรื่องสุนทรียสนทนา บทสรุปที่ผู้เข้าร่วม ช่วยกันพูด สนทนา วิเคราะหฺ สังเคราะหฺ และเล่ามาในระยะเวลาสั้นๆนั้น เหมือนมาจาก conference เป็นวันๆ และสามารถนำไปเขียนบทความขยายต่อได้อีกหลายบททีเดียว ถ้าใคร care จะเขียน เพราะที่จริงแล้ว แต่แรกเริ่มเดิมที ที่เดวิด โบห์ม เขียน On Dialogue ก็มาจากรากเหง้่าที่มาเดียวกัน คือเกิดการสนทนาพูดคุยที่เปี่ยมคุณภาพกับกฤษณมูรติ และปรากฏการณ์นี้สามารถเกิดซ้ำได้ทุกแห่งหนตำบลใดๆ ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา Theory Physics อย่างเดวิด โบห์ม หรือเป็นนักคิดลือนามอย่างกฤษณมูรติก็ได้ เพราะการพูดคุยสนทนา อยู่ในศักยภาพของมนุษย์ทุกรูปนามอยู่แล้ว

ผมเคยทำวงสุนทรียสนทนาวงเล็กๆ ที่เมืองแพร่ เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ใช้เวลาในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ระหว่างอาสาสมัคร ชาวบ้าน พยาบาล หมอ เพียงแค่สามชั่วโมง เราก็ได้ทั้งรายละเอียด ตัวอย่าง เรื่องเล่า และสามารถแปลเป็น stage ต่างๆของการรับรู้ข่าวร้าย ได้ครบครันเหมือนกับที่อลิซาเบธ คูลเบลอ รอส ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเรื่อง End of Life ได้สรุปเอาไว้เลยทีเดียว เพราะว่าเรื่องความตาย เรื่องความจริง เป็นสิ่งใกล้ตัวมากๆ ทุกคน "รู้เรื่องนี้" เพียงแต่จะนำมาคิดหรือเปล่าเท่านั้น และพอนำมาคิด เราก็เข้าใจได้ทันทีว่ามันเกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับอะไรได้บ้าง

ถ้าจะบอกว่ากระบวนกรไม่ได้ทำอะไรเลย ก็จะเป็น overstatement ไปนิดนึง ระหว่างรอบการสนทนาแต่ละรอบ เรานั่งมองดูพลังงานของกลุ่มที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่ วรวุฒิเล่าให้ผู้เข้าร่วมฟังว่า เขาเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เรื่อง Biology of Transcendence ของ โจเซฟ ชิลตัน เพียซ คุณลุงโจเซฟเขียนหนังสือหลายเล่ม และแกมีความประทับใจเรื่องราวของหัวใจค่อนข้างมากทีเดียว ดูจากการพาดพิง ค้นคว้า และเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ มากมาย ต่างกรรม ต่างวาระ กับคุณสมบัติของหัวใจ ร่างกายมนุษย์เป็นแหล่งผลิตพลังงาน หลายรูปแบบ หนึ่งในพลังงานที่มนุษย์ผลิตออกมาคือ Electromagnetic Field (EMF) ที่สามารถตรวจ detect ได้จากเครื่องมือ และ wave ที่ EMF emit ออกมาจากร่างกายนี้ สานทอเป็นสนามพลังรอบตัวทุกๆปัจเจกบุคคล ระยะห่างที่ EMF ทำงานจะประมาณ 3-5 ฟุต

EMF นี้จะเกิดปฏิสัมพันธ์กันได้ระหว่างปัจเจก หรือที่ถูกต้องคือ เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ว่านี้อยู่ตลอดเวลา มีการทดลองพบว่า ถ้าเราเอามือไปสัมผัสคนอีกคนหนึ่ง จะเกิด resonance และการปรับจูนคลื่น EMF ที่ออกจากหัวใจของคนจับ เข้ากับคลื่นสมองของคนถูกจับเกิดขึ้น

บางทีปรากฏการณ์ที่ว่านี้ คือ การเชื่อมใจกับสมองการรับรู้ การคิด การรู้สึก หรือไม่?

เราทราบมานานแล้วว่า การสัมผัส ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มากมาย พีโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ พูดถึงพยาธิสภาพที่คนถูก isolated จากการสัมผัสจับต้องผู้คน จนกลายเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง เหมือนสัตว์ป่า การสัมผัสเกือบจะเหมือนจุดเชื่อมโยงร่างกายทางชีวภาพ กายภาพ เข้ากับ humanity หรือความเป็นมนุษย์นั้นเลยทีเดียว

จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ ที่โต๊ะสนทนาในวงกาแฟ คนที่รายล้อมอยู่ ก็อยู่ในรัศมี EMF ที่หัวใจของแต่ละคนกำลังส่งสัญญานสื่อสาร และในสภาวะอันผ่อนคลายนี้เอง การเปิดใจเกิดขึ้นได้อย่างนุ่มนวล

เป็นไปได้หรือไม่ที่บางครั้ง การที่พยาบาลบางคน หมอบางคน ไปยืนข้างเตียงคนไข้ เพียงแค่นั้นคนไข้ก็รู้สึกถูกเยียวยา ถูกรักษาแล้ว ก็เพราะ EMF แห่งความปราถนาดี แห่งความเมตตา กรุณา อยากให้คนไข้หาย ได้ไปสัมผัส ไปปรับสภาวะการรับรู้ การรู้สึก ของสมองของคนไข้

หรือแม้กระทั้งอธิบายว่าทำไม เวลาหมอจิตตก พยาบาลสภาวะจิตไม่นิ่ง เราดูเหมือนจะลดประสิทธิภาพในการดูแลคนไข้ลง ก็เพราะสมองของคนไข้รับรู้พลังงานตกต่ำของหัวใจของเรานั้นเอง?

กลไกในการทำงานของ World Cafe คงจะเป็นเรื่องราวน่าสนใจที่คงจะมีคนทำงานวิจัยต่อไป แต่ ณ ขณะนี้ พวกเราผู้เสพความรู้ เราจะนำไปใช้อย่างไร เราจะนำเอาการพูดคุยสนทนา ไปปรับเปลี่ยนสังคมของเราไปในทิศทางไหนได้หรือไม่ เรามีความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ขนาดไหน มีอะไรไหม ที่เราคิดว่าเราเริ่มปรับเปลี่ยนแล้วอาจจะมีส่วนทำให้ "อนาคตที่กำลังผุดกำเนิด" เป็นไปในทิศทางที่เราคิดว่าสมควรจะเป็น