สภากาแฟ สภาวะผู้นำ สัมฤทธิผล
ในที่สุดวันที่เราจะทำ World Cafe ก็มาถึงจนได้ หลังจากการเตรียมการ 3 เดือน และการเตรียมตัว 40 กว่าปี (คือตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้)
วรวุฒิบอกว่า "พี่ๆ Juanita (คนคิด World Cafe) เธอบอกว่า host ต้องไปต้อนรับแขกที่หน้าห้องโน่นแน่ะ"
ผมมองหน้าวรวุฒิอยู่อึดใจ (เพราะเราอำกันบ่อย) ว่าข้อมูลนี้มีค่าควรพิจารณาหรือไม่ ในที่สุดก็สรุปว่า เอาล่ะวะ no harm, no gain ก็เลยเดินไปเตร็ดเตร่ที่หน้าห้อง ก็เห็นคนที่เดินผ่านไป ผ่านมา มักจะหยุดที่หน้าบอร์ด หยุดไม่พอ ยังก้มลงไปใกล้ๆ อ่านอีกด้วย "อ๊ะ... ไม่เบา คนเขียนนี่ เขียนได้น่าสนใจทีเดียว" พอคนจางลง เราก็เลยเฉียดไปอ่านบ้าง ก็ถึงบางอ้อ เพราะใน session 13.00 น. เขียนไว้ว่า "umanized health care จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ" นั่นคือ ตัว H ของ Humanized health care มันหลุดหายไปไหนก็ไม่รู้ มิน่าเล่าคนคงจะงงๆ คิดว่า พรพ. มีศัพท์ใหม่อีกแล้ว Umanized Health Care อืม......
ใน Session แรก คือ "ศิลป กับการเยียวยา" เป็นหัวข้อที่นัยว่า "คุณขอมา" ตอนที่ พรพ. หยั่งเสียงทาง internet และมีคนลงทะเบียนล่วงหน้ามามากพอสมควร และเป็นหัวข้อที่กระบวนกรทั้งคน no idea at all ว่าเขามีการทำอะไร ที่ไหน แค่ไหนบ้าง
แต่อย่างที่เราเตรียมตัว No Fear, No Fear, No Fear ท่องเอาไว้ๆ
มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินมาเมียงๆ มุงที่โต๊ะลงทะเบียน ผมก็เลยเป็น host ที่ดี กล่าวเชื้อเชิญ "เชิญเลยครับ มาพูดคุย สนทนากัน แลกเปลี่ยนกันครับ ห้องนี้" น้องเขาก็ยิ้มอายๆ บอกว่า "ศิลปบำบัดคืออะไร ผมไม่มีประสบการณ์จะแลกเปลี่ยนเลยครับ"
"ไม่เป็นไรครับ ประสบการณ์อะไรที่เกียวกับความงาม ศิลป และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการเยียวยา การหายของคนไข้ ก็เพียงพอที่จะเข้าร่วมแล้วครับ"
ในที่สุดหนุ่มน้อยก็หลวมตัวเซ็นชื่อ เดินตาม staff พรพ. (ห้องนี้ มี pretty ประจำห้องซะด้วยนา) นำไปที่โต๊ะกาแฟภายในห้อง เสร็จแล้วก็ล็อกประตู (ฮ่ะ ฮ่ะ ไม่มีใครออกไปได้แล้ว)
เนื่องจาก World Cafe เป็นกระบวนการที่ลื่นไหล เราไม่สามารถจะ late ได้มากนัก เพราะมันจะกระทบกิจกรรมทั้งหมด เราก็เลยเริ่มค่อนข้างจะตรงเวลาทีเดียว
"สวัสดีครับ กัลยาณมิตร ทุกท่าน" ผมทักทาย ต้อนรับ participants ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 6 โต๊ะ หรือ 26 คน สำหรับ session แรกนี้
"ยินดีต้อนรับสู่กิจกรรม World Cafe ผมขออนุญาตพูดสั้นๆเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะได้ทำ และกติกาง่ายๆสองสามข้อดังต่อไปนี้
ข้อแรก เรามี assumption ว่า ความรู้ในตัวตนของเราทุกคนนี้เอง ที่เป็นความรู้จากประสบการณ์ตรง จากความคิดเห็น ความรู้สึก เป็นสิ่งที่มีค่าควรแก่การนำมาแลกเปลี่ยน
ข้อสอง การสนทนาแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุด คือ การสนทนาที่ผ่อนคลาย ปราศจากความกลัว ปราศจาก formality กฏ ระเบียบยืดยาด ที่ทำให้การแสดงออกไม่ลื่นไหล ดังนั้นผมอยากจะขอให้ทุกๆท่าน ปลดยศ ปลดตำแหน่ง ถอดวุฒิ สลาย ผศ. รศ. หรือ ศ. ออกไปไว้ที่หน้าประตูห้อง ผมขอการันตีว่าทุกท่านจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างคืนหลังจากกิจกรรมเสร็จสิ้น ในห้องนี้ ทุกๆคนมีศักดิื์ศรี และความสำคัญ เท่าเทียมกันหมด
ข้อสาม ขอให้ทุกคน "ตั้งใจฟัง" ตรงนี้สำคัญมาก ขอย้ำ
ตั้งใจฟัง ประดุจดั่งว่า สิ่งที่พวกเรากำลังจะได้ยินในวันนี้ ผู้พูด ไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน และจะไม่มีทางพูดซ้ำได้แบบที่พูดในวันนี้ ดังนั้นในบรรดาคน 6,000 ล้านคนบนโลกนี้ จะมีเราสามสี่คนนี้เท่านั้น ที่จะได้มีโอกาสรับฟังเรื่องที่เรากำลังจะได้ยินต่อไปนี้ เรานี้ช่างมี privilege สุดประมาณที่จะได้ยิน ได้ฟัง highlight stories จากกัลยาณมิตร ที่ชะตาได้ดลบันดาลมาให้เราได้รับทราบเรื่องราวในวันนี้
ตั้งใจพูด ประดุจดั่งว่า สิ่งที่เรากำลังจะพูดในวันนี้ เป็นอะไรที่เราเกิดมา และใช้เวลามาทั้งหมด ก่อนหน้าวันนี้ เพ่ื่อเตรียมตัวจะพูดในสิ่งที่เรากำลังจะพูดต่อไปนี้ เราไม่เคยพูดอย่างนี้มาก่อน และโอกาสที่จะพูดซ้ำแบบนี้ก็จะไม่มีอีก เป็น single-ever-version ของเรื่องราว และกัลยาณมิตรของเรา กำลังตั้งใจฟังเป็นอย่างดี
ข้อที่สี่ ขอให้ทุกคน "ห้อยแขวน" อย่าด่วนตัดสินเรื่องราว ไม่เร่งในการเห็นด้วย ไม่รีบไม่เห็นด้วย ขอให้ฟังเพื่อ "เข้าใจ และมองเห็น" แหล่งที่มาของสิ่งที่เพื่อนเรากำลังพูด
บนโต๊ะจะปูไว้ด้วยกระดาษเปล่าแผ่นใหญ่ และสี oil pastel หนึ่งกล่อง กรุณาเขียนอะไรลงไปบนกระดาษก็ได้ ถ้าเกิดมีอะไรที่คิดว่าน่าสนใจ น่าจะบันทึก จะเป็นรูปภาพ เป็นวลี ประโยค เป็น diagram ได้ทั้งนั้น
เราจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อรอบ ให้ทุกคนช่วยกันบริหารเวลากันเอง อย่าให้มีใครกินพื้นที่มากเกินไป เสร็จแล้วจะมีเสียงระฆ้งดังขึ้น เป็นสัญญานว่าเปลี่ยนกลุ่ม ขอให้ทุกกลุ่มมีตัวแทน fix อยู่ที่โต๊ะเดิมหนึ่งคน ทำหน้าที่เป็น host ของโต๊ะนั้น พอกัลยาณมิตรชุดใหม่เข้ามา แนะนำตัวกัน ขอให้ host ทำหน้าที่อธิบายว่าเมื่อสักครู่ โต๊ะนี้คุยกันได้ความว่าอย่างไร และรูปหรืออะไรที่เขียนบนกระดาษนั้นหมายความว่าอย่างไร เสร็จแล้วก็รอฟังโจทย์ต่อเนื่องใหม่จากกระบวนกร"

หมอวรวุฒิ ผู้ช่วยกระบวนกร
น่าทึ่งมากที่ผู้เข้าร่วมรับฟังอย่างน่ิงสงบ อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศแห่งความใกล้ชิด หรือการที่มีคนไม่มากนักอยู่ในห้องนั้น ทำให้เราอยู่ "ใกล้" กันมาก ผมแนะนำตัวผู้ช่วยกระบวนกร คือคุณหมอวรวุฒิ ผู้อำนวยการ รพ.สันทราย เราเคยร่วมเรียนรู้ ร่วมทำ workshop Dialogue มามากมายหลายครั้ง ครั้งนี้ผมชวนมาร่วมเพราะคิดว่า เราสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว และถ้ามีคนถาม good questions ให้แก่ participants จนเกิดแรงบันดาลใจล่ะก็ หมอวรวุฒิน่าจะ qualified ทีเดียว
สำหรับสามคำถามของสามรอบแรกนี้คือ
-
- Art therapy หรือ ศิลปะบำบัด ในความคิด ประสบการณ์ ของแต่ละคน คิดว่าคืออะไร
- จากที่เคยได้ทำ และได้เห็นมา ให้เล่าเรื่องราวที่เกียวกับศิลปะกับการเยียวยาให้เพื่อนฟัง
- จากสิ่งที่เราได้ยินมาทั้งหมด ให้คิดว่า เมื่อกลับไปที่ รพ. เรา เราจะนำเอาความรู้ที่เราได้รับฟังในวันนี้ ไปทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง
การสนทนาแต่ละรอบ ปรากฏว่าตอนเริ่มต้น จะมีเสียงเซ็งแซ่เล็กน้อย ตามความคุ้นชิน เสียงแนะนำตัว เสียงพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะ แต่ภายในไม่ถึง 1 นาที เสียงก็เริ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เสียงเงียบ แต่เป็นความสงบ ที่เกิดการที่แต่ละโต๊ะ มีคนพูดเพียง 1 คน ที่เหลือ นั่งฟังอย่างตั้งใจ เราเริ่มเห็นมีคนคว้าดินสอ oil pastel และกางกระดาษบนโต๊ะ เขียนอะไรขยุกขยิกลงไป
ผมแอบมองหนุ่มน้อยที่ตอนแรกบอกว่าไม่มีประสบการณ์อะไรกับ art therapy เลย ก็พบว่าเธอกำลัง enjoy การสนทนาอย่างมีสีสัน พูดคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่เห็นจะมีอะไรติดขัดจาก "การไม่มีประสบการณ์" อะไร คนเรามักจะคิดไม่ถึงว่า ตลอดเวลาที่เรามีชีวิตผ่านมานี้ ความสวยงามได้ผ่านเข้ามาในประสบการณ์มากเพียงไร ขอเพียงเราต้องการจะนึกถึง สุนทรีย์ต่างๆในชีวิตจะกลับเข้ามาใน vision ในมโนสำนึกของเราได้อย่างรวดเร็ว

บรรยากาศสภากาแฟ HA Forum
เมื่อจบ 3 sessions การหมุนเวียนเปลี่ยนกลุ่ม เราก็เข้าสู่ phase สำคัญอีก phase หนึ่งของ World Cafe ก็คือ Harvesting Phase หรือ "ช่วงเก็บเกี่ยว" ผมก็เชิญตัวแทนของแต่ละโต๊ะ มาทำหน้าที่เป็นวิทยากร บอกเล่าสั้นๆให้เพื่อนกลุ่มใหญ่ในห้องฟังว่า เขา/เธอ คิดว่าได้อะไรบ้าง
ปรากฏว่า สิ่งที่แต่ละโต๊ะสะท้อนออกมานั้น เหมือนกับเกิด conferences ย่อยๆมาหลายวัน เต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากทุกสารทิศ ไปๆมาๆ กิจกรรมที่แต่ละคน เคยเห็น เคยทำ และคิดอยากจะทำนั้น ได้มารวบรวมอยู่ในการสนทนาแค่ 1 ชั่วโมงในปริมาณมากมายอย่างน่ามหัศจรรย์ หลายๆคนมีประสบการณ์ในระดับเป็นวิทยากรได้สบายๆ แต่ก็เกิดการแลกเปลี่ยนกับคนที่เคยทำบ้างเล็กๆน้อยๆ ด้วยใจ อย่างแท้จริงหลายระดับ เกิดเป็นสีสันอันงดงามมากมาย
เรากระบวนกรสองคน และพี่วราวุธ ตัวแทน พรพ. ที่นั่งเป็นพยานอยู่ตรงนั้น (เพราะนั่งจริงๆ ไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่คุยกันกระซิบกระซาบ กับเดินไปหยิบขนม กาแฟ เป็นระยะๆ แค่นั้น) ยิ้มรับการ feedback อย่างเดียว
กระบวนกรนั่ง "ปฏิบัติหน้าที่อย่างขะมักเขม้น" คือ "สังเกต"
ปรากฏว่าใน session แรกนี้ ผมทำผิดพลาดไปหนึ่งอย่าง คือ ที่จริงพอในรอบต่อๆไป จะมีการเปลี่ยน host ขึ้น เนื่องจากผมลืมบอก ปรากฏว่าใน session แรกนี้ คนที่เป็น host คนแรก ก็นั่งเป็น host ต่อไปด้วย ก็ต้องขออภัยซ้ำมา ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง (แต่ข่าวดีสำหรับ host ก็คือ host มักจะเป็นคนที่ฟังอยางลึกซึ้ง และจได้เรื่องราวต่างๆครบครัน และมากที่สุด เพราะการเตรียมตัวจะไปบอกเล่าต่อไปนั้นเอง ที่ทำให้คุณภาพการฟังเปลียนไป)
สำหรับใน session ที่สอง หัวข้อคือ "สุนทรียสนทนา แก้ปัญหาได้จริงหรือ" เราก็มีการ introduction ในลักษณะเดียวกัน
ชุดคำถามคือ
- สุนทรียสนทนา ตามความคิดของผู้เข้าร่วม เป็นอย่างไร หรือ คืออะไร?
- วรวุฒิได้เล่าเรื่องระดับของการฟัง 4 ระดับ แล้วถามว่า "จากประสบการณ์ของแต่ละคน คิดว่า การสนทนาที่ผ่านมา อยู่ในระดับไหนเป็นส่วนใหญ่ และก่อให้เกิดอะไรตามมา?"
- ถึงตอนนี้ ผู้เข้าร่วมคิดว่า การนำเอาสุนทรียสนทนา หรือ ระดับของการฟังต่างๆ ไปใช้แก้ปัญหาอย่างไร?
การสนทนาก่อให้เกิดอารมณ์ร่วม เป็น collective emotional engagement และเป็น collective intelligence
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การสรุปของกลุ่มนี้ (กลุ่มนี้เต็มห้องเลย ประมาณ 40 คน 10 โต๊ะเต็ม) จากการที่ใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงของการสนทนา จากคนที่มีประสบการณ์เรียกว่าอาจจะเพิ่งเคยได้ยินคำ "สุนทรียสนทนา" เป็นครั้งแรก จนถึงบางคนที่เคยศึกษา และมีประสบการณ์มาบ้าง แต่จากสิ่งที่นำมาเล่าตอน harvesting นั้น เรียกว่าครอบคลุม 3 บทแรกของหนังสือ On Dialogue ของเดวิด โบห์ม ที่เป็นคัมภีร์ original ของสุนทรียสนทนามาแต่แรกเริ่มทีเดียว


พี่ต้อยก็ร่วมวงด้วย

หนุ่มน้อยใส่แว่นนั่นคือ คนที่บอก "ผมไม่มีประสบการณ์" แต่อยู่ต่อ 2 sessions ซ้อน!!

นั่งพูดไม่มันค่ะ ต้องยืนพูด.... เอ้่่า! ยืนก็ยืนกันสิ ไม่ยั่นอยู่แล้ว

Harvesting โดย participant ที่กลายเป็นวิทยากร

มีแบบประกอบ diagram ที่พึ่งเขียนกันสดๆเดี๋ยวนั้นก็มีครับ มาพูดสดอย่างภาคภูมิใจ

หรือแบบพูดเดี่ยวๆ ขอไมตัวเดียว ที่ข้างโต๊ะ โดยมีสมาชิกกัลยาณมิตรใหม่ให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

สนุกสนาน ผ่อนคลาย ไม่เครียด จะหาได้ในห้องไหนอีกในงานประชุม ต้องที่ห้องนี้ World Cafe

พี่หมอรวิวรรณ จากเชียงราย ผู้มอบ motto อันทรงพลังให้ทีมผู้เข้าร่วม อะไรที่เราจะ "ททท ทำทันที..." สุดยอดครับผม
ตอนบ่ายโมง วรวุฒิออกไปเป็น moderator ให้อีกห้องหนึ่ง ผมเลยต้องว่าเดี่ยว แต่หัวข้อบ่ายนี้สบายมาก เพราะมี
- Humanized Hospital (ที่เขียนไว้หน้าห้องว่า Umanized Hospital นั้นแหละครับ)
- Living Organization หรือองค์กรที่มีชีวิต
เรียกว่าหวังผลจากผู้เข้าร่วมได้เต็มที่เลย อันนี้้ต้องขอบคุณทาง พรพ. ที่ตั้ง Theme ไว้เรียกว่าแต่ละคนที่มาร่วมนั้น อยู่ใน stage "ไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่ได้แล้ว" เพราะทุกคนก็เป็นมนุษย์ ทุกๆคนก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การ share ประสบการณ์ในตอนบ่ายนี เป็นไปอย่างราบรื่นและข้อสำคัญคือ "ทรงพลัง" อย่างยิ่ง เรียกว่าตอนผมตีระฆังแต่ละครั้ง แทบจะถูกมองด้วยสายตาฆาตกรรมส่งมาจากทุกๆกลุ่มเลยทีเดียว กลายเป็นเสียงแห่งการขัดจังหวะการสนทนาที่อยู่ในอรรถรสขั้นสูงไปอย่างมาก
Leadership from the Blank Canvas
ในหนังสือ Theory U ของ Otto Scharmer จะมีหัวข้อหนึ่งคือ Leadership from the blank canvas โดยออตโตเปรียบเทียบว่า บางทีคนเป็นผู้นำ หน้าที่อาจจะไม่ได้อยู่ที่ลงไปทำอะไรที่ perfect สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าเราเริ่มต้นจาก perfection แล้ว ลูกน้องจะทำอะไรต่อไป? นอกเหนือจากการ copy ลอกเลียนแบบ
การที่ทำให้คนเติบโต เป็นหน้าที่ที่สำคัญของ leadership
ผมไปฟังการบรรยายของออตโต ชามเมอร์ครั้งหนึ่ง พูดถึงเรื่องการเป็น leadership ที่ "รู้จักหยุดนำ" มีครั้งหนึ่งในงานคอนเสิร์ต orchestra ที่ไวทยากรเป็นมือระดับโลก และเชื้อเชิญนักร้องเทเนอร์มาร้องโชว์เดี๋ยว ในตอนแรกที่ไวทยากรนำ ก็ยืนอยู่หน้าสุด กลางวง โบกบาตอง ไม้ประจำตัวของไวทยากรเป็นจักรผัน นักร้องก็ร้องไปๆเรื่อยๆ พลังอันอบอวลของอารมณ์ที่ถูกสอดใส่ของนักร้อง เริ่มจับตัวจนแทบจะสัมผัสได้ ทันใดนั้นเอง โดยไม่มีใครทราบว่าอะไรเกิดขึ้น ไวทยากรที่เดิมยืนหันหลัง หรือหันข้างให้กับนักร้อง เกิด "สัมผัสสิ่งที่กำลังปรากฏ" ขึ้นมาได้
เหมือนการสนทนา ที่ลุเลยระดับสาม เข้าไประดับสี่ ไวทยากรได้เดินออกมาจากกรอบมุมมองของตัวเอง จากเดิมที่ยืนโบกบาตองอย่าง professional ออกมา และสังเกตเห็นตัวเองกำลังยืนโบกไม้ และนักร้องกำลังยืนร้อง คนดูกำลังฟังอย่างลงลึก
ณ ห้วงเวลานั้น ไวทยากร hold tension รอสิ่งที่กำลังผุดบังเกิด
ไวทยากร วางไม้ลง ณเวลานั้น ไม่ใช่เวลาของไวทยากรอีกต่อไป เป็นเวลาของนักร้องที่กำลังถึงจุดสุดยอดงในการนำพาอารมณ์่ร่วมของโถงแห่งนั้น
วินาทีต่อมา นักร้องระเบิดเสียงออกมาจากหัวใจ ไม้บาตองของไวทยากรกระตุกขึ้น บินโบกไสว "บินตามเสียงร้อง" ฉุดพาวง orchestra ทั้งหมดติดตามพลังที่ผู้นำกลายเป็นนักร้องคนนั้น ไม่ใช่ไวทยากรบรรลือโลกคนนี้อีกต่อไป
จนจบ
ด้วยเสียงปรบมือถล่มทลายจาก hall ไวทยากรตัวสั่น โค้งคารวะนักร้อง จับมือเขย่า
ออตโต ชาร์มเมอร์อธิบายว่า ถ้าไวทยากร ที่เป็น leader ของ orchestra ยังนำต่อไป ก็คงจะได้ แต่นั้นเป็นการทำที่ไม่ได้เกิดการรับรู้ถึง "อนาคตอีกแบบที่ถึงจุดจะผุดกำเนิด" ต่อเมื่อไวทยากรได้ "ฟัง และสังเกต จากจุดยืนภายนอก" ได้รับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหัวใจของคนฟังทั้งหมด สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหัวใจของนักร้อง และ ณ เวลานั้นเอง ที่ไวทยากรทราบว่า เขาหมดหน้าที่เป็นผู้นำ และในหน้าทีแห่งผู้นำ เขาควรจะ "ถอยออกมา" ปล่อยให้อนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่า ได้ปรากฏออกมา นั้นคือหน้าที่ที่แท้จริงของผู้นำ ผู้นำไม่ต้องนำตลอด ไม่ต้องนำตะพึดตะพือ แต่ผู้นำต้องมองเห็นอนาคตรูปแบบต่างๆ ที่กำลังโผล่ปรากฏ ถ้าเขาทำ หรือไม่ทำ หรือปล่อยให้ใครทำอะไรต่อไป
ชอบค่ะ
ชอบมากๆ
กำลังเชียร์คุณ พบ ผู้จัดการศูนย์ คุณ ภาพที่เชียงราย ให้จัด สภากาแฟ แบบนี้ที่เชียงราย ในอาทิตย์ หน้า
ได้ผลอย่างไร จะเรียนให้ อาจารย์ ทราบ
คุณหมอ ติ่ง ดลฤดี หมอฟันที่เชียงราย ก็ จะมาช่วยจัดด้วย
เธอบอกว่าดีใจ๊ ดีใจ ที่ ได้ตามพี่หน่อย ไป World Cafe ของ อ สกล ด้วย ทั้งที่ตอนแรก ไม่ทราบว่า มันเป็น อะไร ! ฮา
ก่อนเข้าไป ก่อนจัดงานมีแต่คนเป็นห่วง ว่า จะไม่มีใครเข้า
คนเข้าไปเมียงมอง ห้องนี้เรื่อยๆ
วิเคราะห์ กันกับคุณหมอติ่งว่า สงสัยว่าสิ่งดึงดูด นอกจากบอร์ด ที่เขียนลวดลาย กระจายล้นบอร์ด หน้าห้อง คงเป็นชุด ออกแขก เรียก คน ของอาจารย์ ด้วย (ฮา)
พอเข้าไป แต่ละคน ชอบใจค่ะ
แปลกใหม่ รู้จัก คนแปลกหน้า ร่วมอุดมการณ์ ลึกขึ้น ในเวลาอันสั้น และดึงเอา ความสามารถในตัวคน ออกมาโชว์ อย่างน่าทึ่ง
นับถือท่านนกไฟ ค่ะ นับถือ
อา....
ลืมเอารูปคนที่นำเอา motto ททท (ทำทำที) มาเผยแพร่ได้อย่างไร เดี๋ยวต้องแก้ไข
ตอนคนไม่ค่อยมี กำลังนึกอยู่เหมือนกันครับ เราจะออกแขกจริงๆดีรึเปล่า กลอง ฉิ่ง อะไรก็ไม่ได้เอามา แต่งานนี้เน้นคุณภาพ (คนน้อยทีไรก็พูดยังงี้ทุกที) ก็ไม่เป็นไร และเราก็ได้คนคุณภาพมาพอดิบพอดีห้องทั้งสี่ sessions
อยากทราบผลที่พี่นำไปใช้ที่เชียงรายด้วยครับ (ตื่นเต้นๆ)