บันทึกเรื่องเล่าโดย ทีมงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลละงู
งานกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลละงู เริ่มเปิดให้บริการในปี 2548 เป็นต้นมา ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่โรงพยาบาลละงูมีนโยบายมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเชิงรุก ในชุมชนมากขึ้นเพื่อค้นหาผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาสในชุมชนให้มีโอกาสเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น งานกายภาพบำบัดมีบทบาทหน้าที่สำคัญในงานเชิงรุก คือ การค้นหา ช่วยเหลือ และ บำบัดผู้พิการในชุมชน บทบาทหน้าที่ดังกล่าวทำให้มีโอกาสได้รู้จัก “เด่น”
เป็นอะไรที่พวกเราทีมออกเยี่ยมผู้พิการในชุมชนจำได้ดี วันนั้นประมาณบ่ายแก่ๆ อากาศร้อนมาก แดดแรง ขณะพวกเราออกเยี่ยมผู้พิการชุมชนตามแผนที่กำหนด บริเวณข้างทาง หนุ่มไทยคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นนั่งคนพิการ กำลังใช้เท้าที่เปลือยเปล่าของเขาพยายามดันพื้นเพื่อดันรถเข็นนั่งที่สภาพเก่าแก่ทรุดโทรม ยางล้อรถเสื่อมแบนติดดิน ให้เคลื่อนไปข้างหน้า ในมือของเขาหิ้วถุงใส่ปลา สภาพของเขาขณะนั้นทำให้พวกเราต้องรีบจอดรถช่วยเหลือ หลังจากพูดคุยซักถาม ทราบว่า “เด่น” กลับจากไปหาซื้อปลาเพื่อนำไปให้โต๊ะ (ภาษามาลายู แปลว่า ยาย) ปรุงอาหารกลางวัน พวกเราช่วยนำส่งเด่นกลับบ้านสภาพบ้านที่เห็นยิ่งทำให้พวกเราสะท้อนใจมากขึ้น เพราะเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ คับแคบ ทรุดโทรม จะพังมิพังแหล่ หลังคามุงจากมีรอยรั่ว มุมหนึ่งเป็นสำหรับที่นอน ถัด ไปอีกมุมหนึ่งเป็นที่ปรุงอาหาร ไม่มีห้องน้ำสุขาใช้ “เด่น” อาศัยอยู่กับโต๊ะและลูกสาวโต๊ะ เมื่อได้พูดคุยกับโต๊ะทำให้มีโอกาสได้ทำความรู้กับตัวตนของ “เด่น” มากขึ้น
“เด่น” เป็นลูกคนที่สองของครอบครัว หลังจากคลอด “เด่น” ได้ไม่นาน พ่อกับแม่ก็แยกทางกัน “เด่น” อยู่ในความเลี้ยงดูของแม่ และเนื่องจากแม่ต้องทำงานจึงได้พา “เด่น” ไปฝากเลี้ยงดูที่ศูนย์เด็กเล็กในหมู่บ้าน ซึ่งลูกสาวโต๊ะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ เมื่อ “เด่น” อายุได้ประมาณ 3 ขวบ แม่เด่นไปมีครอบครัวใหม่ ครอบครัวใหม่ของแม่ยอมรับ “เด่น” ไม่ได้ ทำให้แม่ต้องต้องทิ้ง “เด่น”ให้นอนค้างที่ศูนย์เด็กเล็กบ่อยครั้ง
นานเข้าแม่ลืมที่จะมารับ “เด่น” กลับบ้านทิ้งให้อยู่กับพี่เลี้ยงที่ศูนย์เด็กเล็กโดยไม่กลับมาเยี่ยมอีกเลย ลูกสาวโต๊ะนำปัญหาไปเล่าให้โต๊ะฟัง โต๊ะแม้นจะยากจนและไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางสายเลือดใดกับ “เด่น” แต่มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมขอรับ “เด่น” มาเลี้ยงที่บ้าน ด้วยเหตุผลที่โต๊ะบอกกับพวกเราว่า “มันเป็นคน ไม่ใช่สัตว์ มีชีวิตจิตใจ จะทิ้งขว้างมันไปได้อย่างไร เลี้ยงมันไว้เอาบุญ” “เด่น” ได้รับการเลี้ยงดูจากโต๊ะและลูกสาวตามศักยภาพที่สามารถดูแลได้ ภายหลังลูกสาวโต๊ะลาออกจากศูนย์เด็กเล็กเพื่อมาช่วยโต๊ะดูแล “เด่น” เป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขายข้าวเหนียว ไก่ทอด
“เด่น” ได้รับความรัก ความอบอุ่นและ ส่งเสียให้เล่าเรียนเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ แต่ความอาภัพของ “เด่น” อาจจะมีมากกว่าคนอื่น ในปี พ.ศ. 2540 ขณะที่เด่นเรียนอยู่ชั้น ม .5 เพื่อนมาชวนให้ออกไปซ่อมรถจักรยานยนต์ด้วยกันในช่วงเวลาพลบค่ำขณะจูงรถจักรยานยนต์อยู่ข้างถนน “เด่น” ถูกรถจักรยานยนต์คันหนึ่งพุ่งชนล้มลงหมดสติได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ ถูกนำส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลหาดใหญ่เนื่องจากเกินศักยภาพที่โรงพยาบาลละงูและ โรงพยาบาลสตูลสามารถดูแลได้ “เด่น” ได้รับการผ่าตัดสมอง ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลหาดใหญ่นานนับเดือน ค่าใช้จ่ายและภาระหนักเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้โต๊ะและลูกสาวคิดที่จะทิ้งขว้างหรือหมดความเมตตาเด็กกำพร้าเช่น “เด่น”
อุบัติเหตุได้รับทำให้ร่างกายซีกซ้ายของ “เด่น” อ่อนแรง ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย แพทย์ส่งต่อให้ไปกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลสตูล แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง และค่าใช้จ่าย ทำให้โต๊ะและลูกสาวไม่สามารถทำตามแผนการรักษาของแพทย์ได้ “เด่น” ต้องนอนอยู่กับที่ โต๊ะคอยดูแล อาบน้ำ เช็ดอุจจาระ และปัสสาวะให้ ลูกสาวไปขอบริจาครถเข็นนั่งคันเก่าๆ จากคนในหมู่บ้านได้มาคันหนึ่งเพื่อให้ “เด่น” ไม่ต้องนอนอยู่กับที่เพียงอย่างเดียว ได้ออกไปดูสังคมภายนอกดังเช่นคนอื่นๆ โต๊ะแม้จะเรี่ยวแรงน้อย แต่เพราะ “มันเป็นคน จะให้มันอยู่แต่ในบ้านอย่างเดียวได้ยังไง ถึงจะไม่รอด โต๊ะ ก็จะรุนมันไปเที่ยวข้างนอกบ้าน ให้มันได้พบกับคนอื่นบ้าง” ความรัก ความเมตตา และความเหน็ดเหนื่อยของโต๊ะและลูกสาว ทำให้ “เด่น” พยายามที่จะช่วยเหลือตนเอง และแบ่งเบาภาระโต๊ะในส่วนที่ทำได้ ดังภาพวันแรกที่เราได้พบ“เด่น”
ความทุกข์ยากที่ได้เห็น และแบบอย่างของการที่ไม่มองข้ามคุณค่าใน “ความเป็นคน” ของโต๊ะผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งของสังคม ที่ทำให้มนุษย์ด้วยกัน โดยไม่มีบทบาทหน้าที่ทางสังคมหรือมาตรฐานวิชาชีพบีบบังคับ ทำให้เราสำนึกว่า “ในฐานะของมนุษย์ คนหนึ่งการทำเพียงบทบาทหน้าที่ ที่มาตรฐานวิชาชีพหรือระบบงานที่โรงพยาบาลกำหนดคงไม่เพียงพอ แต่ถ้าเราใส่หัวใจ ใส่ความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ลงไปในงาน จึงจะทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีพลังที่จะอยู่ในสังคมได้ด้วยตัวของเขาเอง”
เราเข้าไปทำกายภาพบำบัดให้กับ “เด่น” ที่บ้านสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจากเด่นไม่สะดวกที่จะมาหาเรา เรานำเรื่องราวของ “เด่น” ไปบอกเล่าในที่ประชุม และเวทีเสวนาของโรงพยาบาล ทำให้ได้รับการช่วยเหลือจากทีมบริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในเรื่อง เงินทอง เสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้ง รถเข็นคันใหม่ และทีมผู้บริหารโรงพยาบาลติดต่อเครือข่ายเพื่อให้การช่วยเหลือจากแหล่งช่วยเหลือในพื้นที่ ได้แก่ อบต., และนอกพื้นที่ ได้แก่ กาชาดจังหวัดสตูล ในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว “เด่น”
และจากการที่ได้นำเสนอผลในที่ประชุมการติดตามงาน Humanized Health Care ของ พรพ. ทำให้ “เด่น” ได้รับการส่งต่อและการช่วยเหลือของสังคมมากขึ้น
หลังจากนั้น 6 สัปดาห์ จากที่เราเป็นฝ่ายไปดูแล “เด่น” ที่บ้าน วันนี้เราไม่ได้ไปอีกเลย “เด่น” สามารถมาหาเราเองที่โรงพยาบาล มาตามลำพังคนเดียวโดยไม่ต้องมีโต๊ะดูแล ด้วย walker ที่เราจัดให้ และกำลังจะไปฝึกงานอาชีพที่ศูนย์ฝึกอาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอาสาสมัครจิตอาสาโรงพยาบาล คุณฮิจยาเราะ บากา เป็นผู้ติดต่อให้ และได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับมัธยมปลาย ที่กศน. และจัดการสร้างห้องน้ำ ห้องส้วมให้ หลังจากที่บ้านหลังใหม่เสร็จโดยโรงพยาบาลละงูเป็นผู้ดำเนินการ
และคณะกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาลช่วยดำเนินการในการจัดหาทุนเลี้ยงชีพสำหรับผู้พิการให้กับครอบครัวของ “เด่น” ขณะที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ
ณ วันนี้ “เด่น” จากผู้พิการคนหนึ่งที่ไม่รอเพียงการหยิบยื่นจากผู้คนในสังคม แต่ “เด่น” วันนี้ มีแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข มีความหวัง มีพลังไม่ยอมแพ้ในโชคชะตา พร้อมจะที่ก้าวเดินอย่างเข้มแข็ง มั่นคง ยืนหยัด และต่อสู้ในสังคมอีกครั้ง ......
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า โดยเนื้อแท้ของมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีเมล็ดพันธ์แห่งความดีสะสมอยู่ และพร้อมที่จะช่วยเหลือคนในสังคม ถึงแม้จะไร้ทรัพย์สินเงินทอง แต่หากมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ก็สามารถเยียวยาคนทุกข์ยากในสังคมได้เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า
“ความรักสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้”
หมายเหตุ
โรงพยาบาลละงูเป็น 1 ใน 6 โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการนำร่องในการนำแนวคิด Humanized Healthcare ไปสู่การปฏิบัติ และได้รับ Humanized Healtcare Award ในการประชุม 9th HA National Forum เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 ณ ศูนย์การประชุม IMPACT เมืองทองธานี
รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง ครับ กำลังใจ นำโดย พรพ ครับ
ขอบคุณครับท่าน JJ ที่เป็นกำลังใจให้ HA และชาว รพ.ทั้งหลาย
น่าภาคภูมิใจกับ รพ ละงู ด้วยค่ะ
ชีวิตจริงของผู้ป่วยยิ่งกว่านวนิยายนะคะอาจารย์
ขอบคุณระบบสุขภาพที่ทำให้ เด่น ดีขึ้น
มีอาชีพ สามารถอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขขึ้นค่ะ
ครับ พวกเรามีโอกาสสัมผัสกับความทุกข์ของผู้คนมากกว่าอาชีพอื่นๆ
เพียงแต่เราจะเปิดใจ และหาโอกาสที่จะทำให้ชีวิตของเขาเหล่านั้นดีขึ้น
ก็จะเป็นความภาคภูมิใจและความสุขในการทำงานครับ
น่าดีใจแทนเด่นนะคะ ดิฉันเองก็เป็นนักกายภาพคนหนึ่ง ได้อ่านเรื่องนี้แล้วดีใจมากที่เพื่อนกายภาพทำงานและสร้างชื่อเสียงให้กับอาชีพของเราเป็นอย่างดี น่าภูมิใจจริงๆค่ะ
ขอขอบคุณทุกท่านที่ทำให้บุคคลผู้หนึ่งได้รับสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิตมากมาย
ไม่พียงแต่เด่นเท่านั้น ไม่เพียงแต่ทุกท่านเท่านั้น ยังเป็นแรงบันดาลใจ
ของผู้อ่านทุกท่าน ทุกคนที่ร่วมรับฟัง และแวะเข้ามา
ดีใจจริงๆๆๆในฐานะผู้ร่วมอาชีพเดียวกันค่ะ ท่านได้ทำในสิ่งดีและเป็นประโยชน์อีกมากมาย
มีเรื่องอยากแชร์ การทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ค่ะ อยากส่งไป แต่ พรพ บอกว่าหมดเขตไปแล้ว เลย อยากเล่าเรื่องให้อาจารย์ฟังด้วยคนนะคะ ศพพลัดถิ่น “อันความกรุณาปรานีจะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ข้อความนี้องพระธีรราชเจ้า พระโปรดเกล้าประทานให้ใจถวิล ใช้คุณค่ากรุณาเป็นอาจิณ ดั่งวารินจากฟ้าสู่สาคร” มาร์ชพยาบาล ฉันยังคงจดจำเพลงนี้ได้เสมอ ตั้งแต่วันที่ฉันได้ตัดสินใจที่จะเป็นพยาบาล ฉันย่างก้าวเข้าสู่รั้วการเป็นนักเรียนพยาบาลสภากาชาดไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพลงนี้ได้ถูกสอนให้ร้องเพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะนักเรียนพยาบาล บอกตามตรงว่าฉันเข้าใจในความหมายแต่ไม่ได้เคยสัมผัสด้วยหัวใจเพราะฉันยังไม่เคยได้สัมผัสกับผู้ป่วยเช่นกัน จาก วันนั้น จนถึงวันนี้ฉันได้ซึมซับกับความหมายนั้นมาเรื่อยๆ และวันนี้ฉันเข้าใจความหมายทั้งหมดนั้นด้วยหัวใจของฉันแล้ว ผู้ป่วยหญิงจากประเทศลาวได้ถูกส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติฝั่งชายแดนไทยติดกันกับประเทศลาว และได้รับการส่งตัวมายังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวของฉันซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอเพื่อมารับการรักษาต่อ มาพร้อมกับลูกชายหนึ่งคน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นติดเชื้อในกระแสโลหิตอย่างรุนแรง เมื่อผู้ป่วยมาถึงที่ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินมีการหยุดหายใจ(cardiac arrest) แพทย์เวรได้ทำการใส่ท่อช่วยหายใจและช่วยชีวิตด้วยการช่วยฟื้นคืนชีพโดยให้ยาช่วย ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมารู้สึกตัวพอสื่อสารกับลูกที่มาด้วยได้แต่ความดันโลหิตต่ำมาก 50/40 มิลลิเมตรปรอทและ ชีพจรเต้นเร็วมาก 140 ครั้งต่อนาที ฉันเป็นพยาบาลประจำหอผู้ป่วยหนักในเวรบ่ายวันนั้นได้รับการส่งต่อ case มาจากตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินว่าจะมีผู้ป่วยมาจากประเทศลาวแต่หมอไม่ทำอะไรแล้วคุยกับญาติแล้วว่า NR (non resuscitate) ซึ่งหมายความว่าจะไม่ช่วยในการฟื้นคืนชีพอีกแล้ว รับโทรศัพท์เพียงเท่านั้นฉันกับทีมที่อยู่ในเวรก็จัดแจงช่วยกันเตรียมอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ และเตรียมเตียงสำหรับผู้ป่วย จากนั้นอีกสักพักฉันก็ได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้โฮอย่างเสียงดังมาจากประตูทางเข้าซึ่งมาพร้อมกับผู้ป่วยรายนี้เป็นคุณตาแก่ๆคนหนึ่ง ฉันรับcase จากพยาบาลตึกอุบัติเหตุแล้วถามว่าหมอ NR แล้วทำไมดูเหมือนคุณตาซึ่งเป็นลูกชายของผู้ป่วยยังร้องไห้ไม่ยอมหยุด ได้รับคำตอบว่าไม่รู้หมอเป็นคนคุย แต่ก็จ่างมันเต๊อะ (ช่างมันเถอะ) ยังไงหมอก็ NR แล้ว ขณะที่เอาผู้ป่วยขึ้นเตียงผู้ป่วยหยุดหายใจอีกครั้ง ฉันอธิบายให้ลูกซึ่งเป็นตาแก่ๆให้เข้าใจปรากฏว่าลูกชายร้องไห้และกุมมือแม่ของเค้าไว้ตลอด พร้อมกับคำพูดที่ลูกชายพูดว่า “แม่เลี้ยงจ่วยแม่เฮาจิ่มเต๊อะมากั๋น 2 คนตะอี้ละ” คนไข้ไม่เข้าใจว่า NR คืออะไร “หมอที่ตึกข้างหน้าไม่ได้บอก เฮาฟังบ่เข้าใจ๋ ” ฉันและทีมจึงได้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สักพักฉันประเมินอาการผู้ป่วยซ้ำ การช่วยได้ผลผู้ป่วยรู้สึกตัว ผู้ป่วยยังรู้เรื่องพยายามที่จะพูดคุยกับลูกที่มาด้วยเพียงคนเดียวซึ่งร้องไห้ ฉันคิดและได้แต่คิดฉันถูกปลูกฝังมาตลอดว่า ให้การดูแลโดยไม่แบ่งชั้น วรรณะ ให้การดูแลไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด ภาษาใด ให้เราเป็นเสมือนดวงตาของผู้ที่นัยน์ตาบอด เป็นแขนขาให้สำหรับผู้พิการแขนขาขาด และเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ที่บอกความต้องการไม่ได้ ฉันจึงได้ทำหน้าที่ของฉัน เป็นปากเป็นเสียงแทนผู้ป่วย ฉันจึงได้โทรศัพท์กลับไปถามแพทย์เวรอีกครั้งว่าตกลงหมอจะ NR จริงๆเหรอ ผู้ป่วยยังรู้สึกตัว ถามตอบพอรู้เรื่อง สื่อสารได้ หมอจะไม่ให้ให้การรักษาอย่างอื่นเพิ่มเหรอคะได้รับคำตอบจากหมอว่า สภาพยังงั้นจะเอาอะไรไหว เป็นคนลาวด้วย เออๆ งั้นก็ให้ DOPA เลี้ยงเส้นไปละกัน ไม่ขึ้นไปดูคนไข้ที่ ICU ละนะพี่ พี่จัดการไปได้เลย ฉันจบการสนทนากับหมอทางโทรศัพท์เพียงเท่านั้น คิดอยู่ในในว่าอะไรหนอคือการนำเอามาตัดสินชีวิตของความเป็นมนุษย์ ผู้ป่วยไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตต่อหรือว่าตายเพียงเพราะเป็นคนลาวมาจากประเทศลาวงั้นหรือ ฉันจัดแจงให้ยา DOPA เพื่อกระตุ้นความดันโลหิต ผู้ป่วยรู้สึกตัว และพยายามที่จะสื่อสารกับลูกเหมือนพยายามจะบอกลาครั้งสุดท้าย สิ่งที่ฉันจะแบ่งเบาความทุกข์ได้คือให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบและสมศักดิ์ศรี ฉันเดินเข้าไปคุยกับคุณตาซึ่งเป็นลูกของผู้ป่วย อธิบายเรื่องโรคของผู้ป่วยให้ลูกเข้าใจ อธิบายถึงการรักษาและยาที่ให้ และบอกความจริงกับลูกว่าแม่เขาอาจจะไม่ไหว ลูกชายก็ร้องไห้ฉันได้แต่จับมือเบาๆเพื่อส่งผ่านความรู้สึกถึงว่าฉันรับรู้ ฉันจัดหาเก้าอี้ให้เค้านั่งใกล้ๆแม่ เค้ายกมือไหว้ จนฉันตกใจ ฉันรีบบอกว่า เก้าอี้ตัวเดียวไม่ต้องไหว้ก็ได้ เค้าบอกว่าขอบคุณที่ให้ได้อยู่กับแม่และพูดคุยเป็นเพื่อนเค้าให้กำลังใจ ฉันและทีมเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยหนักจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ทาแป้งให้ผู้ป่วยได้นอนอย่างสุขสบาย อีก 3 ชั่วโมงต่อมาผู้ป่วยก็สิ้นใจอย่างสงบ ลูกชายร้องไห้กอดแม่ของเค้าพูดว่า “ แม่ แม่ทำไมทิ้งเฮา มารักษามากัน 2 คนทำไมถึงทิ้งเฮากลับบ้านคนเดียวแล้วเฮาจะกลับไปบอกน้องๆที่บ้านว่ายังไง” ฉันปล่อยให้ผู้ป่วยได้อยู่กับแม่ของเขาและคุณตาก็ยื่นมือไปปิดเปลือกตาแม่และบอกกับแม่ของเขาว่า “แม่หลับให้สบายนะแม่ จะดูแลน้องๆคนอื่นๆเอง” เมื่อญาติสงบฉันและทีมได้ทำการคารวะศพโดยนำดอกไม้ธูปเทียน กล่าวแสดงความเสียใจกับญาติ และนำส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ให้เขาตายอย่างสุขสงบ ญาติร้องไห้ พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณด้วยน้ำตา หลังจากคารวะศพเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ได้ดำเนินการต่อเกี่ยวกับการฌาปนกิจศพ เพราะตามระบบประกันสุขภาพแล้ว ถ้าเป็นคนต่างด้าวต้องออกค่าใช้จ่ายในค่ารักษา ค่าจัดการทำศพเองทั้งหมด ญาติคุกเข่าลงแล้วร้องไห้อีกครั้งพร้อมกับยืนมาอันชราของเขามาเกาะขอบกางเกงพยาบาลของฉันแล้วบอกฉันว่า “แม่เลี้ยง (คำที่ผู้ป่วยใช้เรียกพยาบาล) ช่วยเฮาด้วย ไม่มีเงินแม้สักบาทเดียว แม้แต่เงินค่าจะทำศพแม่เป็นครั้งสุดท้ายเฮาก็บ่มี เงินจะกลับบ้านที่ลาว เฮาก็บ่ฮู้ว่าจะเอาที่ไหน ” ฉันรู้สึกเหมือนแน่อนในอกขึ้นมาทันที ฉันคิดว่าฉันเคยเป็นคนเข้มแข็งแต่ ณ วันนี้ หัวใจของฉันกำลังรับรู้ถึงความรู้สึกทุกข์นั้นได้ ฉันเศร้า ฉันได้แต่น้ำตาซึม ฉันอยากร้องไห้แต่ก็ไม่กล้า ฉันทำงานมา 8 ปีไม่เคยมีวันไหน หรือมีสิ่งไหนจากการทำงานมากระทบหัวใจของฉันเท่าวันนี้ สภาพของชายชราแก่ๆคนหนึ่ง ทรุดนั่งคุกเข่าต่อหน้า และร้องไห้ มันทำให้ฉันเศร้าไปด้วย ฉันประคองคุณตาลุกขึ้นและบอกกับตัวเองว่าฉันอ่อนแอไม่ได้แล้ว ต้องเป็นหลักให้กับคุณตาในการจัดการทำศพให้แม่เขาอย่างสมศักด์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าที่ฉันทำได้ แต่ฉันก็แค่พยาบาลตัวเล็กๆ คงไม่สามารถช่วยในเรื่องการเงินได้มากขนากนั้น สิ่งที่ฉันทำได้ของฉันได้ ณ ตอนนี้ คือทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับ สัปเหร่อ ถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำศพ เพราะว่าถ้าคนลาวซึงเป็นคนต่างด้าวมาตายที่ประเทศไทย ประเทศลาวห้ามเอาศพกลับเข้าประเทศให้เผาที่บริเวณชายแดนไทยให้หมด ฉันติดต่อกับสัปเหร่อ ซึ่งเป็นคนงานในโรงพยาบาลถามถึงค่าใช้จ่าย สัปเหร่อบอกว่าอย่างต่ำ 4 พันบาท ค่าฟืนและค่าทำกับคนตายและเป็นคนลาวด้วย ฉันต่อรองราคาเหลือแค่ 2 พันบาทบอกกับสัปเหร่อว่าๆ ช่วยๆกันหน่อยเถอะ ถึงเขาจะเป็นคนลาวไม่มีเงิน แต่เขาก็เป็นมนุษย์ เหมือนกับเรา มีหัวใจ พาแม่มารักษาแต่มาตายยังต่างประเทศไม่มีแม้โอกาสที่จะกลับบ้านเกิดของตนเอง แล้วคนที่รอคอยการกลับไปของเค้าที่ลาวล่ะ อยู่คอยด้วยความหวังว่าแม่ผู้บังเกิดเกล้าจะหายกลับไป ญาติพี่น้องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของพวกเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว ฉันวิงวอนให้สัปเหร่อลดราคาให้ ฉันได้รับคำตอบว่าไม่จากสัปเหร่อ ฉันยังไม่ละความพยายามเพียงเท่านั้น ขอรับบริจาคเงินจากเจ้าหน้าที่พยาบาล แพทย์ รวบรวมเงินทั้งหมดได้ 2 พัน ขาดอีก 2 พัน ฉันทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่านี้ สุดท้ายก่อนที่ฉันจะลงเวร หมดสิ้นภาระหน้าที่ในเวรของฉัน แต่ภาระในหัวใจของฉันมันยังไม่จบสิ้น ก่อนฉันลงเวรฉันติดต่อประสานงานกับทีมเวรเช้าต่อเพื่อนำเรื่องปรึกษากับผู้บริหาร ตลอดระยะเวลาของการติดต่อประสานงาน ญาติร้องไห้กอดศพแม่ตลอดเวลา เป็นภาพที่หดหู่หัวใจอย่างยิ่ง สุดท้าย ด้วยความกรุณาของผู้อำนวยการ นพ. กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้ที่ทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ท่านได้อนุเคราะห์เงินบำรุงจากทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวในการจัดการค่าทำศพ ฉันก็ลงเวรกลับบ้านไปด้วยความเศร้าเหมือนกัน แต่อย่างน้อยถึงแม้ฉันจะได้ได้ช่วยเหลือด้วยกำลังทรัพย์ แต่ฉันช่วยเหลือด้วยกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดที่ฉันมี ทราบข่าวตอนหลังว่า จากพี่ที่รับเวรเช้าต่อว่าหลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้ว ญาติกลับมา ญาติร้องไห้ และไหว้ขอบคุณทั้งน้ำตา พร้อมทั้งบอกว่า “ขอขอบคุณทุกๆคนสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ จะไม่ลืมเลยตลอดชั่วชีวิตที่ช่วยจัดการทำศพแม่ผู้บังเกิดเกล้าให้ได้ไปสู่สุคติ ไปอยู่ในที่ที่ดีๆ กระดูกของแม่ไม่ได้เอากลับบ้านเกิดประเทศลาว ฝังไว้ที่ผืนแผ่นดินไทย อยู่เมืองลาวทุกข์มาก ชาติหน้าขอให้เกิดเป็นคนไทย จะได้รับการรักษาที่ดีๆ ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต จะกลับไปบอกน้องๆที่บ้านว่าทำไมถึงไม่เอากระดูกแม่กลับบ้าน” ฉันฟังแล้วเหมือนมีอะไรแน่นอยู่ในอก สิ่งที่เราเห็นว่าเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในคุณค่าของผู้อื่น หลังจากนั้นพี่ๆที่ตึกช่วยกันบริจาคเงินให้เป็นค่าเดินทางกลับบ้านอีก 200 บาท ในการเดินทางกลับลาวเพียงคนเดียว ซึ่งปราศจากแม่ผู้บังเกิดเกล้า พร้อมกับภาระที่หนักอึ้งสำหรับตาแก่ๆคนหนึ่ง ต่อไปที่จะกลับไปบอกคนที่บ้านเกิดที่ลาว บอกพี่ บอกน้อง ว่าแม่ของพวกเขาได้ลาจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว ณ วินาทีนี้ หลังจากที่ฉันทำงานมา 8 ปีเต็ม ไม่เพียงแค่เป็นเพียงบทเพลงมาร์ชพยาบาลเท่านั้น แต่ฉันยังเข้าใจในความหมายอันลึกซึ้งถึงคำว่า อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ ฉันเลือกเดินเส้นทางสำหรับวิชาชีพพยาบาลนี้ ตั้งแต่ฉันเป็นนักเรียนพยาบาลจนถึงวันนี้ฉันเป็นพยาบาลวิชาชีพ ฉันไม่เคยคิดผิดเลย ทำให้ฉันสัญญากับตัวเองว่าต่อไปฉันจะทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ทำงานพยาบาลที่ฉันรักด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ทั้งหมดเท่าที่ฉันมี โดยไม่เลือก เชื้อชาติ ชนชั้นและวรรณะให้สมกับที่ฉันเป็นพยาบาล
ขอบคุณมากครับคุณวิไลรัตน์ ถึงแม้หมดเขตแล้วก็ยังมีโอกาสที่จะเผยแพร่ร่วมกับผลงานอื่นๆครับ
นี่เป็นบทเรียนที่ชัดเจนเลยนะครับว่าคุณธรรมและจริยธรรมของวิชาชีพนั้นจะถูกเสริมให้เข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร
ถ้ามีเรื่องราวดีๆ อื่นๆ อีกก็เขียนมาเล่าสู่กันฟังได้เลยครับ
ขอบพระคุณอาจารย์มากนะคะ ที่เป็นกำลังใจให้กับคนทำงาน
จะตั้งใจทำงานและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการค่ะ
สวัสดีค่ะ ...อ่านแล้ว! ชื่นชมหัวใจของผู้ทำความดีทั้ง 2 เรื่องเล่าค่ะ .....ผู้ที่เป็นผู้จุดประกาย แห่งการบันทึกเล่าเรื่องสิ่งดีๆๆ..ให้สังคมรับรู้...
ชอบ..ตอนที่อาจารย์สรุป...ตรงประโยคที่ว่า
"โดยเนื้อแท้ของมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีเมล็ดพันธ์แห่งความดีสะสมอยู่ และพร้อมที่จะช่วยเหลือคนในสังคม ถึงแม้จะไร้ทรัพย์สินเงินทอง แต่หากมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ก็สามารถเยียวยาคนทุกข์ยากในสังคมได้เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า“ความรักสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
CAT9..เองค่ะ