รูปตลาดน้ำท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด 


โคลงโลกนิติ

พายเถิดพ่ออย่ารั้ง          รอพาย
จวนตระวันจักสาย           ส่องฟ้า
ของสดสิ่งควรขาย          จักขาด ค่าแฮ
ตระหลาดเลิกแล้วอ้า        บ่นอื้อเอาใคร


โคลงโลกนิติบทนี้สอนอะไร?


โคลงโลกนิติบทนี้กล่าวถึง การกระทำสิ่งที่ถูกครรลองคลองธรรม อย่างถูกต้อง และถูกเวลา (Doing the right thing, Doing the thing right, at the right time.) พร้อมทั้งสอนว่า ไม่ควรปล่อยให้เวลาล่วงเลย ซึ่งจะนำไปสู่การเสียผลประโยชน์จนสายเกินแก้

โคลงโลกนิติบทนี้มีลักษณะเป็น นามธรรม ผู้ประพันธ์โคลงโลกนิติบทนี้ จึงทำให้ นามธรรม เป็น รูปธรรม ขึ้นมาโดยใช้ โวหารภาพพจน์ (figure of speech) บรรยายความ

เมื่อผู้เขียนอ่านโคลงโลกนิติ บทนี้ เกิดมโนภาพ เห็นคุณยายแก่ๆ และหลานชาย กำลังพายเรือบรรทุกผักมุ่งหน้าไปยังตลาดสดในยามเช้าตรู่ ยายกำชับหลานชาย ขึ้นว่า "พายเถิดพ่ออย่ารั้งรอพาย" ถ้าพ่อไม่รีบพายเรือให้ถึงตลาดในเวลาเช้า ผักสดๆ ถูกแดดถูกลมเข้าก็จะไม่สด ถึงเวลาที่จะเอาออกขายเราก็จะขายไม่ได้ราคา และยิ่งถ้าเราไปถึงตลาดช้า ตลาดวายไม่มีลูกค้าเสียแล้ว ยายก็ไม่รู้ว่าจะบ่นอุทธรณ์เอากับกับผู้ใดได้

คุณยาย ที่ผู้เขียนกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ บุคคลวัต (Personification) ที่สร้างขึ้นมาจากนามธรรม

อนึ่งในชีวิตจริง คุณยาย ผู้คอยพร่ำย้ำเตือนเราให้กระทำแต่สิ่งที่ถูกครรลองคลองธรรม อย่างถูกต้อง และถูกเวลา ก็คือ จิตสำนึก (conscious) ของเรานั่นเอง

โคลงโลกนิติบทนี้สะท้อนวิถีชีวิตแบบไทยๆ ในอดีตที่พึ่งพิงอิงอาศัยแม่น้ำลำคลองในการสัญจรเดินทาง แม่น้ำซึ่งเปรียบเสมือนสายโลหิตใหญ่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศ ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ในปัจจุบันการคมนาคมทางบกและทางอากาศมีความสะดวกสบายและรวดเร็วมากกว่าการคมนาคมทางน้ำ ฉะนั้นการเดินทางโดยใช้เรือพาย จึงเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปโดยปริยาย

อันที่จริงการเดินทางโดยใช้เรือพายสัญจรไปตามแม่น้ำลำคลอง เป็นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรไร้ซึ่งมลภาวะ ทั้งยังเป็นการออกกำลังกายอีกทางหนึ่งด้วย ในสังคมปัจจุบัน รถยนต์คือพาหนะสำคัญที่ใช้ในการเดินทางบนท้องถนน แต่รถยนต์ก็ได้สร้างมลภาวะต่อโลก ถึงแม้นการเดินทางโดยรถยนต์จะสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ เพราะไม่ต้องเหนื่อยแรงเหมือนกับการพายเรือสามารถถึงที่หมายได้ด้วยความเร็วสูง แต่ก็เสี่ยงกับอุบัติเหตุบนท้องถนน

สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยมีรถยนต์วิ่งบนท้องถนนจนแน่นขจัด ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ขยับเขยื้อนไปได้ที่ละคืบสองคืบ บางทีถ้าพายเรือไปยังจะเร็วซะกว่า คำว่า จราจร มาจากการสนธิ ระหว่างคำว่า จร+อจร

จร แปลว่าไป
อจร แปลว่า ไม่ไป
จราจร จึงแปลว่า ไปบ้างไม่ไปบ้าง

โลกของเราหมุนไปในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง แต่ละนาที แต่ละวินาที มีการพัฒนาขึ้นทุกๆ ด้าน ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะเดินทางโดยจักรกลเวลา (Time engine) ก็เป็นได้ ในทรรศนะของผู้เขียน เกี่ยวกับการพัฒนานั้น ต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ในเชิงสร้างสรร ที่สำคัญก็คือมนุษย์ควรตระหนักรู้เกี่ยวกับการพึ่งพาตนเอง การพัฒนานั้นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด