การรณรงค์ “ปัญหาโลกร้อน” ในไทยคืบหน้าถึงขั้นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในระบบราชการ ถูกกำหนดให้ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดซื้อสินค้า และการจัดจ้างบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หมายถึงสินค้าและบริการนั้น ต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าสินค้าและบริการอื่น เมื่อเทียบกับสินค้าและบริการอื่น ซึ่งทำหน้าที่อย่างเดียวกัน โดยให้พิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การเลือกใช้พลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิต การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง การนำไป ใช้งาน กระทั่งการจัดการกับซากผลิตภัณฑ์ หลังจากหมดอายุการใช้งาน
ทำไมหน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เพราะภายใต้แนวคิดการพัฒนา ที่ยั่งยืน ต้องประกอบด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน การที่ภาครัฐหรือระบบราชการ ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่สุดของประเทศ ถูกกำหนดให้ต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากสอดรับกับแนวคิด การพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังทำให้เกิดความต้องการซื้อทั้งสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมปริมาณมหาศาล สร้างแรงขับเคลื่อนให้ตลาดสินค้าและบริการ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถแข่งขันอยู่ในตลาดได้ระยะยาว
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2550-2554 กำหนดให้ภาครัฐ เป็นผู้นำในการสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรียกกันว่า “สินค้าและบริการสีเขียว” อีกทั้งนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน ยังเน้นส่งเสริมและสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ดำเนินกิจกรรม ปรับพฤติกรรมการผลิต การบริโภค เพื่อบรรเทาผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ข้อกำหนดดังกล่าว ทำให้ภาครัฐต้องรับบทเป็นผู้นำในการสร้างตลาดสินค้าและบริการสีเขียว ด้วยวิธีการจัดซื้อและ จัดจ้าง นำร่องให้เห็นเป็นแบบอย่าง
ครม.มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 2551 กำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานระดับ กรม หรือเทียบเท่า ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการสีเขียว ในปีงบประมาณ 2551 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 25 ปีงบฯ 2552 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ปีงบฯ 2553 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 และในปีงบประมาณ 2554 เป็นต้นไป ทุกหน่วยงานภาครัฐ จะต้องจัดซื้อและจัดจ้างเฉพาะ “สินค้าและบริการสีเขียว” เท่านั้น
ปัจจุบันสินค้าและบริการสีเขียว ที่อยู่ในเกณฑ์กำหนดให้ภาครัฐต้องสนับสนุนด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง มีทั้งสิ้น 17 ประเภท ได้แก่ 1. กระดาษคอมพิวเตอร์ และกระดาษสีทำปก 2. กระดาษชำระ 3. กล่องใส่เอกสาร 4. เครื่องถ่ายเอกสาร 5. เครื่องพิมพ์ 6. เครื่องเรือนเหล็ก 7. ซองบรรจุภัณฑ์ 8. ตลับหมึก 9. แบตเตอรี่ปฐมภูมิ (ถ่านไฟฉายที่ประจุใหม่ไม่ได้) 10. ปากกาไวต์บอร์ด 11. ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด 12. แฟ้มเอกสาร 13.สีทาอาคาร 14. หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 15. บริการทำความสะอาด 16. บริการโรงแรม (ที่พัก ประชุม สัมมนา) และ 17. บริการเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร
สินค้าสีเขียว ทั้ง 14 รายการ จะต้องเข้าข่าย ใช้วัสดุน้อย ใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการ ใช้หีบห่อบรรจุภัณฑ์ที่ฟุ่มเฟือย ใช้พลังงานต่ำ ปล่อยมลพิษต่ำระหว่างใช้งาน และเมื่อต้องกำจัดทิ้งหลังจากหมดอายุ ต้องมีความปลอดภัยในการฝังกลบ เป็นต้น
“ใช้วัสดุน้อย” เช่น เป็นสินค้าที่มีน้ำหนักเบา ขนาดเล็ก สามารถเสริม ความแข็งแรง เพื่อให้ลดขนาดลงได้
“ต้องผลิตจากวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย” หมายถึง ใช้วัสดุที่ไม่มีพิษจากสารปรอท ใช้วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุที่ใช้พลังงานต่ำมาผลิตสินค้า เป็นต้น
“ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง” เช่น ใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิต ใช้พลังงานที่สะอาดในการผลิตสามารถลดขั้นตอนและการเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ทีนี้จะรู้ได้อย่างไร สินค้าและบริการรุ่นหรือยี่ห้อใดบ้าง เป็นสินค้าและบริการสีเขียว กรณีสินค้า สามารถตรวจสอบได้ที่ตัวผลิตภัณฑ์ จะมีสัญลักษณ์วงกลมล้อมลูกโลก ระบุคำว่า ฉลากเขียว Green Label : Thailand ภายในลูกโลกสีเขียว มีนก ใบไม้ และเด็กยิ้ม (ดูไดที่ www.tet.or.th/greenlableth_index.html )
กรณีบริการ เช่น โรงแรม หรือบริษัทรับจ้างทำความสะอาด อาทิ โรงแรม ที่ได้มาตรฐานบริการสีเขียว จะได้รับสัญลักษณ์ “ใบไม้เขียว” หรือ GREEN LEAF จากมูลนิธิใบไม้เขียว (ตรวจดูได้จาก www.greenleafthai.org )
นอกจากนี้ ยังหมายถึงสินค้าและบริการที่จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดสินค้า และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรวจสอบได้จาก www.pcd.go.th
มีหลายประเด็นที่คนส่วนใหญ่ อาจไม่รู้มาก่อน เช่น ผลกระทบจากการใช้เครื่องถ่ายเอกสารทั่วไป ที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะทำให้เกิดก๊าซโอโซน ซึ่งเกิดจากการอัดและปล่อยประจุไฟฟ้า ที่แม่แบบรับภาพของ เครื่องถ่ายเอกสาร หรือบางส่วนเกิดจากการปล่อยแสงอัลตราไวโอเลต จากหลอดไฟพลังงานสูงของเครื่องถ่ายเอกสาร ทำให้ก๊าซออกซิเจนรวมตัวกัน เกิดเป็นโอโซน (ก๊าซที่ทำให้ระคายเคืองต่อประสาทตา และผิวหนัง เมื่อสูดดมนาน ๆ อาจทำให้เกิดโรคทางปอด)
การที่เครื่องถ่ายเอกสาร จะได้ชื่อว่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือได้รับฉลากเขียว มีข้อกำหนดว่า ต้องปลดปล่อยก๊าซโอโซนออกมาในปริมาณที่ไม่เกินเกณฑ์ เช่น น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.02 มก./ลูกบาศก์เมตร ส่วนประกอบของเครื่องถ่ายฯ ซึ่งเป็น สารหน่วงการติดไฟ จะต้องไม่มีส่วนประกอบของสารพีพีบี, พีบีดีอี และคลอโรพาราฟิน เป็นต้น
วัสดุกันกระแทก จะต้องไม่ใช้สารซีเอฟซี เป็นสารเป่าโฟม ตัวแม่แบบ รับภาพ จะต้องไม่มีส่วนประกอบของแคดเมียม ตะกั่ว ปรอท หรือซีลีเนียม และ ตลับหมึก ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของตลับหมึก ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือในกรณี เครื่องเรือนเหล็ก ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สีที่ใช้เคลือบผลิตภัณฑ์ ต้องไม่มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ ไม่มีตัวทำละลายสารละลายฮาโลเจน ไม่มีอนุภาคของโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม โครเมียมเฮกซาวาเลนท์ ต้องไม่มีสารประกอบแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน เช่น ทินเนอร์ โทลูอิน ไซลีน เป็นตัวทำละลาย จะต้องไม่มีสารประกอบอินทรีย์ ที่ระเหยได้เกิน 250 กรัม/ ลิตร ต้องไม่เคลือบผิวอุปกรณ์เสริมด้วยโครเมียม นิกเกิล สังกะสี และปรอท
บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อหุ้มเครื่องเรือนเหล็ก ถ้าใช้กระดาษห่อหุ้ม ต้องทำมาจากเยื่อกระดาษเวียนทำใหม่ ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 นอกจากนี้ส่วนที่เป็นวัสดุกันกระแทก ต้องไม่ใช้สารซีเอฟซี เป็นสารเป่าโฟม เป็นต้น
แน่นอนว่า สเปกหรือเงื่อนไขในการจัดซื้อจัดจ้างที่กำหนดไว้ละเอียดยิบดังที่ยกตัวอย่าง ย่อมกระทบถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐหรือระบบราชการไทย ต้องใช้สินค้าและบริการสีเขียว ในราคาที่แพงกว่าสินค้าทั่วไปหลายเท่าตัว แต่เมื่อแลกกับต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเยียวยารักษาสภาพแวดล้อม เพื่อดำรงสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ให้รุ่นลูก รุ่นหลาน ถึงจะจ่ายแพงแค่ไหน ยังไงก็คุ้ม เพราะอะไรก็ตามแลกกับสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีคำว่าฟุ่มเฟือย
ไทยรัฐ (คอลัมน์สกู๊ปหน้า 1) 21 มี.ค. 51