ส่ออาการทรุด ก.พ.ขาดดุลการค้า 688 ล้านเหรียญฯ แม้ส่งออกแตะ 1.3 หมื่นล้านเหรียญฯ รวม 2 เดือน ขาดดุลบักโกรก 5.4 หมื่นล้านบาท เผยไส้ใน นำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงพุ่ง 66%"มิ่งขวัญ" โทษราคาน้ำมันแพง เร่งหันหัวเรือเจาะตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐซบเซา "เลี้ยบ" ชี้ทางสว่างผู้ส่งออกขายสินค้าสกุลเงินท้องถิ่นลดเสี่ยง
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ แถลงว่า การส่งออกเดือน ก.พ.2551 มีมูลค่า 12,991.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.4% มูลค่าเป็นเงินบาท 427,547.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 13,680.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.1% ทำให้ขาดดุลการค้า 688.9 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 26,951.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.5% มูลค่าเป็นเงินบาท 894,505.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 28,294 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.9% หรือ 948,514.9 ล้านบาท ทำให้ขาดดุลการค้ารวม 1,342.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 54,008.9 ล้านบาท "การนำเข้าในปีนี้ที่สูงขึ้น เกิดจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการผลิตเป็นหลัก หลังจากปีที่ผ่านมาการนำเข้าขยายตัวเพียง 0.8% จากเหตุผลทางการเมืองที่มีผลทำให้บรรยากาศการลงทุนซบเซาลง ค่าบาทที่ไม่คงที่ แต่หลังจากมีรัฐบาลใหม่ บรรยากาศการลงทุนชัดเจนขึ้น ค่าบาทแข็งค่าทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเริ่มนำเข้า ทำให้ขาดดุลการค้า ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติจนต้องกังวลจนต้องควบคุมการนำเข้า แต่จะขาดดุลไปทั้งปีหรือไม่ ยังตอบไม่ได้" นายมิ่งขวัญกล่าว
สำหรับการนำเข้าในเดือน ก.พ.ที่เพิ่มขึ้น 33.1% เป็นการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงมูลค่า 3,294 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 66.36% โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 25.61 ล้านบาร์เรล เป็นมูลค่า 2,408 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.75% แต่ปริมาณลดลง 9.94% สินค้าทุนนำเข้ามูลค่า 5,640.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.36% โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรเครื่องมือ
สินค้าวัตถุดิบ นำเข้ามูลค่า 5,640 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.17% สินค้าอุปโภคบริโภคมูลค่า 1,125 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.90% โดยมีสัดส่วนเพียง 8% ของการนำเข้าทั้งหมดที่เพิ่มมากคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้ายานพาหนะและส่วนประกอบ นำเข้า 431 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34% "การส่งออกทั้งปียังคงตั้งเป้าขยายตัวที่ 12.5% โดยมีเป้าหมายท้าทายที่ 15% ซึ่งหลังจากนี้จะเร่งเปิดตลาดส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น หลังจากตลาดสหรัฐปรับตัวลดลง ก็จะมีการบุกตลาดใหม่เพิ่มมากขึ้น ทั้งตลาดใหม่ที่ค้าขายกันอยู่ ตลาดใหม่ที่ไม่เคยค้าขายกัน และตลาดเศรษฐีใหม่ที่มีกำลังซื้อ เพื่อให้การส่งออกขยายตัวมากที่สุด" นายมิ่งขวัญกล่าว
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า อยากแนะนำให้ผู้ส่งออกได้มีการกระจายความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน โดยหันไปขายสินค้าในสกุลเงินอื่น ๆ จากเดิมที่มักจะขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก ทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุนสูง เช่น หากส่งออกสินค้าไปโซนยุโรป ก็ขายในสกุลเงินยูโร ส่งออกไปญี่ปุ่นก็ขาย ในสกุลเงินเยน เป็นต้น เพราะการจะหวังให้ค่าเงินบาทหรือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐคงที่ คงจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันปัญหาบาทแข็งเกิดจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นหลัก และยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกเรื่อย ๆ
ไทยโพสต์ 21 มี.ค. 51