ภาพผ้าขาวม้าไทยที่วัดแฌมเย่ เมืองย่างกุ้งกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (นิทานฝรั่งมักจะเขียนว่า “once apon a time”) ผู้เขียนเป็นนักศึกษา(ประมาณปี 2525)มีโอกาสไปเที่ยวเกาะสมุย

แหม่มฝรั่งคนหนึ่งเล่าถึงความเป็นมหาอำนาจแห่งพระเจดีย์ของพม่าว่า มีพระเจดีย์สองข้างทางทุกๆ 100-200 เมตร เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนตั้งความปรารถนาที่จะไปกราบไปไหว้พระเจดีย์พม่าเป็นครั้งแรก

วันเวลาผ่านไป 23 ปี ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมทำบุญกับคณะของอาจารย์เกษสุดา สหายธรรมที่ทำการบูรณะพระธาตุวัดสวนดอกหลายครั้ง ที่นั่นมีสหายธรรมมาช่วยงานกันหลายท่าน หนึ่งในสหายธรรมที่ช่วยงานมากเป็นพิเศษคือ ผศ.วิเชียร นิตยะกุล

กลางเดือนพฤษภาคม 2548 ผู้เขียนได้ข่าวว่า ผศ.วิเชียร นิตยะกุล อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเดินทางไปพม่า พร้อมกับพันเอกฐนัส สหายธรรมอีกท่านหนึ่ง จึงขอเดินทางไปด้วยทันที ใช้เวลาตัดสินใจไม่ถึง 10 วินาที

อาจารย์วิเชียรท่านเก่งเรื่องพม่ามาก ลงเรียนภาษาพม่ามาหลายหลักสูตร ไปบวชเรียนที่วัดฌัมเย่ เมืองย่างกุ้งมา 1 พรรษา พูด เขียน และอ่านภาษาพม่าได้

ปกติคนไทยจะขอวีซ่าเข้าพม่าได้ 1 เดือน อาจารย์วิเชียรท่านว่า ท่านมีหนังสือรับรองของท่านพระอาจารย์จะนะกะ อดีตอุปัชฌาย์ของท่านที่วัดแฌมเย่ ใครมีหนังสือรับรองจากพระอาจารย์พม่าจะทำวีซ่าสำหรับเข้าไปปฏิบัติธรรม (meditation visa) ได้ 1 ปี พูดเสียมั่นคงราวกับจะอยู่ได้ทั้งปี

พอถึงเวลาจริงๆ แล้ววีซ่าพม่า 1 ปีก็แพ้วีซ่าไทย เพราะแม่บ้านของท่านอาจารย์ซึ่งมีเชื้อสายมอญออกวีซ่าไทย(อนุญาต)ให้อยู่พม่าได้เพียง 1 เดือน

พันเอกฐนัสหรือผู้การฐนัสก็เก่งมาก ท่านเป็นพลทหารที่สอบเทียบ และสอบชิงทุนเรียนต่อหลายหลักสูตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียนจนได้เป็นพันเอก

ท่านเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ อ่านอักษรตัวเมือง(ล้านนา)ซึ่งคล้ายกับภาษาพม่าได้ เรียนต่อพระอภิธรรมจนจบปริญญาตรี(อภิธรรมบัณฑิต)

ท่านเป็นนักมังสวิรัติเคร่งครัด จัดรายการวิทยุด้วย และจัดบรรยายธรรมที่วัดบ้านปิง ผู้เขียนก็เคยไปฟังธรรมที่นั่นครั้งหนึ่ง

ภรรยาท่านเป็นอาจารย์คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดิมทางการส่งไปเรียนหลักสูตรทหารในช่วงสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ เรียนไปเรียนมาเลยได้พบเนื้อคู่ เป็นแม่บ้านของผู้การฐนัสจนถึงทุกวันนี้

ช่วงนั้นสหายธรรมท่านหนึ่งมีญาติขายโสร่งอยู่บริเวณชายแดนเมืองกาญจนบุรี อาจารย์เกษสุดาท่านจึงซื้อโสร่งให้ 2 ผืน คนขายโสร่งญาติของสหายธรรมใจดีให้โสร่งเก่ามาอีก 1 ผืน

ผู้เขียนจึงมีโอกาสนำผ้าขาวม้าไทยไปพร้อมกับโสร่งในวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ลาพักร้อนได้วันลามากถึง 22 วัน นับเป็นการลาพักผ่อนที่นานที่สุดในชีวิต

ไปพม่าครั้งนี้ตั้งใจว่า จะนำผ้าขาวม้าไทยไปด้วย และจะหาโอกาสฝึกนุ่งโสร่ง เพื่อให้รู้ว่า คนพม่ามีดีอย่างไรหนอ ถึงได้นุ่งโสร่งได้โดยไม่หลุด...

หมายเหตุ

  • ภาพที่ 1: ผ้าขาวม้าไทยที่วัดแฌมเย่ เมืองย่างกุ้ง

แหล่งข้อมูล:

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์มะเร็งลำปาง จัดทำ > ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ > สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๙.