ในฐานะของคนที่ศึกษามาทางนิเทศศาสตร์ รู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์คนนี้ได้เสนอสิ่งที่ท้าทายต่อแนวคิดและวิธีปฏิบัติทางนิเทศศาสตร์ที่เราเรียนเราสอนกันอยู่มาก

หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือชื่อ สุนทรียสนทนา ของ วิศิษฐ์ วังวัญญู กับหนังสือ วิธีการสนทนาแบบมนุษย์สัมผัสมนุษย์และการเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการฟังอย่างลึกซึ้ง ที่โสฬส ศิริไสย์ เรียบเรียงขึ้นมาจาก หนังสือ On Dialogue ของ David Bohm แล้วก็ได้มีโอกาสได้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษที่เขียนโดยโบห์มจริงที่หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เมื่ออ่านจบแล้ว ในฐานะของคนที่ศึกษามาทางนิเทศศาสตร์ รู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์คนนี้ได้เสนอสิ่งที่ท้าทายต่อแนวคิดและวิธีปฏิบัติทางนิเทศศาสตร์ที่เราเรียนเราสอนกันอยู่มาก เช่น การสนทนากันโดยไม่ต้องตั้งวัตถุประสงค์ ไม่ต้องมีผู้นำ ไม่ต้องมีข้อสรุป ฯลฯ ผมจึงสืบค้นในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาว่าเดวิด โบห์ม ผู้นี้เป็นใคร มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และอะไรทำให้เขาเสนอเช่นนั้น

 

สิ่งที่พบก็มีแต่เรื่องน่าทึ่ง!!! คำตอบที่ได้คือ สิ่งที่โบห์มเสนอทั้งหมดมีพื้นฐานอยู่บนวิธีคิด วิธีปฏิบัติ และวิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบองค์รวมของเขานั่นเอง

 

ผมต้องการนำสิ่งที่ผมได้พบจากการค้นคว้ามาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ด้วยเป็นตอนๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเรื่องที่อยากบันทึก

 

เกริ่นนำเข้าสู่เรื่อง

 

นับแต่กลางศตวรรษที่ 20 จนถึงต้นศตวรรษที่ 21 นี้ มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่สนใจปัญหาของมนุษยชาติ เสนอแนวคิดแนวปฏิบัติต่อการแก้ปัญหาสังคมแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มองมนุษย์และสรรพสิ่งแบบแยกส่วน แยกจิตออกจากวัตถุ แยกสิ่งที่ศึกษาออกจากผู้ศึกษา อันเป็นที่มาของวิธีคิดแบบกลไกที่ติดขัดตรงไหนก็แก้เฉพาะตรงนั้น เช่นที่แพทย์รักษาไข้แต่ไม่ได้รักษาคน หนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่บุกเบิกวิธีคิดแบบองค์รวม คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผลงานในช่วงท้ายๆ ของชีวิตไอน์สไตน์เป็นเรื่องของการใคร่ครวญในเรื่องสันติภาพของโลกและความหมายของชีวิต เช่นที่ปรากฏในหนังสือ The World As I See It (1949), Out of My Later Years (1950) และ The Meaning of Reality (1965)

 

ในปี 1975 ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ได้เขียนหนังสือชื่อ เต๋าแห่งฟิสิกส์ (The Tao of Physics: An Exploration of the Parallels Between Modern Physics and Eastern Mysticism) หนังสือแนวปรัชญาที่ผสมผสานความรู้ของฟิสิกส์สมัยใหม่กับศาสนาตะวันออกเล่มนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในอเมริกาและยุโรป หนังสือเล่มนี้ถูกสำนักพิมพ์ถึง 14 แห่งปฏิเสธที่จะพิมพ์ก่อนที่จะพิมพ์ออกมาครั้งแรก หลังจากที่พิมพ์ครั้งแรกออกมาแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกถึง 43 ครั้งและได้รับแปลออกเป็นภาษาต่างๆ ถึง 23 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย หลังจากนั้นคาปราได้มีผลงานเสนอแนวคิดในทำนองเดียวกันตามมาอีกหลายเล่ม เช่น The Turning Point: Science, Society, and the Rising Culture (1982) เล่มนี้มีการแปลออกเป็นภาษาไทยในชื่อ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ Uncommon Wisdom (1988) แปลเป็นไทยแล้วเช่นกันโดยวิศิษฐ์ วังวิญญู The Web of Life  (1997) และ The Hidden Connections: A Science for Sustainable Living (2004) สิ่งที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดของสิ่งที่คาปรานำเสนอทั้งหมดคือกระบวนทัศน์แบบองค์รวม ที่ตรงข้ามกับกระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ยุคเก่า ที่มองสรรพสิ่งแบบแยกส่วน  

 

David Bohm เป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่เสนอผลงานทางสังคมศาสตร์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบองค์รวมเช่นเดียวกับคาปรา แต่มีจุดเน้นที่การสื่อสารของมนุษย์ โบห์มเชื่อว่า การสื่อสารที่มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนทัศน์แบบองค์รวมนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ของมนุษยชาติตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร ไปจนถึงปัญหาในระดับประเทศและระหว่างประเทศ

 

โบห์มเขียนหนังสือแนวนี้หลายเล่ม แต่เล่มที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ On Dialogue ผมวิเคราะห์ว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับการต้อนรับดีมากเนื่องจากไม่ได้เป็นหนังสือที่เสนอแนวคิดในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่ได้เสนอวิธีปฏิบัติเลย นั่นคือวิธีปฏิบัติการสื่อสารเพื่อความสมานฉันท์ของมนุษยชาติ ที่ต่อมาเรียกกันว่า Bohm’s Dialogue หรือเรียกสั้นๆ ว่า Dialogue

 

มีผู้นำแนวคิดและวิธีการสนทนาแบบที่โบห์มเสนอนี้ไปพัฒนาและประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านการสื่อสารเพื่อพัฒนาองค์กร การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การสื่อสารระหว่างบุคคล รวมทั้งการสื่อสารกับตัวเองของแต่ละบุคคล (intracommunication) ผมเชื่อว่าผลงานของโบห์มเล่มนี้จะมีส่วนทำให้วงการนิเทศศาสตร์ต้องหันมาพิจารณาทบทวนแนวคิดและแนวปฏิบัติด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการสื่อสารกลุ่ม (group communication) เช่น แนวคิดนิเทศศาสตร์กระแสหลักเชื่อว่า การสื่อสารกลุ่มที่มีประสิทธิผลเกิดจากการมีจุดประสงค์ มีวาระ มีผู้ดำเนินการที่ชัดเจน สุดท้ายต้องมีการตัดสินใจหรือมติที่ทุกคนจะนำไปปฏิบัติ โดยมีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุน (งานวิจัยที่มีพื้นฐานบนกระบวนทัศน์แบบใด?) ในขณะที่โบห์มเสนอให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

 

การพิจารณาทบทวนเรื่องนี้โดยมองแต่ประเด็นเฉพาะด้านวิธีการหรือเทคนิคเพียงอย่างเดียว อาจทำให้นักนิเทศศาสตร์ไม่เข้าใจสิ่งที่โบห์มเสนอได้ เพราะแนวคิดและแนวปฏิบัติทางการสื่อสารแบบที่โบห์มเสนอมีพื้นฐานอยู่บนกระบวนทัศน์แบบองค์รวม

 

คำว่ากระบวนทัศน์ในที่นี้ ดร.เสรี พงศ์พิศ ให้ความหมายไว้ในหนังสือ ร้อยคำที่ควรรู้ ว่าหมายถึง วิธีคิด วิธีปฏิบัติ และวิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง บางคนเรียก ทัศนะแม่บท

 

ผมขอเรียกแนวคิดและวิธีการสื่อสารที่โบห์มเสนอในบันทึกนี้ว่า การสนทนาแบบโบห์ม แม้ว่าจะมีผู้เรียกแนวคิดและวิธีการนี้ในภาษาไทยหลายชื่อแล้วก็ตาม เช่น สุนทรียสนทนา, สานสนทนา, วาทพิจารณ์ ฯลฯ

 

ในตอนต่อไป ผมจะเล่าว่าโบห์มเป็นใคร? แล้วต่อด้วยหนังสือ On Dialogue สำคัญอย่างไร? แนวคิดและวิธีการสนทนาแบบโบห์มเป็นอย่างไร? และสุดท้ายเป็นการสำรวจการประยุกต์ใช้การสนทนาแบบโบห์ม

การสนทนาแบบโบห์ม ๑ : เกริ่นนำ

การสนทนาแบบโบห์ม ๒ : โบห์มคือใคร?

การสนทนาแบบโบห์ม ๓ : หนังสือ On Dialogue สำคัญอย่างไร?

การสนทนาแบบโบห์ม ๔ : แนวคิดและวิธีการสนทนาแบบโบห์มมีอะไรบ้าง?

การสนทนาแบบโบห์ม ๕ : ประยุกต์ใช้การสนทนาแบบโบห์มอย่างไร?

การสนทนาแบบโบห์ม ๖ : สรุป