งานทันตกรรมชุมชนเกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์สองอย่าง คือ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ กับปรากฏการณ์ทางสังคม.

ปรากฎการณ์ธรรมชาตินั้น อธิบายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำซ้ำได้ มีความน่าจะเป็นสูงที่จะเกิดปรากฎการณ์นั้นๆ ภายใต้ปัจจัยที่กำหนด เช่น ถ้าฟันจะผุได้ ต้องมีแบคทีเรีย มีน้ำตาล มีฟัน และมีโอกาสที่จะทำให้ทั้งสามอย่างทำปฏิกริยากันและกัน หรือ plaque สัมพันธ์กับโรคปริทันต์. ปรากฎ-การณ์ทางธรรมชาติ ใช้เครื่องมือทางสถิติเพื่ออธิบาย ความน่าจะเป็นของปรากฎการณ์นั้นๆ คำที่เรามักจะได้ยินก็คือ "มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมากกว่า...." หรือ "มีโอกาสมากกว่า...เท่า ที่จะเกิดโรค"

ปรากฎการณ์ทางสังคม มีเงื่อนไขและโครงสร้างทางสังคมในการเอื้อให้มันเกิดขึ้น. มักจะเกี่ยวข้องการใช้อำนาจในสังคมนั้น สัมพันธ์กับบริบท หรือสภาพแวดล้อมในสังคม เชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกของคน ซึ่งมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ.

ลองยกตัวอย่างเรื่องการสูบบุหรี่กับโรคปริทันต์

บุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคปริทันต์...เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ การศึกษาเพื่อดูปฏิกริยาของสารเคมีในบุหรี่และไอความร้อน ต่อการทำลายเนื้อเยื่อในช่องปาก

การสูบบุหรี่...เป็นปรากฎการณ์ทางสังคม เพราะมันเชื่อมโยงกับอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา สัมพันธ์กับความเข้มแข็งของครอบครัว การศึกษา หรือแม้กระทั่งราคาบุหรี่ซึ่งผูกไว้กับภาษีที่รัฐเรียกเก็บ

ความสับสนปนเป ที่ได้พบเห็นก็คือ เราเข้าใจว่า ปรากฎการณ์ทางสังคม สามารถจัดการได้ในแบบเดียวกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ กล่าวคือ จัดการแบบตรงไปตรงมาโดยใส่"กิจกรรมบางอย่าง"เข้าไป แล้วคาดหวังว่ามันจะไปจัดการกับตัวแปรต่างๆ เหมือนๆ กับการเกิดปฏิกริยาในปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่โชคร้ายก็คือ "กิจกรรมบางอย่าง" ที่เราทำเป็น เอาไปเอามา มันมีอยู่อย่างเดียว คือ "การให้ความรู้"

เราเลยลงเอยด้วยการจัดการกับปรากฎการณ์ทางสังคม ด้วยการให้ความรู้ แล้วคาดหวังว่า มันจะเกิดผลแบบปรากฎการณ์ธรรมชาติ คือ ไปทำปฏิกริยาให้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ทฤษฏีการสร้างเสริมสุขภาพในหลักสูตรของเรา เสนอแนวทางการศึกษาและจัดการกับปรากฎการณ์ทางสังคมไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น OTTAWA Charter หรือ PRECEDE-PROCEED Model

แต่ฐานคิดที่เราต้องมั่นคงคือเข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ และแยกมันออกจากปรากฎการณ์ทางสังคม เข้าใจว่ามันไม่เหมือนกันทั้งในวิธีการศึกษาและวิธีการจัดการครับ