ศานติสุขคือความลงตัว การพัฒนาคือการเชื่อมโยง

ปาฐกถาพิเศษ ศานติสุขในระบบสุขภาพ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประเวศ วะสี

การประชุม 9th HA National Forum “องค์กรที่มีชีวิต

14 มีนาคม 2551 ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

          กราบเรียนท่านอาจารย์หมออารี ท่านผู้มีเกียรติ ประชาคม HA

          ผมขอแสดงความชื่นชมกับสถาบัน HA และประชาคมชาว HA ที่มาร่วมประชุมในวันนี้ถึงเจ็ดพันกว่าคน เกือบแปดพันคน ที่งานของการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว  ผมเองได้เห็นงานนี้ตั้งแต่เป็น embryo ยังไม่คลอดจนกระทั่งคลอดออกมาแล้วเติบโตอย่างรวดเร็ว  ปีแรกๆ มีคนมาประชุมสองสามพันคนก็ว่ามากแล้ว  ต่อมาเพิ่มเป็นสี่พัน ห้าพัน หกพัน เจ็ดพัน แปดพัน ถ้าไม่ขยักไว้ก็จะถึงหมื่นคน  แสดงว่าความสนใจเรื่องนี้เพิ่มพูนโดยรวดเร็วซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับประเทศไทย  เพราะการที่ท่านทั้งหลายจำนวนเป็นหมื่นคน เข้ามาร่วมในกระบวนการที่ผมถือว่าเป็นกระบวนการ 3 อย่างเข้ามาประกอบกัน คือ

          ประการที่หนึ่ง เป็นกระบวนการทางปัญญา เพราะต้องใช้การเรียนรู้ ใช้ความรู้ ใช้นวตกรรมต่างๆ ใช้การจัดการ

          ประการที่สอง เป็นกระบวนการทางสังคม ที่มีการรวมตัวกัน มีการเชื่อมโยงกัน

          ประการที่สาม เป็นกระบวนการทางศีลธรรม ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อความถูกต้อง เพื่อคุณภาพ ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

          ทั้งสามกระบวนการร่วมกันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือกระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางสังคม กระบวนการทางศีลธรรม เป็นความงามที่ก่อให้เกิดความปิติ ความชุ่มชื่น ความงอกงาม ความมีชีวิต เป็นกระบวนการแห่งการให้

          ถ้าท่านหันไปเปรียบเทียบกับกระบวนการอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นกระบวนการทางอำนาจ เพื่อการเอา หรือเพื่อการปล้นจากคนอื่น  เป็นความน่าเกลียด เป็นความโกรธ เป็นความเกลียด แห้งผาก ความไม่มีชีวิตที่ก่อให้เกิดความวังเวงในสังคม

          แต่มาดูกระบวนการนี้ คนเป็นหมื่นคนทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ มันเป็นกระบวนการที่มีชีวิต เป็นกระบวนการที่นำไปสู่ความงามของแผ่นดิน

          Theme ของการประชุมในวันนี้นั้นเป็นเรื่องขององค์กรที่มีชีวิต (living organization) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจที่ตรงนี้  เราเห็นสุกรหรือโคที่ถูกชำแหละออกเป็นส่วนๆ  การชำแหละเป็นส่วนๆ ทำให้มันหมดชีวิตลง  ถ้าเราดูร่างกายของเรามีความหลากหลายสุดประมาณ เรามีหัวใจ มีตับ มีปอด มีไต มีลำไส้ ต่างๆ มีร้อยแปด  เป็นความหลากหลายสุดประมาณแต่ว่ามันเชื่อมโยงกัน ความเชื่อมโยงทำให้มีชีวิตทำให้มีวิญญาณ 

          สิ่งต่างๆ ในสังคมมันถูกชำแหละออกเป็นส่วนๆ  การคิดแบบแยกส่วน การทำแบบแยกส่วน นำไปสู่ความไม่มีชีวิต นำไปสู่วิกฤติการณ์ต่างๆ ในสังคม  เราจะพัฒนาประเทศเราก็แยกส่วนเป็นพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ได้พัฒนาเชื่อมโยงเป็นเรื่องของจิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ พร้อมกันไป  ยิ่งกว่านั้นไปเอาเงินเป็นตัวตั้ง วัดกันที่เงิน อันนี้ก็เป็นการวัดแบบแยกส่วน  อะไรที่แยกส่วนก็จะทำให้เกิดความตีบตัน ความขัดแย้ง ความหมดชีวิตลงเสมอ 

          การศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเราก็ทำแบบแยกส่วน แยกส่วนจากชีวิต ชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง ไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง  เราก็ไม่รู้หรอก เราทำอย่างนั้นจนเคย  เสร็จแล้วการศึกษาก็เข้าไปสู่ความตีบตันจนไม่มีใครจะสามารถแก้ไขอะไรได้ในทุกวันนี้เพราะทำกันจนเคยชินแบบนั้น  เราก็คงเห็นว่าเด็กๆ นักเรียนที่ไปโรงเรียนไม่อยากคุยกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่การท่องวิชา  แต่ว่าชีวิตของคนนั้นต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ชีวิตของเด็กก็ต้องเชื่อมโยงกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย แต่นี่เราก็แยกส่วนไปเสีย

          การแพทย์การสาธารณสุขเราก็ทำแบบแยกส่วน  ที่แล้วมาเราเอาโรคเป็นตัวตั้ง ก็เป็นการแยกส่วน  ที่จริงสุขภาพเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงทั้งหมด  เพิ่งมาเร็วๆ นี้เองที่คนไทยเราได้พยายามนิยามสุขภาพเสียใหม่  เดิมนั้นเราจะเข้าใจว่าสุขภาพคือความไม่มีโรค  การมีโรคคือสุขภาพไม่ดี  อันนั้นคือนิยามด้วยโรคซึ่งแยกส่วน  ตอนหลังเราก็จับได้ว่าการที่การแพทย์การสาธารณสุขและบริการสุขภาพของเราเข้าไปสู่วิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน  เราก็พยายามแก้ไขกันที่ตรงนี้โดยนิยามสุขภาพเสียใหม่ให้ชัดเจนว่า สุขภาพนั้นคือสุขภาวะ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม ทางปัญญา  เชื่อมโยงกันไปหมด  อีกนัยหนึ่ง สุขภาพคือดุลยภาพของสิ่งทั้งปวง  มาถึงตรงนี้เรื่องทั้งหมดก็จะกว้างขึ้น  คนมีโรคก็สุขภาพดีได้ถ้าเรารักษาดุลยภาพของทั้งหมด  คนไม่มีโรคก็สุขภาพไม่ดีได้ถ้าขาดดุลยภาพ 

          ในการรักษาดุลยภาพนั้นทุกคนมีส่วนร่วม  ถ้าเราเอาโรคเป็นตัวตั้งก็มีแต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคคือแพทย์พยาบาลเท่านั้นที่จะมีส่วน  แต่ถ้าเราถือว่าสุขภาพคือดุลยภาพทุกคนมีส่วนร่วมหมด เจ้าตัวเอง พี่น้อง เพื่อนฝูง ชุมชน สังคม การศึกษา การสื่อสาร เรื่องธรรมะ เรื่องสิ่งแวดล้อม ทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง 

          เทคโนโลยี ถ้าเราเอาเรื่องโรคก็มีแต่เทคโนโลยีทางการแพทย์  แต่ถ้าเราบอกว่าสุขภาพคือดุลยภาพ เทคโนโลยีก็ขยายไปสุดประมาณ ไม่มีขอบเขต อาจจะเป็นเทคโนโลยีไท้เก๊ก โยคะ ธรรมะ เรื่องร้อยแปดต่างๆ เข้ามามีบทบาทได้หมด  ตรงนี้ก็เป็นการปรับตัว ปรับไปสู่การคิดแบบเชื่อมโยง

          เราดูเรื่องนี้กันมาค่อนข้างนานจนสามารถนิยามได้สั้นๆ ว่า การพัฒนาคือการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน  นักพัฒนานั้นคือช่างเชื่อม เชื่อมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ใช่ทำสิ่งต่างๆ แยกกันไป

          องค์กรนอกจากมีชีวิตแล้ว เราอยากให้มีชีวิตที่ดีด้วย เป็นชีวิตที่มีความสุข  อันนี้คงเป็นที่มาที่คุณหมออนุวัฒน์กำหนดหัวข้อให้ผมพูด ท่านก็ไม่ได้บอกว่าจะให้พูดอะไร ท่านก็แจกหัวข้อให้มา ศานติสุขในระบบบริการสุขภาพ ให้ผมไปตีโจทย์เอาเอง

          เราลองมาดูตรงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าศานติสุขนั้นเป็นยอดปรารถนาของทุกสิ่งทุกอย่าง ของทุกคน ของทุกครอบครัว ของทุกชุมชน ของทุกองค์กร ของทุกสังคม ของโลกด้วย  เราอยากเห็นมนุษยชาติทั้งโลกมีศานติสุข  ตรงนี้จึงเป็นสุดยอดความต้องการของมนุษยชาติร่วมกันหมดทั้งโลก

 

          ศานติสุขคืออะไร คือความลงตัว

          เราลองเปรียบเทียบดูความไม่ลงตัว เช่น ภูเขาไฟระเบิด มันไม่ลงตัวมันระเบิด  แผ่นดินไหว เพราะว่า tectonic plate มันไม่ลงตัว มันกระทบกัน เกิดแผ่นดินไหว เกิดความรุนแรงมาก เกิดสึนามิคนตายเป็นแสนคน  เกิดอุบัติเหตุก็เพราะมันไม่ลงตัว  เกิดความป่วยก็ไม่ลงตัว มันขบกัน มันไม่ลงตัว

          ศานติสุขเกิดจากความลงตัว ความพอดีของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง

          ดูกว้างๆ ดูภาพใหญ่ๆ ว่าระบบบริการสุขภาพที่ดีที่ใช้กันทั่วไปเป็นสากลจะมีลักษณะสามอย่าง ที่เรียกว่า EQE

          E คือ equity ต้องสามารถเข้าถึงได้ด้วยความเป็นธรรม ประชาชนเข้าถึงได้โดยทั่วตลอด

          Q คือ quality คุณภาพ ถ้าเข้าถึงได้แต่ว่าคุณภาพไม่ดีก็ไม่ถือว่าดี  หรือว่าคุณภาพดีแต่มีเป็นบางหย่อม คนไม่สามารถเข้าถึงโดยทั่วถึง ก็ไม่ถือว่าดี

          E คือ efficiency ประสิทธิภาพ หมายถึงการลงทุนไปแล้วได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่เรียกว่า cost-benefit  ถ้าเราไม่มีประสิทธิภาพ ทรัพยากรเราก็หมด เราไม่ได้ผลกลับมาคุ้มค่าเราก็ไม่สามารถทำให้เกิดความทั่วถึงได้

          เพราะฉะนั้นทั้งสามอย่างนี้ก็สัมพันธ์กัน

          แม้แต่ประเทศที่ก้าวหน้าและร่ำรวยมากอย่างสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุด ก็ขาด efficiency เพราะใช้งบประมาณถึง 12-14% GDP สูงที่สุดทั้งสัดส่วนและจำนวนจริง แต่กระนั้นก็ตาม ขาดความทั่วถึง  คนอเมริกันประมาณ 40 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพด้วยประการใดๆ  เวลาป่วยก็ไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะค่าใช้จ่ายแพงมาก อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นระบบบริการสุขภาพที่ดี  เพราะฉะนั้นต้องมีครบทั้งสามอย่าง คือ เข้าถึงด้วยความเป็นธรรม มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ  อันนี้ก็เป็นเค้าโครงกว้างๆ ที่เราอยากเห็นศานติสุขในระบบบริการ

          เมื่อเราจะดูระบบบริการ เราต้องการอะไร ต้องทำโครงสร้างให้เหมาะกับที่จะเกิดสิ่งนั้น  ถ้าต้องการอะไรที่บินได้ เราก็ต้องสร้างโครงสร้างที่มีปีก เป็นเครื่องบิน มันจึงจะบินได้ ถ้าโครงสร้างเป็นรถยนต์มันก็บินไม่ได้ เราต้องการอะไรที่วิ่งไปบนถนนได้ ก็ต้องทำโครงสร้างให้วิ่งไปบนถนนได้ เป็นรถยนต์            ตัวโครงสร้างมีความสำคัญ ถ้าโครงสร้างไม่เหมาะกับ function ก็ไม่สามารถทำงานได้ดี ทำงานไม่ได้ ไม่ได้ผล วิ่งไปแล้วล้มลุกคลุกคลาน

 

           ตัวโครงสร้างมีความสำคัญสำหรับระบบบริการสุขภาพที่ลงตัว ตรงนี้เองเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยอย่างมากในทุกเรื่อง  ที่จริงเรื่องโครงสร้างเป็นเรื่องง่ายมาก ถ้าเราสร้างพระเจดีย์เราต้องสร้างจากฐานให้มั่นคง ตัวองค์พระเจดีย์ตัวยอดพระเจดีย์ที่อยู่บนฐานที่มั่นคงก็จะมั่นคงยั่งยืน       แต่ว่าเราทำอะไรทำจากยอดทุกอย่าง เศรษฐกิจเราพัฒนาจากยอดก็พังลงๆ  การศึกษาเราทำจากยอดก็พังลง  การเมือง ประชาธิปไตยเราก็จะทำแต่ระดับชาติ เราไม่ได้ทำพื้นฐาน  รากฐานหรือพื้นฐานของสังคมคือชุมชน ท้องถิ่น  ถ้าเป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ มันอยู่ไม่ได้ ฐานมันต้องใหญ่  ทุกวันนี้เราเอาสามเหลี่ยมหัวกลับ  จำเป็นต้องกลับทุกอย่าง ผมเรียกว่า ปฏิวัติในความหมายที่แท้จริง  วัติแปลว่าหมุน ปฏิแปลว่ากลับ  ปฏิวัติต้องหมุนกลับ  อันนี้ข้อใหญ่ใจความของประเทศเรา เราต้องหมุนตรงนี้กลับ ทำตรงฐานให้แข็งแรง จะรองรับข้างบน ทำให้ข้างบนสัมพันธ์กับฐาน 

          ฐานคือชุมชน ท้องถิ่น เรามีทั้งโครงสร้าง ทรัพยากร พร้อมมูลมาก ขาดแต่ความคิดคนไทย  ถ้ามีความคิด ภายใน 5 ปี เราสามารถสร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้มั่นคงได้  ตรงนี้เองระบบบริการสุขภาพถ้าเราเน้นหัวโตคือเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ๆ ศิริราช รามา จุฬาฯ มันก็อยู่ไม่ได้  จำเป็นต้องมีฐานกว้าง นั่นคือระบบสุขภาพชุมชน  ถ้าเราทำระบบสุขภาพชุมชนให้ดี โครงสร้างเรามีอยู่แล้ว เรามีองค์กรชุมชน มี อบต. มีหมู่บ้านเจ็ดหมื่นกว่าแห่ง  มี อบต.เจ็ดพันกว่าแห่ง  มี รพ.ชุมชนทุกอำเภอ  สามารถจะร่วมมือกันทำระบบสุขภาพชุมชนให้แข็งแรง  เสร็จแล้วข้างบนจะสบาย  รพ.จะไม่แน่นเหมือนทุกวันนี้  โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ควรจะดูแลไปได้ใน 3 ระดับ คือ self care, family care และ community care เกือบหมดแล้ว  เป็นหวัดเจ็บคอไม่ควรมา รพ.ใหญ่เลย  มาก็ไม่ได้ผลดีอะไร แน่น เสียเวลา และคนไข้ในโรงพยาบาลทุกแห่งที่แน่นถามดูว่าเป็นอะไร  URI ทั้งนั้นที่แน่นที่สุด  URI ไม่ควรต้องมา รพ.เลย  เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รักษาไม่ได้ดีที่รามา ศิริราช จุฬาฯ เขายุ่งเกิน แล้วก็มีมาก

          ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ส่วนน้อยที่ได้รับการวินิจฉัยก็การรักษาไม่ดี  ทั้งหมดนั้นส่งให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคหัวใจ โรงสมอง โรคตา โรคไต ก่อให้เกิดภาระโรค ภาระบริการเต็มประเทศไปหมด เพราะเราไม่สามารถให้บริการที่ดีกับเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 

          มีตัวอย่าง รพ.ชุมชน เช่น หมอเกรียงศักดิ์ ที่ภูกระดึง ผมเช็คดูแล้ว คุยกับเขา เขาบอกว่าสถานีอนามัยของเขาสามารถตรวจคนทั้งตำบล ตรวจเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้หมดว่าใครเป็นและรักษาทุกคน  มีความเป็นไปได้ที่เราจะดูแลคนไข้เบาหวานความดันโลหิตสูงหมดทุกคน ทั่วแผ่นดินไทยด้วยระบบบริการสุขภาพชุมชน

          เรื่องของผู้สูงอายุ เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ มา รพ.ลำบาก ยิ่งจน ยิ่งไกล ยิ่งป่วย ยิ่งลำบาก  นึกภาพคนแก่ เป็นอัมพาตต้องสวนสายปัสสาวะไว้ บ้านก็อยู่ไกลที่ท้องนา ต้องเปลี่ยนสายสวน จะขึ้นรถอะไรมา เอาตังค์ค่ารถที่ไหนมา ลำบากไปหมด เพราะตัวระบบบริการของเราที่เป็นระบบหัวโต แต่ว่าเมื่อมีพยาบาลไปเยี่ยมบ้าน ไปเปลี่ยนให้ถึงบ้าน มันเปลี่ยนนรกเป็นสวรรค์ทันที  ขณะนี้มีรูปแบบที่ทำมากขึ้นเรื่อยๆ คนแก่อยู่ที่บ้านมีพยาบาลไปเยี่ยมที่บ้าน รพ.บ้านแพ้วที่สมุทรสาครนี่ก็ทำ  มีคนแก่อยู่ที่บ้านประมาณร้อยคน ป่วยเรื้อรัง มีพยาบาลไปเยี่ยมบ้านทุกอาทิตย์ 

          ถ้าเราต้องการปฏิรูประบบบริการของเรา จากสภาพที่ต้องไปขอทานบริการที่ รพ. คือไปเข้าคิวแน่น รอนาน ตรวจแพล๊บเดียว  เป็นบริการไปถึงบ้านคนไข้ ถึง door step  เราต้องการพยาบาลสามแสนคนในประเทศไทย  ผมพูดตรงนี้มานาน คราวหนึ่งหัวหน้าพยาบาลไปฟ้องอาจารย์เสมซึ่งเป็นรัฐมนตรี ว่าหมอประเวศนี่พูดจาบัดสีบัดเถลิงอะไรมีพยาบาลตั้งสามแสนคน  ผมคิดว่าการปฏิรูปตรงนี้ต้องการพยาบาลจำนวนมาก  ขณะนี้เรากำลังร่วมกับ อบต. คณะพยาบาลศาสตร์  รพ.ชุมชน ผลิตพยาบาลของชุมชน ไม่รอกระทรวงสาธารณสุข  อบต.จ่ายเงินค่าเล่าเรียนให้ เลือกเด็กของเขามาเรียน  คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยการาพยาบาลร่วมมือดูแลให้อย่างดี จบแล้ว อบต.รับไปอยู่ในชุมชนเลย เป็นลูกเป็นหลานเขา ไปอยู่ในชุมชน สามารถดูแลเบาหวานความดันโลหิตสูง คนแก่ ดูได้หมด  เราทำร่วมกับสภาการพยาบาลด้วย  เราตั้งเป้าหมายว่าในสิบปีข้างหน้าจะผลิตพยาบาลของชุมชนสักเจ็ดหมื่นคน  เรียกว่าลงไปอยู่ทุกชุมชน  เมื่อเป็นอย่างนั้นจะเปลี่ยนโฉมไปเลย  เราไปเน้นความเข้มแข็งที่ชุมชนที่ฐานราก 

          ตัวโครงสร้างนี้สำคัญ  เราจะทำเรื่องคุณภาพ ไม่คำนึงถึงโครงสร้างนี่ทำไม่ได้  รพ.มันแน่นเกิน ยุ่งเกิน เร็วๆ และการฟ้องร้องอย่างที่เกิดขึ้นมันก็มีขึ้น  อย่างหมอสุเมธบรรยายเมื่อสักครู่นี้ว่าเวลาคนไข้ไม่พอใจทีหนึ่งก็ไปบอกกันต่อๆ ไป จากคนหนึ่ง จากสิบคนเป็นหมื่นคน แสนคน ที่ไม่พอใจ รพ.ต่างๆ  ก็เกิดความขัดแย้ง ฟ้องร้อง  ตอนนี้แพทยสภาเองก็ลำบาก หนังสือพิมพ์ลงเรื่อยว่านายกแพทยสภาพูดอะไร อย่างไร  ฉะนั้น จะเป็นศานติสุขในระบบบริการเราต้องคำนึงถึงโครงสร้าง ที่จริงตอนนี้เราค่อนข้างพร้อมทีเดียว ขาดความคิดเท่านั้น  ถ้าคิดได้ตรงนี้ร่วมกันทำได้ สร้างเป้าหมายร่วมกันของระบบสุขภาพชุมชน  ที่ผมไปพูดแทบทุกครั้ง ตามที่ต่างๆ เป้าหมาย 7 อย่าง แต่ละตำบลทำได้

          1. เป็นตำบลไม่ทอดทิ้งกัน ไปสำรวจว่ามีใครถูกทอดทิ้ง เด็ก คนแก่ คนเจ็บ คนพิการ เด็กกำพร้า มีกองทุน

          2. มีเศรษฐกิจพอเพียง

          3. ดูแลโรคที่พบบ่อย

          4. เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

          5. ผู้สูงอายุ

          6. ควบคุมโรค ชุมชนเข้มแข็งดูแลไข้เลือดออกไม่ให้ระบาดได้ รพ.ใหญ่ๆ ไม่มีทางทำอะไรเกี่ยวกับการควบคุมโรคได้  แต่ชุมชนเข้มแข็งทำได้  ต่อไปก็ดูเรื่องชาร์ เรื่องยาเสพติด เรื่องอุบัติเหตุ

          7.  สร้างเสริมสุขภาพ อะไรที่ดีงามที่จะทำให้สุขภาพดี ก็กันทำในระดับชุมชน 

          ถ้าเรามีเป้าหมายร่วมกัน ทุกฝ่ายเข้ามาตกลงร่วมกัน มันก็เกิดเป้าหมายร่วมที่จะขยับไป  ภายในไม่ช้า ภายในสักห้าปี เราจะมีระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง

          ในระบบก็ต้องมีองค์ประกอบที่ถูกต้อง ครบ และเชื่อมโยงกัน เหมือนรถยนต์ ถ้าองค์ประกอบมันครบ ถูกต้อง เชื่อมโยงกัน เราก็มีรถยนต์ที่วิ่งไปได้ smooth มีศานติสุขในระบบของมัน  แต่บางทีถ้าขาดฟิวส์ไปสักตัวเดียวรถยนต์ก็วิ่งไม่ได้  หรือถ้าเครื่องมันต่างคนต่างอยู่  มันไม่ครบ เครื่องมันชำรุด ระบบมันก็บกพร่อง พิการ  เรื่องนี้ก็เข้าใจไม่ยาก 

          1. เรื่องกำลังคน เราต้องมีกำลังคนเพียงพอ มีคุณภาพเหมาะสม มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ อย่างที่เราคุยๆ กัน

          2. เทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสม ที่จะนวตกรรมขึ้นอย่างที่เราได้ยินเมื่อกี้ใน session ที่ผ่านไป  ตรงนี้ต้องการการวิจัยมากเพราะเราซื้อเทคโนโลยีมาเยอะมาก แล้วเราก็ใช้ไปโดยเรารู้ไม่เท่าทันว่าเทคโนโลยีที่ใช้แต่ละอย่างนั้นเหมาะสมหรือไม่ cost-benefit หรือไม่  ตรงนี้เองผมคิดว่า HA สปสช. ใครก็แล้วแต่ กรมการแพทย์ด้วย ช่วยกันตรงนี้  ผมคิดว่า รพ.ใหญ๋ๆ โรงเรียนแพทย์ รพ.ของกรมการแพทย์  ต้องทำสิ่งที่เรียกว่า clinical decision  analysis ว่าแพทย์แต่ละคนเวลาจะส่ง investigate อะไร สั่งการรักษาอะไร ต้องผ่านการวิเคราะห์ ว่าที่เราสั่งอย่างนั้นมันให้ผลคุ้มค่าไหม  การจะวิเคราะห์ได้ว่าให้ผลคุ้มค่าไหม  เราต้องรู้ sensitivity รู้ specificity ของเทคโนโลยี รู้ cost รู้ efficacy ของมัน  เอาเข้ามาประกอบ  อันนี้วิชาการจะเจริญก้าวหน้ามาก  ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นเหยื่อ เพราะต่างประเทศเขาคิดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ยาใหม่ๆ แพงขึ้นเรื่อยๆ  แล้วเขาก็มีเทคนิคในการ promote ให้หมอใช้ หมอก็ใช้ตามเขาไปโดยเราไม่รู้  เราไม่รู้เลยว่ายาใหม่ใช้แล้วเทียบกับยาเก่าที่เราเคยใช้มันเป็นอย่างไร  ตรงนี้ต้องการการทำวิจัยอย่างมาก

          ผมยุหมอสงวน ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า สปสช.ต้องไปทำตรงนี้ให้เต็มที่  แล้วจะลดค่าใช้จ่ายในระบบบริการสุขภาพเป็นหมื่นล้านบาทต่อปี ตรงนี้จำเป็นต้องทำ

          เห็นบุญเรืองมาเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ก็ดีใจ ผมฝันมานานอยากเห็นกรมการแพทย์เป็นกรมวิชาการที่จะช่วยให้บริการต่างๆ ดีขึ้น  รร.แพทย์ทุกโรงเรียนต้องทำตรงนี้  ไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถ protect ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติได้

          หลายปีมาแล้วตอนท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ เป็นรองปลัดกระทรวง ได้ทำเรื่องบัญชียากลาง กำหนดราคายากลางไว้  ปรากฏว่าบริษัทยาเอาทูตประเทศเขามารุกรัฐบาลไทย 20 ประเทศได้ ว่ายาอย่างเดียวกันที่ผลิตในประเทศของเขามีคุณภาพดีกว่า ต้องให้เขาขายแพงกว่า   ถ้าอย่างนี้เราไม่มีวิชาการสนับสนุนรัฐบาล รัฐบาลจะเอาน้ำยาอะไรไปสู้เขา  วิชาการเราต้องทำให้แข็ง  เรายังแข็งแรงไม่พอเรื่องวิชาการ

          3. ข้อมูลข่าวสาร ถ้าเราดูระบบที่ดีที่สุดคือระบบร่างกายของเรา  ระบบสังคมไม่มีตัวอย่างที่ดีที่สุด  ระบบร่างกายของเรามีความหลากหลายสุดประมาณ  มันจะเป็นตัวอย่างว่าอวัยวะต่างๆ จะมีอัตลักษณ์ของตัว หัวใจ ตับ ปอด ไต ทุกอย่างต้องมี identity ของตัว ถ้าหัวใจอยากไปเหมือนตับจะลำบาก  ทุกอย่างต้องมี identity ของตัว  รพ.ต่างๆ ต้องมี identity ของตัว อย่าไปเหมือนกัน  แล้วมันต้องมี autonomy ไม่อย่างนั้นไม่ทัน มัวแต่จะไปรอคนอื่นสั่ง สั่งให้หายใจ สั่งให้หัวใจเต้น มันไม่ทัน  ตกลงมันมี identity มี autonomy แต่มันมีบูรณาการ เชื่อมโยงทั้งหมดเป็นเอกภาพ

          ถามว่ามันทำอย่างไร มันใช้ข้อมูลข่าวสารกับการสื่อสารอย่างหนัก  อาจจะเรียกว่าทั้งระบบเป็นระบบการสื่อสาร มันรู้ถึงกันหมด ใช้หลายอย่าง ทั้งระบบประสาท ระบบสารเคมี   มีนักวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ บอกว่าสิ่งมีชีวิตเป็น liquid crystal  แปลว่ามันรู้ถึงกันหมดทั้งระบบทันที  เพราะฉะนั้นตัวข้อมูลข่าวสารนี่สำคัญที่ทำให้รู้ถึงกันหมด

          เราพึ่งฟังตัวอย่างของผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์เมื่อสองวันมานี่ อยู่ที่สามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ มาเล่าให้ฟัง  ในชุมชนของท่านคนจะรู้ถึงกันหมดเลย มีข่าวมีอะไรจะรู้ถึงกันหมด  เกิดความเป็นเอกภาพขึ้น

          4. ต้องมีกลไกแก้ไขข้อขัดข้อง เวลามีความขัดแย้งทำอย่างไรจะแก้ไขด้วยสันติวิธี  ผู้ป่วยไม่ปลอดภัยทำอย่างไรจะมีกลไกเพื่อ patient safety

          5. พลังงาน คือระบบการเงินที่ดี เป็นพลังงานที่จะทำให้ระบบทั้งหมดทำงาน

          6. การจัดการที่ดีจะทำให้ระบบทั้งหมดเชื่อมโยงกันและ function ได้ดี  การจัดการกับการบริหารไม่เหมือนกัน

          6. การจัดการที่ดีจะทำให้ระบบทั้งห