เนื้องอกขนาดประมาณ 4 เซนติเมตร และชอคโกแลตซีสต์ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ที่แถวปีกมดลูก อีกแล้วหรือในเด็กวัยรุ่นอายุเพียง 16 ปี

        หายไปอีกเวลานานพอสมควร เพราะต้องรีบไปจัดการดูแลลูกสาวคือ “น้องอิน” ที่ปิดเทอมมาอยู่ด้วยกันเพียงไม่ถึง 20 วันก่อนกลับไปเรียนพิเศษที่เชียงใหม่เหมือนเดิม เนื่องจากว่าเมื่อเดือนธันวาคม คุณหมอบัญชาจาก Holistic Medical Centre ได้ให้คำแนะนำหลังจากการตรวจสอบการแพ้อาหารแบบสะสมของน้องอิน และคิดว่าน่าจะมีซีสต์ ที่แถวมดลูก ปีกมดลูกหรือรังไข่ จากการตรวจดูเล็บ (ไม่ต้องงง!! นะคะ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ) เมื่อวันที่ 10 มีนาคมนี้ก็พาเธอไปอัลตร้าซาวด์ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งคุณหมอเฉพาะทางด้านสูตินรีเวชฯ ก็หัวเราะเยาะเช่นกัน (ขนาดไม่ได้บอกว่า ผลจากการตรวจดูเล็บ ถ้าบอก คงถูกหัวเราะเยาะมากกว่านี้) แต่พอผลการตรวจออกมาแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ลักษณะเหมือนเนื้องอกขนาดประมาณ 4 เซนติเมตร และชอคโกแลตซีสต์ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ที่แถวปีกมดลูก อีกแล้วหรือในเด็กวัยรุ่นอายุเพียง 16 ปี ทั้งๆที่ตอนแรกคุณหมอบอกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะอาการปวดท้องน้อยแบบนี้ก็ดูจะปกติในคนทั่วไป (แต่ตัวเองเถียงอยู่ในใจว่า ยังไงก็ไม่ปกติ อาการปวดท้องน้อยก่อนเป็นประจำเดือนเป็นสัปดาห์ รวมถึงปวดช่วงเวลาที่เป็นและหลังเป็นย่อมไม่ธรรมดา แม้จะไม่ปวดมากจนทนไม่ไหว ไม่ได้ปวดจนดิ้น เพียงปวดรำคาญ กินยาก็บรรเทา หมดฤทธ์ยาก็เป็นใหม่) เลยเข้าใจว่าคุณหมอคงเจอโรคมาเยอะจนคิดว่านี่คืออาการธรรมดาของคนไปเสียแล้ว ตัวเองก็ปฏิบัติและดูแลตัวเอง จากที่เคยปวดท้องก่อนมีประจำเดือนมากๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีอาการปวดเลยทั้งก่อนเป็นและเมื่อเริ่มเป็นจากการล้างพิษด้วยธรรมชาติบำบัดทำให้รู้ว่าปกติที่ร่างกายสมดุลแล้วมันต้องไม่ปวดต่างหาก หรือปวดไม่มาก เมื่อผลออกมาแบบนี้ คุณหมอก็อุทานว่า “เขาแม่นเหมือนกันนะ” (จากตอนแรก แสดงออกด้วยอาการหัวเราะเยาะและกล่าวว่า “ขนาดนั้นเลยเหรอ” )

 img212/1199/dsc04365nf4.jpg

        เราสองแม่ลูกมิได้ตกใจเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างรู้อยู่แล้วจากการศึกษาเรื่องอาการภูมิแพ้และการล้างพิษ ซึ่งก็ดำเนินการแบบไม่เต็มที่มากนักเนื่องจากน้องอินยังเด็ก ยังมีนิสัยขี้เกียจออกกำลังกาย และก็ยังไม่สามารถที่จะล้างพิษด้วยการอดอาหารแต่รับประทานผลไม้อย่างเดียวได้ตามสูตรในระยะเวลา  10 วัน  ดังนั้นเมื่อผลออกมาก็ไปดำเนินการล้างพิษต่อหวังให้ธรรมชาติบำบัดและเยียวยาเอาส่วนเกินของร่างกายนี้ออกไป (เพียงสัปดาห์ละครั้งเท่าที่วัยรุ่นจะทำได้)
  
        เล่ามาก็เพียงอยากบอกว่าในเด็กที่มีอาการภูมิแพ้ และเติบโตอยู่กับโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยอาหารขยะ และสิ่งปลอมปนต่างๆ ทั้งจากอาหารและสภาวะแวดล้อมทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสกับร่างกายนั้น มีความเสี่ยงกับการที่จะเป็นเนื้องอก ซีสต์ มะเร็ง ค่อนข้างมากด้วยสารพิษ ซึ่งมีสารอนุมูลอิสระเป็นส่วนใหญ่  ทางที่ดีถ้าทำได้ทั้งคนที่เป็นแล้วและยังไม่เป็นควรป้องกันตัวเอง และฟื้นฟูด้วยธรรมชาติบำบัดในชีวิตประจำวันกันดีกว่าค่ะ

 img214/2233/kapook34187dy3.gif 


           ถึงเวลาเล่าเรื่องกันต่อจากบันทึกที่แล้วในการล้างพิษในชีวิตประจำวัน ซึ่งคุยไปแล้ว 3 ด้าน คราวนี้จะนำเสนอไว้ให้อีก 2 ด้าน ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของตนเองและของน้องอิน คือ ทางผิวหนัง  และ ทางระบบไหลเวียนน้ำเหลือง คราวต่อไป ค่อยมาคุยกันต่อเรื่อง การล้างพิษทางตับซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสุดๆ และ การอดล้างพิษและ เรื่อง อนุมูลอิสระ ซึ่งก็คงอีกหลายบันทึกทีเดียว
  
การขับสารพิษทางที่ 4 ทางผิวหนัง  ซึ่งมักจะควบคู่กับทางที่  5 ระบบหลอดน้ำเหลือง

        ผิวหนังถือเป็นอวัยวะขับสารพิษที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยการขับออกด้วยต่อมเหงื่อในคนที่มีสารพิษคั่งค้างอยู่มากๆ ก็อาจจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าเดิม เพราะสารพิษโดยเฉพาะยูเรียจะออกมาทางผิวหนังมากกว่าเดิม

การกระตุ้นการขับเหงื่อจึงเป็นการเร่งล้างพิษ ซึ่งมีการใช้ความร้อนและการใช้สมุนไพรล้างพิษ เช่น

1. การออกกำลังกายแล้วอบสมุนไพร (ครั้งละ 5-10 นาที) หรือซาวน่า ครั้งละ 3-5 นาที (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอบสลับร้อนและเย็นแค่ 3 รอบ) จะทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้นแล้วกลั่นเป็นเหงื่อซึ่งนั่นหมายความว่าสารพิษที่อยู่ในกระแสเลือดจะได้ถูกขับออกมากขึ้น (จะเห็นว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตมากขึ้น) ทั้งนี้การใช้น้ำอุ่นร่วมกับการถูตัวที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการขับพิษทางหลอดน้ำเหลืองโดยจะกล่าวในช่วงต่อไป จะช่วยขับพิษได้มากขึ้น

2. การใช้สมุนไพรขับเหงื่ออย่างง่าย นอกเหนือจากการอบสมุนไพร มีวิธีการง่ายๆ ซึ่งช่วยให้มีการขับเหงื่อเร็วขึ้นคือ โดยใช้หอมแดงจำนวน 7-10 หัว บุบพอแตก ต้มในน้ำ 1 ถ้วยใหญ่ เดือดนาน 5 นาที ดื่มน้ำตอนอุ่นๆ จนหมดจะช่วยขับเหงื่อออก หรือถ้าใครมีหญ้าคา ให้เอารากหญ้าคามา 1 กำมือ ต้มในน้ำ 1 ถ้วยใหญ่ๆ ดื่มในขณะอุ่นจัดๆ

        จากประสบการณ์ที่ทำกับน้องอิน ผู้ซึ่งขี้เกียจออกกำลังกายและมีเหงื่อออกน้อยมากๆ เมื่อเริ่มใช้สูตรหอมแดงต้ม เธอยี้มากๆ เพราะไม่ชอบกลิ่น กินไปบ่นไป แค่ครั้งแรกก็ได้ผล ชนิดที่มีกลิ่นหอมออกมาทางการขับถ่าย เหงื่อออกมาก ยิ่งทำวันที่ 2 ด้วยแล้ว เธอมีเหงื่อออกมากขึ้นในระยะยาว

3. การช่วยขับสารพิษออกทางต่อมน้ำมันที่ใต้ผิวนัง ซึ่งมักจะอยู่ร่วมกับรูขุมขน น้ำมันที่ออกทางผิวหนังจะกลายเป็นคราบไคลที่สกปรก เซลล์ที่ตายแล้วก็มักจะถูกขับออกนอกร่างกายตามรูขุมขนนี้ หากเรากระตุ้นการขับน้ำมันออกมาให้มากขึ้น ก็จะทำให้ร่างกายสะอาดมากขึ้น  โดยการถูผิวหนังด้วยสารเส้นใยธรรมชาติ เช่นผ้าขนหนู ใยลูกบวบ

4. การกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดน้ำเหลือง ให้ไหลได้คล่องขึ้นทั่วร่างกายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขับสารพิษออกจากร่างกายได้มากวิธีหนึ่ง (จากประสบการณ์ตนเองและลูกพบว่าช่วยได้มากเกินความคาดหมาย และอย่างไม่น่าเชื่อ)  เนื่องจากระบบหลอดน้ำเหลืองมีทั่วร่างกาย มีหน้าที่เป็นตัวกลางพาอาหารไปเลี้ยงเซลล์ เมื่อเซลล์กินอาหารหรือเกิดปฏิกิริยาเคมีใดๆ จะเกิดสารพิษออกมาอยู่ในน้ำเหลือง ซึ่งน้ำเหลืองจะรวบรวมสิ่งปฏิกูลจากเซลล์กลับสู่หัวใจ โดยไปทางท่อน้ำเหลืองที่แยกต่างหากจากหลอดเลือด จากนั้นหัวใจก็จะแจกจ่ายสารพิษไปให้อวัยวะที่มีหน้าที่ขับ (ที่เคยกล่าวมาหลายระบบ) ช่วยกันลำเลียงออกนอกร่างกาย

         ปัญหาคือระบบหลอดน้ำเหลืองที่ไหลเวียนกลับเข้าหัวใจไม่มีตัวช่วยเหมือนหลอดเลือด ต้องไหลต้านแรงโน้มถ่วงของโลก จากที่ปลายเท้าจะขึ้นสู่ขาและกลับที่หัวใจแสนยากเย็น แถมอิริยาบถของคนส่วนใหญ่ก็มักจะนั่งนานๆ หรือยืนนานเสียด้วย นี่เป็นคำอธิบายได้สำหรับหลายๆคนที่ชอบมีอาการแพ้คือมีผื่นขึ้นที่เท้า ตอนเย็นๆ (เนื่องจากสารพิษคั่งอยู่ และเท้าก็มักจะบวมเล็กน้อยด้วย) การเร่งกระตุ้นขับสารพิษทางนี้จะใช้การ ถูผิวหนัง ซึ่งเป็นการใช้แรงกด(เล็กน้อย) เป็นการรีดน้ำเหลืองจากส่วนปลายของอวัยวะคือ เท้า ขาและแขน หรือปลายมือเข้าสู่หัวใจได้ง่าย พร้อมกับเป็นการนวดกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลืองนั่นเอง

img212/2886/kapook39081jj5.gif

การถูผิวหนัง (ทำอย่างไร?)

หลักการ

1. ถูตามแนวเส้นทางของระบบหลอดน้ำเหลืองจากส่วนปลายสู่ต่อมน้ำเหลืองในแต่ละจุดของร่างกาย ต่อด้วยเข้าสู่หัวใจ (ท่านสามารถ search หารูป “ระบบน้ำเหลือง” ในร่างกายได้จาก Net เพื่อประกอบการเรียนรู้เพิ่มได้)

2. ถูก่อนอาบน้ำ เพราะการถูจะช่วยขจัดของเสียจากผิวหนังด้วย เมื่ออาบน้ำ ถูสบู่ ก็จะได้ชะล้างสิ่งสกปรกออกไปทีเดียวเลย

3. การถูให้ถูผิวหนัง 2 รอบเริ่มจากแขนซ้าย แขนขวา รักแร้ ลำตัวด้านหน้า ลำตัวด้านหลัง ขาซ้าย และจบลงที่ขาขวา (จบแล้วทำอีก 1 รอบ)

4. การถูแขนและขา เริ่มจากส่วนปลายคือ ปลายมือ หรือปลายเท้าโดยใช้ใยลูกบวบ หรือผ้าขนหนู หรือจะใช้มือเฉยๆ ก็ได้ประโยชน์มากแล้ว (อุปกรณ์ต้องเปียก นุ่ม) กดลงไปที่ผิวหนัง ออกแรงกดพอสบาย อย่ากดแรงเกินไปจนผิวหนังเป็นรอย เริ่มจากปลายมือมาหาหัวไหล่ (มีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้) การถูให้ทำเป็นแนวเดียว ลากจากปลายมือถึงหัวไหล่เป็นแนวๆไปจนรอบแขน ซึ่งจะเหมือนกับขาที่จากปลายเท้าถึงขาหนีบ (มีต่อมน้ำเหลืองอยู่ที่ขาหนีบ) ตามด้วยถูจากรักแร้แต่ละด้านมาที่หัวใจ

5. การถูลำตัวด้านหน้าและหลัง บางตำราบอกถูขึ้น บางตำราบอกถูลง แต่ถ้าวิเคราะห์ระบบไหลเวียนและบ่อพักน้ำเหลืองแล้ว ทำทั้ง 2 แบบก็ไม่น่าจะต่างกันเพราะอย่างไรเสียก็ต้องเข้าสู่หัวใจและกระจายลงไปอยู่ดี

6. เทคนิคคือ ทำวันละ 2 ครั้งก่อนอาบน้ำเช้าและเย็น ถ้าไปถูตอนอบไอน้ำหรือซาวน่าก็จะกระตุ้นได้มาก และอย่าถูตรงๆ ลงไปที่แผล และในคนที่เคยเป็นลมพิษ อย่าพึ่งใช้บวบ ควรใช้มือก่อน ระยะหลังๆ ที่พิษขับออกมามากแล้ว (มีผื่นขึ้นหลังอาบน้ำ) และเริ่มลดลง ค่อยขยับมาใช้ผ้าขนหนูหรือไยลูกบวบ

7. การถูตัวเป็นการช่วยขับพิษที่แทนที่จะสะสมอยู่ภายในให้ออกมาภายนอกทางผิวหนัง ดังนั้นหลังทำในช่วงแรกๆ ที่มีพิษสะสมอยู่ และไม่เคยจัดการเลย จะเริ่มมีผื่นขึ้น หรือตุ่มสีแดงหลังอาบน้ำ ไม่ต้องตกใจ มันจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อทำเป็นประจำ มันออกมาดีกว่าให้มันไปหมักหมมเป็นของร้ายๆ ให้ร่างกายสร้างโปรตีนหรือเนื้อเยื่อมาห่อหุ้ม ฯลฯ พอกพูนในร่างกายไปเรื่อยๆ จนเป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกายเอง

img212/5693/kapook41469zg9.gif

ประสบการณ์ที่แตกต่างในการถูตัวของคน 3 คน

น้องอิน ซึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพจากมีการแพ้อาหารแบบสะสมหลายชนิด และประวัติมีปัญหาเรื่องมีตุ่มขึ้นที่ต้นขาเป็นระยะๆ ไม่มาก และท้องผูกเป็นประจำ ปวดหัวบ่อย ปวดท้องน้อยบ่อย บางครั้งมีประจำเดือน 2 ครั้งใน 1 เดือนและปวดท้องมาก ปริมาณมาก สุดท้ายก็ตรวจพบซีสต์และเนื้อเยื่อที่มีการฟอร์มตัวผิดปกติดังที่กล่าวมาในช่วงต้น

ผลลัพธ์ ตอนแรกเธออยู่เชียงใหม่ ยังไม่มีอุปกรณ์ฉันอธิบายให้ฟังทางโทรศัพท์โดยเธอได้รับยา (อาหารเสริมเพื่อช่วยให้ตับขับพิษบ้างแล้วเช่น วิตามินซี, โอเมก้า 3, ขมิ้นชัน, ) เธอใช้มือรีดน้ำเหลืองเท่านั้นหลังการทำและอาบน้ำครั้งแรกเธอก็มีผื่นขึ้น คันตามตัวโดยเฉพาะตามข้อ ซึ่งบางครั้งถึงกับมีตุ่มขึ้นด้วย บางครั้งก็เป็นเหมือนสิวขึ้นมากๆ ในแต่ละที่ต่างกัน ตอนหลังๆก็ค่อยๆน้อยลงบ้าง ซึ่งทำมาประมาณ 1 เดือนเธอก็ยังมีพิษถูกขับออกมาเรื่อยๆ แต่อาการทางกายภายในดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นปวดหัว  (แต่ถ้าวันไหน พิษถูกขับออกมามาท้นในกระแสเลือดก็สามารถที่จะปวดหัว ปวดข้อ มีผื่นขึ้น) ซึ่งฉันไม่แปลกใจเลยเพราะเธอมีเนื้อเยื่อแปลกปลอมมากขนาดนั้น กว่าจะอดล้างพิษด้วยน้ำผลไม้ซึ่งเธอทำไม่ได้มาก เพื่อให้ร่างกายนำของเสียเหล่านั้นมาย่อยสลายให้เป็นอาหารของร่างกายตามกลไกธรรมชาติ คงต้องใช้ระยะเวลาและ การมีวินัยในการจัดการแบบองค์รวมด้านอื่นๆด้วย เช่นการพักผ่อนและการออกกำลังกายที่เพียงพอ เหมาะสม  ซึ่งในเด็กวัยเรียนดูจะทำได้ยากเหลือเกิน

img212/5894/vaw01731si2.jpg

แม่น้องอิน (ฉันเอง) ซึ่งมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้คือคัดจมูก และปัญหาอื่นๆ ดังที่เคยกล่าวไว้ในบันทึกก่อนหน้านี้เนื่องจากมีแพ้อาหารแบบสะสม ซึ่งจำนวนน้อยกว่าน้องอินเป็น 3 เท่า เมื่องดอาหารที่แพ้ไป ก็ไม่มีปัญหาอะไร ใช้ยาซึ่งเป็นอาหารเสริมช่วยตับขับพิษมาก่อนเช่นกัน หลังจากนั้น  2 เดือนเริ่มเรียนรู้การถูตัว

ผลลัพธ์ ครั้งแรก และประมาณ  3 สัปดาห์หลังจากนั้น หลังถูตัวแล้วอาบน้ำตามปกติ เริ่มจากมีผื่นแดงๆ และคัน ขึ้นตามตัวเป็นหย่อมๆ บางครั้งเป็นแบบสิว แต่ไม่มาก บางครั้งเป็นเหมือนจุดเลือดออกเล็กๆ ตามแขน ขาโดยเฉพาะบริเวณขาพับ ตอนแรกตกใจเหมือนกัน งงๆ อยู่ แต่พอค้นคว้าลึกขึ้นจึงรู้ว่า พิษได้ถูกขับออกมาปรากฏทางผิวหนัง ก็ให้กำลังใจว่าให้มันออกไปเรื่อยๆ ดีกว่าสะสมอยู่ภายใน หลังๆ ก็น้อยลง จนแทบไม่มีอะไร ผิวหนังก็ดีขึ้น
 
นอกจากนี้ก็มีน้องเภสัชกร ที่เริ่มทำก็เริ่มมีผื่นคันเกิดขึ้นอีกเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการอดล้างพิษด้วยน้ำผลไม้ร่วมด้วย

       เพียงการช่วยขับพิษ 2 ด้าน ก็ยืดยาวมากทั้งๆ ที่เพียงคร่าวๆ เท่านั้น คราวต่อไป ฉันจะมาเล่าต่อในด้านการช่วยขับพิษที่ตับซึ่งเป็นกลไกสำคัญของร่างกาย และถ้าเขามีปัญหาเขานั้นแหละที่จะเป็นตัวสะสมพิษเสียเอง... พิมพ์ไปก็เริ่มเหนื่อยเสียแล้ว แถมวันนี้เป็นวันที่ฉันอดล้างพิษด้วยการกินมะละกออย่างเดียว 2.5 ก.ก.ต่อวัน จะหิวบ่อย และยังมีอีกหลายกิจกรรมในวันล้างพิษนี้ที่ยังไม่ได้ทำ เช่น นั่งสมาธิและล้างพิษทางเดินหายใจ สวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ ชี่กง และโยคะ ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในโปรแกรมวันนี้จนกว่าจะนอน  เสร็จภารกิจนี้แล้วคงต้องไปดูแลตัวเองต่อก่อน แล้วจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อการเป็นเพื่อน เป็นกำลังใจ  และดูแลลูกสาวสุดที่รักไปพร้อมๆ กัน 

         นี่แหละเลยทำให้ห่างหายไปจาก G2K ไปบ้าง  แต่ก็จะพยายามนำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาเล่าสู่กันฟังในคนที่เป็นปัญหาคล้ายๆ กัน หรือคนที่อยากจะป้องกันปัญหาในอนาคต  เพราะรักและห่วงใยในชีวิตของตัวเองและของทุกผู้คน...ด้วยเราและสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน...

img526/6700/images41mn4.jpg

หมายเหตุ ความรู้ด้านวิชาการที่นำมาล้วนมาจากหนังสือที่ได้อ้างอิงไว้ตั้งแต่ 2-3 บันทึกที่แล้วเหมือนเดิมค่ะ