การแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการครั้งนี้เรามีการเตรียมตัวกันค่อนข้างหนักพอสมควร แยกนักเรียนที่จะเข้าแข่งขันออกไปนั่งหน้าห้อง เมื่อสอนนักเรียนในห้องเสร็จก็ออกไปติวนักเรียนหน้าห้องสลับกันแบบนี้ทั้งวัน

 

 

 

 

อ๊ะ..อ๊ะ..อ่านชื่อเรื่องแล้วอย่าคิดว่าครุตุ๊กแกนำเรื่องชวนขนลุกมาเล่า หรือว่า ครูตุ๊กแกใช้คำไม่สุภาพนะคะ  เพราะนักเรียนนำเปรตมาส่งจริงๆค่ะ

            เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า...วันที่ 11 มีนาคม 2551 เป็นวันแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2 ในการแข่งขันครั้งนี้นักเรียนไม่ต้องแข่งขันกับใคร นอกจากตัวเอง เพราะคะแนนที่ได้จะนำมาจัดอันดับ เป็น เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง

            การส่งนักเรียนเข้าแข่งขัน ส่งได้กลุ่มสาระฯละ 2 คน ป.1 และ ป.2 แข่งขันกลุ่มสาระภาษาไทย และ คณิตศาสตร์ ตั้งแต่ ป.3 ขึ้นไป แข่งขัน ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ  ส่วนตัวครูตุ๊กแกรับผิดชอบ ภาษาไทย ป.2

            ในการแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการครั้งนี้เรามีการเตรียมตัวกันค่อนข้างหนักพอสมควร วันจันทร์ถึงศุกร์ติวกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น เรียกว่าแยกนักเรียนที่จะเข้าแข่งขันออกไปนั่งหน้าห้อง เมื่อสอนนักเรียนในห้องเสร็จก็ออกไปติวนักเรียนหน้าห้องสลับกันแบบนี้ทั้งวัน(กลับถึงบ้านอยากจะหลับอย่างเดียว) วันเสาร์อาทิตย์ก็นัดนักเรียนมาอีก

ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนใจดีให้ค่าขนมนักเรียนที่มาติวในวันหยุดคนละ 20 บาท และถ้าใครได้เหรียญทองจะให้อีกเหรียญละ 100 บาท (เหรียญอื่นก็ลดลงตามลำดับ) ส่วนตัวครูตุ๊กแกก็บอกลูกชาย(นักเรียนในความรับผิดชอบ)ว่าถ้าใครได้เหรียญทองจะให้เพิ่มอีก 100 บาท นอกเหนือจากของท่านอำนวยการ

(อัดฉีดน่าดู..กลัวไม่ได้เหรียญทอง คริ..คริ..)

(ครูตุ๊กแกจ๊ะ...เล่ามาตั้งนานเกี่ยวกับ เปรต ตรงไหนเนี่ย..)

            สนามสอบของอำเภอสองพี่น้องอยู่ที่โรงเรียนวัดไผ่โรงวัว และนี่คือที่มาของเปรต แต่จะมาอย่างไรตามอ่านกันต่อนะคะ 

โรงเรียนนี้อยู่ติดกับวัดไผ่โรงวัว  วัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะมีพระโลหะที่ใหญ่ที่สุดในโลก  มีปราสาทร้อยยอด ที่ละคะจักรๆวงษ์ๆ มักจะมาใช้บริการบ่อยๆ และที่สำคัญ มีรูปปั้นจำลองของ เปรตประเภทต่างๆอยู่ด้วย

ในวันสอบ..ครูตุ๊กแกบอกกับเด็กๆว่า ถ้าได้เหรียญทองจะพาไปดูเปรต แต่ถ้าไม่ได้ให้เดินกลับ(โหดจัง..) เมื่อนักเรียนสอบเสร็จก็รบเร้าให้พาไปดูเปรต อ่ะ..ตามคำพูดไปก็ไปพาน้อง ป.1 ไปด้วย ทั้งหมด 8 ชีวิต ครูอีก 3

ระหว่างเดินทางไปดูเปรต ครูตุ๊กแกสังเกตว่าลูกๆของครูตุ๊กแกมีแววตาตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด(ก็แน่ละสิ..ตอนครูตุ๊กแกเด็กๆ ถ้าแม่พาไปดูเปรตที่วัดไผ่ละก็..บรื๋อ.อ..)

นั่นไง รูปปั้น เปรต อยู่ตรงนั้น....ตึก..ตึก..ตึก เสียงฝีเท้านักเรียนวิ่งอ้าว  ครูตุ๊กแกต้องคอยปลอบให้นักเรียนหายกลัว

ลูกชาย..อย่าปีนขึ้นไปบนตัวเปรตสิลูก

ลูกสาว..อย่าดึงมือเปรตสิลูก..เดี๋ยวเปรตล้ม

เอ้า...ขึ้นไปนั่งบนตัวเปรตทำไมล่ะจ๊ะ

และ......อีกมากมาย ....(เหนื่อย..)

เห็นไหมคะว่าลูกชาย ลูกสาวครูตุ๊กแกกลัวเปรตกันขนาดไหน (นี่..นี่ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า  กลัวเปรต  หรือกลายร่างเป็นลิงกันแน่..)

เฮ่อ..ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างมีหวัง เปรตก็เปรตเถอะ เจอลูกลิงครูตุ๊กแกเข้าไป หนาว..ไหนๆก็มาแล้ว ถือว่าทัศนศึกษาไปในตัว

บูรณาการการสอนซะเลย เอ้า...สังคมฯ นักเรียนดูสิคะเปรตชอบพูดโกหกผิดศีลข้อใด เปรตลักขโมยผิดศีลข้อใด....  การบ้านนะคะ..ภาษาไทย ให้นักเรียนเขียนชื่อเปรตมาส่งครู 5 ชื่อ (ดีนะที่ไม่ให้วาดภาพเปรตประกอบด้วย..เพราะจริงๆแล้วไม่ได้หวังผลกับส่งการบ้าน แค่หาทางให้ลิงสงบเท่านั้น)ได้ผลค่ะ ที่ปีนๆกันอยู่ลงทันที ต่างคนต่างวิ่งไปดูชื่อเปรตแต่ละตัว

ระหว่างเดินทางกลับ นักเรียนท่องชื่อเปรต ที่ตัวเองจำมากันเจื้อยแจ้ว..(สม..ซนดีนัก)

- - - - - - - - (*_*)

เช้าวันรุ่งขึ้น...

ครูครับ...มาส่งเปรตครับ...ลูกชายเดินมาพร้อมกับยื่นสมุดที่มีชื่อเปรต 5 ชื่อมาตรงหน้า...  

แต่ครูตุ๊กแกน่ะลืมไปแล้ว ว่าสั่งอะไรไป(โรคประจำตัวเลยนะเนี่ย) ...........^_^