เกมส์ใหม่ในการแข่งขันยุค KM

ในรอบสองสามปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ Intellectual Property หรือ ทรัพย์สินทางปัญญาหนาหูขึ้น ซึ่งนำมาสู่คำว่า KM หรือ knowledge Management ความจริงแล้ว ก็เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ของใหม่อะไร แต่ด้วยความที่สังคมบ้านเราเป็นประเภท Head Line Knowledge Society คือเป็นลักษณะที่ชอบข่าวพาดหัวแบบโฉ่งฉ่าง ที่เป็นคนละเรื่องกับเนื้อความเลย เรายังชอบความฉาบฉวย ลักษณะคล้าย ๆ กับเห็นเขาดื่มไวน์ราคาแพง ฉันขอดื่มด้วย แต่ได้อรรถรสหรือไม่ ไม่เป็นไร ขอให้มีคนเห็นฉันดื่มก็แล้วกัน และถ้าฉันมีลูก ฉันก็จะให้เรียนบัลเล่ย์ เพราะเข้าใจว่า จะช่วยให้ภาพพจน์ในสังคมดูดีขึ้น ไม่ต้องการให้ลูกเรียนเพราะเด็กอยากเรียนเอง แต่ข่าวร้ายคือ ลักษณะอาการเรียนรู้แบบ Head line เช่นนี้ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคม หรือองค์กรตามลักษณะ KM เพราะภาคสองของ KM คือการเตรียมตัวสร้างวัฒนธรรม หรือหน่วยงานที่สามารถสังเคราะห์ความรู้ของเราเองได้ ที่มีบางคนเรียกกันว่า Corporate University เพราะความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่สินค้าที่เป็นตัวตนอีกต่อไป (ถึงแม้ว่า สินค้ายังเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะเริ่มกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์) แต่จะขึ้นกับความเร็วในการสังเคราะห์ความรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันการณ์

Corporate University ที่เป็นรูปธรรมของหน่วยงานในประเทศที่พัฒนามากว่าเรา ซึ่งในอดีตส่วนใหญ่จะมีแต่องค์กรใหญ่ ๆ เท่านั้น ที่ผูกขาดความได้เปรียบในด้านนี้ อย่างเช่น Mcdonald University ที่สอนการทำ การขายแฮมเบอร์เกอร์ อันเป็นสินค้าพื้น ๆ ไม่มีเทคโนโลยีอะไร หรืออย่างบริษัทซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่าง Microsoft หรือ Oracle ที่มีการออกมาให้ใบประกาศนียบัตรกับบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติความรู้ในสินค้าของเขา ซึ่งจากการวิจัยล่าสุด ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับใบประกาศนียบัตรจากบริษัทเหล่านี้ มักได้รับค่าจ้างสูงกว่าทั่วไป อันเป็นลางบอกเหตุอย่างหนึ่งว่า อิทธิพลของสถาบันการศึกษาอย่างเป็นทางการกำลังถูกท้าทาย จนหลาย ๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ต้องหันมาให้ความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจ จัดการศึกษาทางไกลแบบ long distance learning หรือจัดการศึกษาเฉพาะด้านให้ ซึ่งในบ้านเราก็เคยมีหลายหน่วยงานพัฒนาหลักสูตร mini MBA ให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจของตนเอง แต่เนื่องด้วยการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีการกระจาย และ การสร้างความรู้ ทำให้ความผูกขาดนี้ ไม่ได้มีเฉพาะแต่บริษัทใหญ่ ๆ อีกต่อไป บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่สามารลงทุนใน infra-structure ราคาแพง ๆ ก็หันมาใช้บริษัทสาธารณะของหน่วยงานที่ให้บริการ อย่าง Hotoffice.com, Appsonline.com หรือ Visto.com หรืออย่างการฝึก และป้อนแรงงานชั่วคราวให้กับหน่วยงานพวกขาย fastfood หรือ ร้านสะดวกซื้อผ่านเครือข่าย internet อย่าง readylabor.com และอีกหลาย ๆ website ซึ่งริเริ่มทำธุรกิจขายสินค้าความรู้ในด้านนี้ ในประเทศไทยยังมีผู้บุกเบิกด้านนี้สำหรับธุรกิจขนาดเล็กน้อยอยู่ จะมีก็แต่ธุรกิจใหญ่ ๆ แวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ให้ความรู้ที่เรียนรู้จากสถาบันประเภท third party ไม่ทันต่อการใช้งานขององค์กร

2.ความรู้ ความสามารถขององค์กรเป็นแบบเฉพาะที่หาที่ไหนเรียนไม่ได้ และ องค์กรเองก็ไม่อยากสอนคนอื่น เพราะถือว่าเป็นอาวุธในการแข่งขัน

3. ผลกระทบจากเทคโนโลยีของ data mining ทำให้มีการใช้ความรู้ในระดับที่มีองค์ประกอบละเอียดยิ่งขึ้นมีความจำเป็น

อย่างหนึ่งที่เป็นพื้นฐานของความเป็น km คือ ต้องเข้าใจขบวนการสร้าง การเรียนรู้องค์ความรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่แบบการซื้อสินค้าสำเร็จรูป หรือไปก๊อปปี้เขามา ที่เราซื้อหามาเป็นแค่เนื้อหา และเจ้าความรู้นี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถ take over ได้ ดูอย่างหลาย ๆ บริษัท ที่ล้มเหลวจากการ take over บริษัทอื่น เพราะไม่สามารถสร้างขบวนการดูดซับความรู้ได้ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด มันเป็นอะไรที่มีลักษณะพิเศษที่เราต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่สามารถถ่ายทอดกันได้ตรง ๆ หากถ่ายทอดได้ พ่อก็น่าจะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่ตนเรียนมาให้กับลูก หรือซีอีโอคนก่อนก็น่าจะถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเรียนรู้มาให้คนใหม่ เพื่อไม่ให้เขามีความผิดพลาดมากในการดำเนินธุรกิจต่อจากเขา ซึ่งดูจากประเด็นนี้แล้ว ก็รู้สึกดีใจที่พวกเราเกิดมาในยุคที่มีความยุติธรรมที่สุดในการแข่งขัน เพราะความได้เปรียบในวงศ์ตระกูล หรือ ทรัพท์สมบัติที่มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบเสมอไปเหมือนยุคที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู

หันมาดูตัวเราในขณะนี้ ดูไปแล้วก็เศร้า เพราะจากที่ได้ประสบกับตัวเองมา เหมือนเรายังอยู่ในขั้นตอนของการจำความรู้เท่านั้น เรายังไม่มีคุณสมบัติของคนที่จะเข้าไปเหยียบขี้ไก่เองให้รู้ว่าเหม็นเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถสร้างความรู้ในเรื่องความเหม็นของขึ้ไก่ขึ้นมาเอง เรายังรอคอยว่าว่าหน่วยงานอื่น คนอื่น คือผู้ที่รับผิดชอบเราที่ช่วยเราได้ Km เป็นสิ่งที่เหมือนการรับประทานพริก ที่ต้องลองเองถึงรู้ว่าเผ็ด ไม่มีใครมาอธิบายให้เราฟังได้ว่า เผ็ดเป็นอย่างไร เมื่อไร ที่เราเข้าใจใน km ได้ เมื่อนั้นที่เราจะเข้าไปในขั้นการสะสมแต้มความรู้ให้กับคนอื่น ๆ ในองค์กร นั่นแหละ เราถึงสร้าง corporate university ได้

อ่านเพิ่มเตมได้ที่ http://www.arip.co.th/article.php?id=403694