ภูมิปัญญาท้องถิ่น
“อนุสรณ์” พร้อมหนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นหวั่นสูญ หาย [๘ มี.ค. ๕๑ - ๐๔:๑๔] นี่คือเรื่องแรกของข่าวการศึกษา ในเว็บไซต์ ของไทยรัฐวันนี้
เนื้อเรื่องว่าดังนี้ นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.วัฒนธรรม กล่าวในการประชุมงานวัฒนธรรมท้องถิ่นตามนโยบายรัฐ ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า จากการที่ตนศึกษาแผนการทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พบว่า วธ. จำเป็นจะต้องเน้นย้ำจุดมุ่งหมายการทำงานด้านวัฒนธรรมให้ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้คนไทยรู้จักรากเหง้าของตนเอง สามารถต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ที่มาจากวัฒนธรรมต่างชาติ ที่มุ่งเน้นวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทำให้เกิดค่านิยมฟุ้งเฟ้อจนลืมความเป็นไทย ดังนั้น วธ. จำเป็นจะต้องเน้นนโยบายการเพิ่มพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมให้มากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเริ่มจากการขยายบทบาทการทำงานของสภาวัฒนธรรม ให้เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม โดยดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายงานวัฒนธรรม ตนอยากฝากผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ให้ช่วยเหลือการทำงานในพื้นที่ชุมชนมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมและสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ เนื่องจากปัจจุบัน ภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายประเภท ได้สูญหายไปจากประเทศไทย
ดังนั้น ตนพร้อมสนับสนุน งบประมาณให้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการทำงานของบุคลากร โดยให้เงินรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับบุคลากรที่ตั้งใจทำงาน
จะเห็นว่า รมต. วัฒนธรรม มอง “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” โยงกับการรู้จักรากเหง้าตนเอง โยงกับการต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์ โยงกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลักโดยทั่วไป
แต่ผมว่าวิธีมองแบบนี้มันเก่า ใช้มานานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ผล ไม่มีพลัง ผมจึงลองมองใหม่ มอง “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” โยงกับชีวิตประจำวันที่ดีกว่าเดิม มีความสุขกว่าเดิม มีความมั่นใจตนเองมากกว่าเดิม มีสิทธิ์มีเสียงต่อกิจการบ้านเมืองมากกว่าเดิม เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกว่าเดิมระหว่างผู้คนในท้องถิ่น และในชาติ
โยงกับชีวิตประจำวัน ก็คือโยงกับการทำมาหากิน โยงกับเศรษฐกิจประจำวัน นั่นเอง เอาภูมิปัญญามาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในครัวเรือน ในชุมชน ในพื้นที่ ทำอย่างไร
ทำโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เอาภูมิปัญญาเดิมมาผสมกับภูมิปัญญาสมัยใหม่ผ่านการทำมาหากินนั่นเอง เหมือนอย่างที่ชาวนาสุพรรณทำในกิจกรรมโรงเรียนชาวนา ส่งเสริมโดยมูลนิธิข้าวขวัญ เหมือนอย่างที่เครือข่ายเกษตรกรปลอดสารพิษ จ. พิจิตร ดำเนินการ โดยการเชียร์ของมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร ที่คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ เป็นหัวหน้ากองเชียร์
ผมเอาเรื่องราวการเรียนรู้ เอาภูมิปัญญามาใช้งาน ของ ๒ เครือข่ายนี้ ไปเล่าเรื่องให้ทีมจาก ธนาคารโลก ฟัง เล่าโดย วีซีดี ที่เกษตรกรเองเป็นผู้เล่าตัวจริง มีคนถามว่าทำไมไม่เอาไปให้ ASEAN Secretariat ปั๊มแจกไปทั่วทุกประเทศสมาชิก เพราะนี่คือตัวอย่างของการที่ชาวบ้านเรียนรู้ เข้าสู่ Knowledge Economy เป็นวิธีการต่อสู้เอาชนะ poverty ได้ดีที่สุด ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยการจัดการของสิงคโปร์ มาขอ วีซีดีชุดนี้ไปฉายเป็นตัวอย่างของ “ชาวบ้านเรียนรู้” หรือ “การจัดการความรู้ฉบับชาวบ้าน” ที่มีพลังน่าแปลกใจ
ผมจึงรู้สึกว่ารัฐเสียเงินไปมากมายในกิจการที่เรียกว่า “ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น” แบบไม่ได้ผล เพราะยิ่งส่งเสริม ท้องถิ่นก็ยิ่งมีภูมิปัญญาลดลง มีความมั่นใจตนเองลดลง ต้องพึ่งพิงภายนอก สยบยอมภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อราชการมากขึ้น ผมมองว่ารัฐมี เจตนาดี แต่ทำผิดทาง หรือทำเพื่อคนของรัฐคือข้าราชการนักการเมือง มากกว่าเพื่อชาวบ้าน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้มีไว้อวดคนอื่น แต่มีไว้เพื่อการอยู่ดีมีสุขของคนในท้องถิ่น เกิดการเรียนรู้จากชีวิตจริงของคนในท้องถิ่น แล้วก็จะมีเรื่องราวอวดคนอื่นได้อย่างภาคภูมิเหมือนเกษตรกรที่พิจิตร กับที่สุพรรณ อย่างที่เห็นใน วีซีดี
ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ
หลักสำคัญ (ในความเห็นอันจำกัดของผม) คือ
• เขียนให้เป็นเครื่องมือ ใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เป็นสิ่งสำหรับจารึกในศิลาจารึก
• Acation – based มากกว่า Theory – based
• เขียนให้เชื่อมโยงกับกิจกรรม หรือการประพฤติปฏิบัติที่ดี (Best Practice – BP) เพื่อให้มีการนำเอา BP หลากหลายรูปแบบมา ลปรร. และยกระดับขึ้นไป
• เสนอกลไก ทั้งที่มีอยู่แล้ว ให้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายขับเคลื่อน และเสนอกลไกใหม่ที่จำเป็น ทั้งที่เป็นกลไกเชิงกระบวนการ และกลไกเชิงสถาบัน กลไกเชิงสถาบันอาจต้องกำหนดให้จำกัดอายุ เช่น ๕ – ๑๐ ปี กลไกเพื่อการเปลี่ยนแปลงไม่ควรอยู่ถาวร
• เห็นด้วยว่าเขียนสำหรับกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ หรือภาพใหญ่ ภาพเชิงระบบ
• ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือเป็นเครื่องมือรวมใจคน ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่ต้องเปิดช่องทางให้ดำเนินการต่างวิธี ต่างมิติ กันได้