"...การทำนาอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จมากกว่าการทำสวน..."

เกษตรกรเงินล้าน    เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 51 ผมสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ และแกนนำชมรมเกษตรธรรมชาติจังหวัดพิจิตร ได้ประชุมสัญจรไปที่บ้าน "ลุงหวาน  แต้มทอง" เกษตรกรวัยอายุ 60  ปี บ้านบึงบ้าน  บ้านเลขที่ 378/4   ต.ทุ่งใหญ่  อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร 

เมื่อเราไปถึงบ้านลุงหวาน เราพบว่า....ที่บ้านลุงหวาน มีสวนผสมถึงขนาด 90 ไร่  ประกอบไปด้วย มะปราง ลำไย ส้มโอ มะนาว มะไฟ หลากหลายพันธุ์พืช  ขณะที่ลุงหวานทำนาไว้สีข้าวกิน แค่ 5 งาน ส่วนที่เหลือเป็นแหล่งน้ำ ยกล่อง เพื่อที่จะได้สามารถมีน้ำไว้ใช้รดน้ำต้นไม้ตลอดปี  และสามารถนำเรือลงคลองเก็บผลไม้ได้

 ลุงหวาน เล่าให้ฟังว่า.... ท่านเป็นคน อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ก็สมัยเด็กๆ ยากจน  อยู่กับพ่อแม่ ทำนา ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือพ่อแม่ให้เลี้ยงแต่ควาย เห็นพ่อแม่ทำนาก็มีแต่หนี้  น้ำท่วม   คุณน้า เลยชวนย้ายมาอยู่พิจิตร เมื่อมาอยู่ใหม่ๆก็ไปเช่าที่เค้าทำนา ต่อมาก็ได้แต่งานเมื่อวัยอายุ 20 เศษๆ พ่อตาเป็นคนมีวิสัยทัศน์ไกล มองว่า...   "...การทำนาอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จมากกว่าการทำสวน..."  ลุงหวานเป็นคนรักต้นไม้อยู่แล้วจึงเห็นด้วย เบื้องต้นก็ไปทำการบุกรุกถางป่า ก็ทำนาอยู่ 60 ไร่ และขณะเดียวกันก็ทำไร่ข้าวโพด ทำถั่วอีกประมาณ 40 ไร่ รวมเป็น 100 ไร่

  แล้วลูกลุงหวานก็เล่าให้ฟังว่า...พ่อใช้สารเคมีอยู่พอสมควร แต่ต่อมาลูกลุงหวานก็ได้ชักชวนพ่อมาทำปลอดสารพิษ ก็คิดว่าการทำนานั้นคงจะไม่ประสบความสำเร็จ มีแต่หนี้ จึงมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนมาเป็นสวน  ลุงหวานให้เหตุผลว่า... สวนนั้นจะต้องเป็นไม้ยืนต้น ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งเดียว และออกผลและขายได้ทั้งปี ใช้น้ำน้อย 

ลุงหวานใช้ความขยันหมั่นเพียร  พยายามดูแลสวนของตัวเองเป็นอย่างดี จนกระทั่ง  เมื่ออายุได้ 65 ปี  ลุงหวานได้เข้าเครือข่ายชมรมเกษตรธรรมชาติฯ ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมโรงเรียนผู้นำเกษตรกร หรือที่เรียกว่า วปอ.ภาคประชาชน หรือ วิทยากรกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง  หลังจากได้ไปอบรมกลับมาแล้ว ลุงหวานได้นำความรู้เทคโนโลยีชีวภาพมาทำ  ไม่ว่าจะเป็นการทำ น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ น้ำส้มควันไม้ ฮอร์โมน และก็ลดต้นทุนการทำสวนได้เป็นอย่างดี และทำให้สุขภาพดีขึ้น เพราะลดการใช้สารเคมีได้เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็หันมาทำนาปลอดสารพิษด้วย ก็ใช้วิธีการสีข้าวกินเอง

ซึ่งลุงหวานบอกว่า..... "...4 ปีมานี้จะอายุ 60 ปี เป็นโรคเบาหวาน ความดัน แต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงดี มีความสุข หนี้สินก็ไม่ค่อยมีมากนัก..."  

ลุงหวานเล่าให้ฟังว่าความสำเร็จขณะนี้ได้ทำการจัดสรรแบ่งปันที่ดินที่ประสบความสำเร็จให้กับลูกหลานไปแล้ว  ส่วนตัวเองก็มีที่จำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันเมื่อกลับมาจากเรียน วปอ.แล้ว ก็มีกัลยาณมิตร 4 ท่านที่เป็นแกนนำสำคัญที่บุกเบิกงานเกษตรปลอดสารพิษ ประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่นิภาพร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14    ท่านกำนันสมคิด  แล้วก็นายอุดม ซึ่งเป็นหมอดินตำบล ทั้ง 4 ท่านถือได้ว่าเป็นแกนนำสำคัญในการรณรงค์เกษตรปลอดสารพิษในตำบลทุ่งใหญ่เป็นอย่างดี เพราะจะมีการพบปะพูดคุยทุกๆเดือน เฉพาะตำบลทุ่งใหญ่จะมีสมาชิกอยู่ถึง 25 คน เป็นแกนนำ 7 คน

ลุงหวานให้ฟังว่า พวกเขากำลังรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยชีวภาพกันขนานใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการเกษตร ก่อนกลับเราได้ถามลุงหวานว่า วันนี้มีความรู้สึกอย่างไร??? ที่ชมรมเกษตรธรรมชาติฯสัญจรมาที่บ้าน  ลุงหวานบอกว่า "....ดีใจมากที่คุณหมอสุรเดชที่รับปากว่าจะมาเที่ยวบ้าน และดีใจเป็นพิเศษที่เพื่อนๆชมรมเกษตรธรรมชาติฯหลายส่วนที่มาเที่ยวบ้านในวันนี้  ขณะนี้มีความสุขดีใจเป็นที่สุดเพราะความฝันของคุณลุงได้เป็นจริงแล้ว จากที่เปลี่ยนการทำนา 100 ไร่มาเป็นสวน ได้ 90 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นไม้ยืนต้นอยู่คู่ไปอีกนาน...."

 ถึงแม้ว่าลุงหวานจะไม่อยู่แล้ว ลูกหลานก็สามารถจะสืบสานอนุรักษ์สิ่งที่เหล่านี้ต่อไปได้ เป็นความปลื้มปิติ และเวลาที่เหลืออยู่ลุงหวานก็บอกว่าพร้อมที่จะนำความรู้นี้เป็นวิทยาทานให้กับเกษตรกรต่อไป สิ่งนี้ก็จะเป็นการย้ำว่า ชมรมเกษตรธรรมชาติฯเรานั้น นอกจากเราจะเป็นเครือข่ายของการไปสู่การพึ่งพาตนเองได้แล้ว  เรายังเป็นเครือข่ายของผู้มีน้ำใจ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่ลุงหวานจะได้สืบสานอุดมการณ์ของชมรมเกษตรธรรมชาติฯต่อไป