เราวางแผนจะไปเที่ยวและนอนค้างที่วังน้ำเขียวหนึ่งคืน ตั้งแต่เมื่อ ๓ สัปดาห์ที่แล้ว โดยคุณอ้อมและคุณพรทิพย์ช่วยนัดคุณชรินทร์แห่งบ้านซับทรายทองให้    และผมก็ได้โทรศัพท์ไปนัดแนะกับคุณชรินทร์ล่วงหน้าด้วย

          เราไปกัน ๒ คน คือหมออมรากับผม   พาหนะคือรถยนต์คันเล็ก ๑,๖๐๐ ซีซี    ออกจากบ้านที่หมู่บ้านสิวลี ติวานนท์ ปากเกร็ด เวลา ๖ น. แวะซื้อน้ำส้มล้าน % และน้ำมะพร้าว ที่ร้านประจำริมถนนเยื้องกับ มสธ.  และซื้อมติชนสุดสัปดาห์จากร้านประจำเช่นเดียวกัน   เราขึ้นทางด่วนอุดรรัถยาขึ้นเหนือไปลงที่ด่านบางพูน ไปทางรังสิต   ออกถนน ๓๐๕ สู่นครนายก
 
           ระหว่างทางผมพบสิ่งที่ไม่เคยเห็น คือพระบิณฑบาตรแบบใช้รถลาก  และรถเข็น   ผมเห็น ๓ ครั้ง โดยรถลาก/เข็น ต่างรูปแบบกัน    เห็นที่ริมถนน ๓๐๕ แถวคลอง ๖ และคลองสิบกว่าๆ    เดาว่าเป็นช่วงกลับวัด มีคนใส่บาตรและถวายของมากจนต้องใช้รถเข็น   มีองค์หนึ่งใช้รถเข็นขนาดใหญ่มาก คล้ายๆ รถเข็นขายของ    สิ่งที่เห็นทำให้คิดไปได้หลายอย่างเช่นภาพที่เห็นสะท้อนภาพการบิณฑบาตรเพื่อหวังอาหารมากเกินพอดีหรือเปล่า ฯลฯ
 
          จากถนน ๓๐๕ เราเข้าถนน ๓๓ และแวะกินอาหารเช้าที่หนองชะอม ปราจีนบุรี ผมช่วยโฆษณาว่าร้านนี้ชื่อ ร้านข้าวแกงวาสนา ขนมจีนน้ำยา   บนถนน ๓๓ เลยปั้ม ปตท.   เป็นการเลือกร้านแบบดูโหวงวเฮ้งว่ามีคนมากินมาก    เห็นรถบรรทุกแวะกินหลายคัน   ผมกินข้าวราดแกงปลาดุก กับปลาแดดเดียว  หมออมรากินขนมจีนน้ำยา  อร่อยทั้งสองอย่าง   ผมได้อาศัยกินผักที่เขามีให้กินกับขนมจีน    ผมชอบกินผัก
 
         จากถนน ๓๓ เราเลี้ยวซ้ายเข้าถนน ๓๐๔ ตรงไปนครราชสีมา    พอผ่านที่ทำการวนอุทยานทับลานเราก็แวะเข้าไปขอเอกสาร    จึงรู้ว่าในอุทยานทับลานคือบริเวณกว้างติดต่อเป็นผืนเดียวกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่    ในบริเวณที่ทำการอุทยานปลูกต้นลานต่างอายุ    ต้นลานเป็นปาล์มท้องถิ่นที่สวยงามมาก
   
        เราออกมาจากที่ทำการวนอุทยานทับลาน  ขับรถมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไปทางนครราชสีมา   ระหว่างทางมีต้นลานขึ้นตามธรรมชาติอยู่ทั่วไป สมกับชื่อทับลาน   เป็นทัศนียภาพที่หาชมที่อื่นไม่ได้เลย   เพราะนี่คือพื้นที่ที่มีป่าลานแห่งสุดท้ายของประเทศไทย   เราขับไป จนมีป้ายทางซ้ายบอกว่า เป็นทางไปบ้านวังน้ำเขียวเราก็เลี้ยวเข้าไป
       เราค่อนข้างตกใจที่ทัศนียภาพผิดคาด    แทนที่จะเป็นป่าร่มรื่น เราเห็นแต่หุบเขาหัวโล้น     ตรงที่เขาว่าวิวสวย คือบริเวณที่ผมตราว่าอัปลักษณ์ที่สุดในสายตาคนชอบต้นไม้ ชอบป่า    เพราะมันเตียนโล่ง เห็นแต่ดิน แบบที่เพิ่งปราบพื้นที่ตัดต้นไม้และไถพื้นที่ไปหยกๆ    เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายรูปทิวทัศน์อัปลักษณ์นี้มาให้ดู

        เราแวะที่ครัวสุชาดาตามลายแทงนำเที่ยวในอินเทอร์เน็ต    ก็ผิดหวังอย่างแรง ไม่มีอะไรตามป้ายประกาศที่ทางร้านติดประกาศไว้เอง    ดูร้างๆ ชอบกล    ไม่เหมือนที่บอกไว้ในเว็บไซต์    ฟาร์มหน้าวัวก็เล็กๆ ร้างๆ ไม่เหมือนกับในโฆษณานำเที่ยว    เมื่อเข้าไปจอดและถามเด็กว่ามีอะไรบริการบ้าง ก็ได้คำตอบว่าวันนี้ไม่มี   เราจึงเอะใจว่าวังน้ำเขียวในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอาจจะตื่นเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์    เราหลงมาเยือนวังน้ำเขียวในวันศุกร์ จึงมา เห็นวังน้ำเขียวยามหลับ  

        เราขับรถเลยเข้าไป และพบป้ายบอกทางไปเขาแผงม้า สถานที่ดูกระทิง เขามีป้ายบอกว่าให้ถามรายละเอียดที่ร้านกล้วยป่า  ปรากฏว่าร้านปิด แต่มีเจ้าหน้าที่รักษาป่า มาเตรียมการณ์จะไปตั้งหน่วยถาวรที่เขาแผงม้า มาอยู่แถวนั้นพอดี    เจ้าหน้าที่เหล่านี้อัธยาศัยดีมาก    ช่วยแนะนำเรื่องราวต่างๆ และชวนนั่งพักดูอัลบั้มภาพเกี่ยวกับเขาแผงม้าและฝูงกระทิง   จึงรู้ว่าทางไปไม่ดี รถเก๋งเข้าไม่ได้ ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ    และช่วงนี้เกิดไฟป่าบริเวณฝั่งนี้ กระทิงจึงหลบไปกินหญ้าอีกฟากหนึ่งของป่า   

         ผมได้เรียนรู้ว่าเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ดินแดนแถบนี้เคยเป็นป่าทึบ    เป็นบริเวณที่คนในสมัยนั้น (รวมทั้งหมอบุญส่ง เลขะกุล ผู้กลับใจหันมารณรงค์อนุรักษ์สัตว์ป่า) นิยมมาล่าสัตว์ป่า    สัมปทานทำไม้ในเขตป่าลำพระเพลิงทำให้ไม้ขนาดหลายคนโอบถูกตัดและชักลากออกไป    จนในที่สุดบริเวณนี้มีสภาพเขาหัวโล้นอย่างที่ผมมาเห็น

        จากอินเทอร์เน็ต และจากอัลบั้มภาพที่เขามีไว้ให้ดู   จึงทราบว่าที่เขาแผงม้ามีโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสครองราชย์ ปีที่ ๕๐   ดำเนินการโดยมูลนิธิ คุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย  มีคุณสุรพล ดวงแข เป็นเลขาธิการ ร่วมกับกรมป่าไม้   สนับสนุนโดย โรงแรมเอเชีย  บงล. สินเอเซีย  และประชาชน ในกิ่ง อ. วังน้ำเขียว   ดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา  นี่คือที่มาของการกลับมาของผืนป่าเขาแผงม้าและฝูงกระทิงจำนวนเกือบ ๕๐ ตัว ที่เป็น tourist attraction ในขณะนี้
 
        ผมชื่นชมที่ มูลนิธิ คุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย จัดทำอัลบั้มภาพการตัดไม้  กิจกรรมการปลูกป่า   และการดูกระทิง มาวางไว้ให้นักท่องเที่ยวเปิดดู    เป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างง่ายๆ ที่ได้ผลดีมาก

        มีคนบ้านข้างๆ แวะมาคุยและแนะนำว่า ผางามรีสอร์ท จะมีความพร้อมที่สุดในการรับนักท่องเที่ยว    เราสรุปจากบรรยากาศที่เห็น ว่าวังน้ำเขียวจะมีชีวิตชีวาเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์    ช่วงวันธรรมดาเขาแทบไม่มีบริการ    ผมมีความรู้สึกว่า สิ่งที่มาเห็นไม่เหมือนราคาคุยในเว็บไซต์

        เราจึงตัดสินใจเลยไปเขาใหญ่ เพราะถนนเส้นนี้ไปเขาใหญ่ได้ ระยะทาง ๕๐ – ๖๐ ก.ม. เป็นทางคดเคี้ยวและมีหมู่บ้านประปราย       ผมชอบบริเวณที่มีต้นไม้เป็นป่า มากกว่าบริเวณหุบเขาหัวโล้นอย่าวังน้ำเขียว    ผมเกิดความรู้สึกว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่วังน้ำเขียวดูจะเป็นการส่งเสริมการทำลายป่าไปในตัว    เพราะในบริเวณที่ขับรถผ่านเต็มไปด้วยการไถพื้นที่    ไม่ทราบว่าผมมีอคติเกินไปหรือไม่

        เราแวะกินอาหารเที่ยงที่ครัวริมเขื่อน ซึ่งอยู่เลยแดนบ้านวังน้ำเขียวออกมานิดเดียว    เราสั่งต้มยำปลาบึก  ปลาเขื่อนทอดกรอบ  และผัดผักเห็ดหอม   อาหารรสชาติดี ราคาไม่แพง   ร้านนี้ใหญ่ อยู่หน้ารีสอร์ท  แต่เที่ยงนี้มีลูกค้าเฉพาะเรา ๒ คนเท่านั้น    ผมโทรศัพท์แจ้งขอโทษคุณชรินทร์ ที่จะไม่ได้ไปค้างที่ โฮมสเตย์ ของคุณชรินทร์
 
       ที่เขาใหญ่เราขับรถขึ้นเขาตรงไปเช่าที่พักของอุทยาน   ได้เป็นห้องแถวบริเวณที่พักเยาวชน ลักษณะคล้าย log cabin มีเตียง ๒ เตียง มีพัดลม ไม่มีแอร์ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น มีห้องน้ำ น้ำอุ่น  ผ้าเช็ดตัว  ราคาคืนละ ๘๐๐ บาท    ที่พักแบบนี้มี ๒๐ ห้อง มีคนพักเกือบเต็ม    ส่วนมากมาส่องสัตว์ตอนกลางคืน และดูนกในตอนเช้า    ในอุทยานมีที่พักหลากหลายแบบ   แบบที่เราพักน่าจะอยู่ในกลุ่มไม่หรู สบายกว่านอนเต๊นท์หน่อยหนึ่ง    เจ้าหน้าที่คงจะเคยโดนแขกโวยว่าที่พักไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก    เขาจึงบอกให้เราไปดูเสียก่อนว่าอยู่ได้ไหม    ถ้าแน่ใจจึงค่อยมาจ่ายเงินค่าห้องและค่ามัดจำกุญแจ และรับกุญแจ  

       เอาของเข้าห้องพักเสร็จ เราขับต่อไปชมน้ำตกเหวสุวัต    แล้วกลับมานอนพัก   ตกเย็นเราไปกินอาหารเย็นที่บริเวณร้านอาหาร  กินข้าวแกงง่ายๆ    แล้วกลับห้องพักเพื่อพักผ่อน

      ที่จริงช่วงกลางคืนเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวเขาใหญ่กระฉับกระเฉงที่สุด   ด้วยกิจกรรมส่องสัตว์    เข้าใจว่าบริษัททัวร์มีบริการนี้   และเจ้าหน้าที่ของอุทยานก็มีรถบริการ    มีฝรั่งมาเที่ยวเป็นกลุ่มๆ พร้อมไกด์   เวลาประมาณสองทุ่ม ผมนั่งเขียนบันทึก http://gotoknow.org/blog/thaikm/169656  อยู่หน้าห้องพัก เห็นรถส่องสัตว์มาส่องใกล้ๆ ที่พัก ห่างออกไปสัก ๕๐ เมตร ไปทางภูเขาซึ่งมีถนนเลียบ   เห็นสัตว์ที่เข้าใจว่าเป็นกวาง อยู่ใกล้ๆ   รุ่งขึ้นเช้าผมออกไปวิ่งแถวนั้น พบขี้สัตว์คล้ายๆ ขี้แพะ คงจะเป็นขี้กวาง หลายกอง  

        ความสุขของผมคือได้อยู่กับความมืด ความเงียบ  มีเสียงธรรมชาติ ได้แก่เสียงกบ เขียด ที่อยู่ในลำธารเล็กๆ หลังห้องพัก รวมทั้งเสียงแมลง    ได้อาศัยเสียงธรรมชาติและบรรยากาศธรรมชาติกระตุ้นการคิดแบบไม่คิดในเรื่องการใช้ชีวิตให้มีคุณค่า    ดังที่ปรากฏออกมาในบันทึก http://gotoknow.org/blog/thaikm/169656

        ตอนกลางวันอุณหภูมิประมาณ ๒๕ องศา    ตกกลางคืนอากาศเย็น คงจะอยู่ระหว่าง ๑๒ – ๑๘ องศา    แต่เรานอนในห้อง ห่มผ้า หลับสบาย โดยมีเสียงกบร้องโต้ตอบกันขับกล่อมตลอดคืน

๘ มี.ค. ๒๕๕๑
         ผมบอกตัวเองว่า เขาใหญ่คือสุดยอดที่ท่องเที่ยวสำหรับคนรักธรรมชาติ    การมานอนในที่พักของอุทยาน คือมานอนในที่อยู่ของสัตว์ป่า    มาเป็นแขกของสัตว์ป่า เพราะนี่คือบ้านของเขา    เราเป็นผู้มาเยือน   เรามาอยู่ในบรรยากาศของป่าที่สมบูรณ์    บนถนนเราได้ทบทวนสุภาษิตสอนใจ เพราะมีขี้ช้างสดๆ อยู่เป็นระยะๆ    “เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง” หมออมราเตือนใจผม    ที่จริงเราเห็นแค่ขี้ช้าง  ไม่ถึงกับเห็นช้างขี้
  
         นักท่องเที่ยวที่เห็นทั่วไป คือนักดูนก    มีทั้งที่มา ๒ คนเป็นคู่    มาคนเดียว   และเป็นกลุ่ม    วันนี้หมออมราบอกให้ผมเอากล้องสองตา Leica ๑๐ x ๒๕ ขนาดเล็กนิดเดียว ที่ผมตัดใจซื้อมาจากสนามบินที่เยอรมันเมื่อหลายปีมาแล้ว เป็นเงินกว่า ๒ หมื่นบาท   เอาไปส่องดูนก ได้เห็นนกสวยๆ หลายตัว   และเห็นว่ากล้องมันคุณภาพดีจริงๆ  แต่เราไม่ได้ทำตัวเป็นนักดูนกอย่างจริงจัง

         ตั้งแต่บ่ายวานนี้แล้ว ตอนขับรถขึ้นเขาใหญ่ เราพบกวางหากินอยู่ริมถนน   เขาเชื่องขนาดยอมให้เราจอดรถถ่ายรูปเขา    และในวันนี้เราก็พบกวางอีกหลายตัว กินหญ้าอยู่อย่างสบายใจ    ไม่มีท่าทางระวังภัยเลย
         ตอนเย็นใกล้ค่ำ นกกระแตแต้แว้ดคู่หนึ่งร้องเสียงดังอยู่ใกล้ที่พัก    หมออมราบอกว่าไม่เคย ได้ยินนกร้องเสียงดังอย่างนี้เลย    ผมคิดว่านี่คือผลของการมานอนในป่า  มีความสงบปราศจากเสียงดังรบกวน (ambient/background noise) เสียงต่างๆ จึงได้ยินชัด   เด็กห้องข้างๆ พูดกันคงจะตามปกติ แต่เราได้ยินคล้ายเสียงตะโกน  
          ตกกลางคืน แมลงส่งเสียงเซ็งแซ่ เป็นเสียงป่าที่มีเสน่ห์มากสำหรับผม    ยิ่งมีเสียงกบร้องระงมมาจากลำธารเบื้องล่างหลังบ้าน ผมยิ่งชอบ
 
          รุ่งเช้า เสียงนกนานาชนิดมาจากทุกทิศทาง    แล้วผมก็ไปพบฝูงนกเงือกเข้าโดยบังเอิญจากการออกไปวิ่งกินบรรยากาศป่า   และชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ อย่างสบายใจ    ฝูงนกเงือกที่ผมเห็นน่าจะ ๑๐ – ๒๐ ตัว บินไปมาและส่งเสียงร้องรับกันระหว่างยอดไม้สูง    ระหว่างที่บินจะได้ยินเสียง พั่บ พั่บ ๆๆๆ    เหตุที่นกชุมที่บริเวณนี้คงจะเป็นเพราะมีต้นไม้ต้นหนึ่งมีลูกที่นกชอบกิน    ยังมีนกอื่นอีกหลายชนิด และมีกระรอกด้วย   น่าเสียดาย ที่ผมไม่ได้เอากล้องส่องติดตัวไปด้วย   ผมกลับมาชวนหมออมราไปดูตอน ๘ น. ไม่มีนกเงือกแล้ว  พบแต่นกขนาดเล็ก และกระรอก
          เสียงที่ไพเราะและได้ยินทั่วไป คือเสียงชะนี  ผัวผัวๆๆๆๆ    ดังก้อง    ยิ่งที่ หอดูสัตว์หนองผักชี ที่เราไปแวะก่อนออกเดินทางกลับ เวลาประมาณ ๙ น. เสียงชะนีร้องรับกันดังก้องมาก

           เรากลับทางปากช่อง สู่ถนนหมายเลข ๒   แวะซื้อผลไม้ระหว่างทาง    และแวะกินสเต๊กที่ร้านครูต้อ ที่มวกเหล็ก   อร่อยจนหมออมราไปซื้อน้ำสเต๊กกลับมาทำที่บ้าน    เราถึงบ้านก่อนบ่าย โมง    รวมระยะทางของการเดินทาง ๕๓๘ ก.ม.   รถขนาดเล็กขับช้าๆ กินน้ำมันประมาณ ๓๕ ลิตร    เป็นการเดินทางที่ทำให้ผมสรุปว่า เมืองไทยเรามีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมาย ถนนหนทางก็ดี   การขับรถเที่ยวก็มีความปลอดภัยสูง   ผมปรารภกับหมออมราว่า ถนนขึ้นเขาใหญ่ลาดยางอย่างดีเยี่ยม เกรด A++ ทีเดียว    ผมตั้งใจจะกลับไปเที่ยวดูนก ส่องสัตว์ และนอนค้างดื่มด่ำบรรยากาศป่า ที่เขาใหญ่อีก

 

วิจารณ์ พานิช
๘ มี.ค. ๕๑