คำนำ
ข้าพเจ้านายกริช คงเปี่ยม ตำแหน่งครูชำนาญการโรงเรียนบ้านกร่างวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ (สาระเพิ่มเติม) ระดับช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รายวิชา เทคนิคเคมีเบื้องต้น รหัสวิชา ว 41108 ได้จัดทำชุดปฏิบัติการทางเคมี เพื่อให้กระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาดังกล่าว บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาดังกล่าว บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหา สอดคล้องกับพื้นฐานการเรียนด้านวิชาเคมี การคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น
ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในชุดปฏิบัติการเคมีนี้ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากการสืบเสาะหาความรู้ และจากการได้ปฏิบัติการทดลองตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สามารถนำความรู้ความเข้าใจด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติการทางเคมีเป็นพื้นฐานเพื่อการศึกษาวิชาเคมีในชั้นระดับสูงต่อไป
กริช คงเปี่ยม
เทคนิคการใช้ตะเกียงแก๊สแบบบุนเสน
ตะเกียงแก๊สที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วไป มี 2 แบบ คือ ตะเกียงแก๊สแบบบุนเสน และตะเกียงแก๊สแบบเทอร์ริลล์ ตะเกียงแก๊สแบบบุนเสนสามารถปรับปริมาณอากาศได้ ส่วนตะเกียงแก๊สแบบเทอร์ริลล์ดีกว่าตะเกียงแก๊สแบบบุนเสน ตรงที่สามารถปรับได้ทั้งปริมาณของอากาศและแก๊สเชื้อเพลิง
เทคนิคทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับการใช้ตะเกียงแก๊สแบบบุนเสน
1. สวมปลายสายยางข้างหนึ่ง กับส่วนที่ยื่นออกมาจากฐานของตะเกียง ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งของสายยางต่อกับถังแก๊สเชื้อเพลิง
2. ปิดช่องทางเข้าของอากาศที่ฐานของตะเกียงให้สนิท
3. จุดไม้ขีดไฟรอไว้ที่หัวตะเกียง แล้วเปิดแก๊สจากถังเชื้อเพลิงเข้ามาในตะเกียง ในขณะเดียวกันก็ ค่อย ๆ เปิดช่องทางเข้าของอากาศที่ฐานของตะเกียง แล้วปรับให้ได้เปลวไฟไม่มีสี ซึ่งเป็นเปลวไฟที่ให้ความร้อนสูงที่สุด
4. การดับตะเกียงแก๊สแบบบุนเสน สามารถทำได้โดย ลดปริมาณของแก๊สที่เข้ามาในตะเกียงให้น้อยลง โดยการปรับก็อกแก๊สจนกระทั่งเปลวไฟที่หัวตะเกียงเลื่อนลงมาเกิดที่ฐานของตะเกียง แล้วจึงปิดก็อกแก๊สทันที
ข้อควรระวัง
1. การสวมสายยางกับท่อแก๊สของตะเกียง ต้องสวมให้แน่น หากสายยางหลุดขณะใช้ตะเกียง ไฟอาจลุกไหม้ได้
2.ต้องจุดไฟขีดไฟไปรอไว้ที่หัวตะเกียง ก่อนที่จะเปิดแก๊ส อย่าใช้วิธีหย่อนไม้ขีดไฟจากระดับสูงเหนือตะเกียง เพราะจะทำให้แก๊สที่ออกจากตะเกียงติดไฟในระดับสูง อาจเกิดอันตรายได้
3. สีของเปลวไฟและลักษณะของเปลวไฟ ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของแก๊สเชื้อเพลิง และอากาศที่เข้ามาในตะเกียง ดังนี้
3.1 ถ้าปริมาณแก๊สเชื้อเพลิงมากกว่าปริมาณของอากาศที่เข้ามาในตะเกียง ทั้ง ๆ ที่เปิดให้อากาศผ่านเข้าไปอย่างเต็มที่แล้ว หรือเป็นการปล่อยให้แก๊สเชื้อเพลิงผ่านเข้าไปในตะเกียงมากเกินไปนั่นเอง เปลวไฟที่ได้จะไม่สมำเสมอ หรือเกิดมีช่องว่างระหว่างเปลวไฟกับหัวตะเกียง ซึ่งเปลวไฟจะเป็นสีม่วง และบางครั้งเปลวไฟที่เกิดขึ้นจะเต้นและอาจดับได้
3.2 ถ้าปริมาณของแก๊สเชื้อเพลิงมากกว่าปริมาณของอากาศที่เข้ามาในตะเกียงหรือเปิดเพียงเล็กน้อย จะได้เปลวไฟสีเหลือง เปลวไฟสีเหลืองนี้ไม่เหมาะที่จะใช้ในการทดลอง เพราะอุณหภูมิของเปลวไฟไม่สูงพอ มีเขม่าจับอุปกรณ์ที่ใช้ทดลอง และทำให้ตะแกรงลวดผุเร็วกว่าปกติ เนื่องจากคาร์บอนในเปลวไฟทำปฏิกิริยากับเหล็กเกิดสารประกอบพวก คาร์ไบด์
3.3 ถ้าปริมาณแก๊สเชื้อเพลิงน้อยกว่าปริมาณของอากาศมาก เปลวไฟจะเกิดในตะเกียง เรียกว่า เปลวไฟย้อนกลับ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นนาน ๆ จะทำให้ตะเกียงร้อนจัด เป็นเหตุให้โลหะตรงช่องทางเข้าของแก๊สเชื้อเพลิงในตะเกียงหลอมเหลวได้ สายยางอาจละลายและลุกเป็นไฟ นอกจากนี้ยังเกิดแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซึ่งเป็นแก๊สพิษอีกด้วย
3.4 ถ้าปริมาณของแก๊สเชื้อเพลิงมีอัตราส่วนเหมาะสมกับอากาศที่ผ่านเข้าไปในตะเกียงจะได้เปลวไฟเกือบไม่มีสี เป็นเปลวไฟที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งการใช้ตะเกียงในการทดลองทั่ว ๆ ไป จะต้องปรับให้มีเปลวไฟในลักษณะนี้เสมอ
มาให้กำลังใจครับ
เข้ามาอัพเดทให้ครับ
น่าสนใจมากเลยค่ะ