ระบบสารสนเทศมีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
การนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในโรงเรียน (2542: 25-40) ได้กล่าวไว้ 2 ประการได้แก่ การนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการบริหารโรงเรียน และการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการบริหารห้องเรียน คือ การจัดการเรียนการสอนพร้อมกับได้เสนอแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดปฏิบัติเพื่อให้ใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนให้เกิดปะโยชน์สูงสุด ประสบความสำเร็จไว้ ดังนี้
1. การเตรียมการก่อนใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
1.1 การประชุมชี้แจงหรืออบรมคณะครู เกี่ยวกับการใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนเพื่อให้ครูเข้าใจหลักสูตร แผนการสอน วิธีการใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ
1.2 วางแผนจัดทำแผนการสอนตลอดปี กำหนดการสอน การจัดวางบุคลากร ผู้รับผิดชอบหรือผู้ประสานงานในการใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์
1.3 มีการประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนและผู้ปกครองได้ทราบเรื่องการเรียนการสอน วิชา คอมพิวเตอร์ เช่น การจัดป้ายนิเทศ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองได้ทราบวัตถุประสงค์และเห็นความสำคัญของการเรียนการสอนหลักสูตรคอมพิวเตอร์
1.4 การจัดเตรียมห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ การบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้พร้อมที่จะใช้งานได้ตลอดปี
2. การแนะนำช่วยเหลือระหว่างการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ มีการนิเทศการแนะนำช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่ครูคอมพิวเตอร์จะประสบปัญหา เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเตรียมการสอน สื่อการสอน
3. ประเมินผลการใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เมื่อสิ้นภาคเรียนโดยผู้บริหารและครูดำเนินการ ประเมินผลการใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน เพื่อสรุปผลการใช้ ปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อที่จะไดดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในภาคเรียนต่อไป ในการประเมินผล อาจจะใช้วิธีการประเมินคุณลักษณะที่เกิดขึ้นจากการกัดทำแฟ้มสะสมประสบการณ์ การเรียนรู้ประเมินโดนการสังเกตขณะมีการสอนคอมพิวเตอร์ ประเมินจากผลการเรียน หรือการสัมภาษณ์ นักเรียน และผู้ปกครองระเมินความพึงพอใจ
นอกจากนี้ผู้บริหารโรงเรียนยังมีบทบาทเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนี้
1. จัดให้มีชมรมพัฒนาการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ และจัดตั้งทีมพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในแผนปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนซึ่งผู้บริหารโรงเรียนจะต้องกำหนดผู้รับผิดชอบ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
2. ชี้แจงให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องความรู้เบื้อต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การใช้ Windows การใช้โปรแกรม Microsoft Word ,Microsoft Excel ,Microsoft PowerPoint เป็นต้น
3. การจัดหาหนังสือ คู่มือ เอกสารที่เกี่ยวข้องและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอสำหรับครูที่จะใช้ในการสอนคอมพิวเตอร์
4. ติดตา กำกับ ควบคุมและนิเทศ การดำเนินการสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอย่างจริง จังเป็นสิ่งทีสำคัญที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
5. เกี่ยวกับจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน อาจจะใช้ร่วมกับห้องปฏิบัติการทางภาษาเพื่อเรียนด้านทฤษฎี และไปฝึกปฏิบัติที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ หรือขอรับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ จากท้องถิ่นเพิ่มเติม
6. การสอน ครูจะต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิชาคอมพิวเตอร์วิเคราะห์หลักสูตรศึกษาคู่มือครู พร้อมเขียนแผนการสอนทั้งฝึกปฏิบัติด้วยตนเองก่อนการสอน เตรียมเครื่องมือวัดผล และใช้แบบทดสอบด้วยตนเองพร้อมเฉลยทุกครั้งที่มีการเรียนการสอนเกิดขึ้น
7. ผู้บริหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยเหลือครูในโรงเรียนให้ใช้ประโยชน์จากห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เพื่อให้นักเรียนไดเรียนรู้โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยดำเนินการดังนี้
7.1 รู้จักวิเคราะห์ระบบเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์
7.2 รู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
7.3 รู้จักหลักสูตรวิชาคอมพิวเตอร์และสนับสนุนให้ครูผู้สอนคอมพิวเตอร์ได้รับการอบรมเพิ่มเติมความรู้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
7.4 รู้จักแหล่งงบประมาณเพื่อการอบรมและซ่อมบำรุงทั้งของเอกชนและรัฐบาล
7.5 ติดตามเทคโนโลยีตลอดเวลา โดยนำอุปกรณ์ที่มีอยู่ ใช้ประโยชน์สูงสุด และมีแนวคิดตลอดเวลาที่จะปรับปรุงงานให้ดีขึ้น
วิเศษศักดิ์ โคตรอาษา (2542: 247-248) ได้กล่าวถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาและการเรียนรู้ว่า ด้านการศึกษาเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญตั้งแต่การบริหารการศึกษา การบริหารการเงิน การบริหารโครงการ การบริหารการเรียนการสอน บริหารบุคคล บริหารงานวิจัย รวมทั้งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ตามความสนใจและระดับความสามารถของตนเอง ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกล่าวโดยสรุปได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษา 6 ประเภท ได้แก่
1. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นการนำคำอธิบายรายวิชา บทเรียนนำมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์ และนำเอาบทเรียนนั้นมาอธิบายแก่ผู้เรียนและคอมพิวเตอร์จะทดสอบว่ามีความเข้าใจถูกต้องหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการใช้สื่อประสมและเทคนิคต่างๆ มากยิ่งขึ้น
2. การศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการศึกษาทางไกลมีอยู่หลายแบบ เช่น การใช้วิทยุ โทรทัศน์ ออกอากาศ ให้ผู้เรียนได้เรียนเองตามตารางออกอากาศ ไปจนถึงการใช้จานดาวเทียมหรือการประยุกต์ใช้ระบบประชมทางไกลโดยผู้เรียนและผู้สอนสื่อสารถึงกันได้
3. เครือข่ายการศึกษา การจัดทำเครือข่ายการศึกษาเพื่อให้ครู อาจารย์ นักศึกษา มีโอกาสใช้เครือข่าย เพื่อแสวงหาความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมายในโลกและใช้บริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา เช่น ส่งจดหมายอิเลคทรอนิกส์ การเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบเวิร์ลวายเว็บ ซึ่งในปัจจุบันเครือข่ายสกุลเนตที่เนคเทคส่งเสริมให้มีขึ้น มีโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากและยังมีเครือข่ายกาญจนาภิเษกที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการกระจายความรู้ให้ประชาชน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
4. การใช้งานในห้องสมุด มีการส่งเสริมให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน มีความร่วมมือในด้านการให้บริการในลักษณะของเครือข่าย เช่น โครงการ PULINET (Provincial University Library Net) และโครงการ THAINET (Thai Library Network) การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในห้องสมุด ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น เช่น บริการยืมคืน การค้นหาหนังสือ วารสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
5. การใช้ในห้องปฏิบัติการ มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการทำงานในห้องปฏิบัติการร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น การจำลองแบบ การออกแบบจำลองไฟฟ้า การควบคุมการทดลองด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย ในปัจจุบันได้มีการผนวกความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยแทบทั้งสิ้น
6. การใช้งานประจำและการบริหาร เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน นักศึกษา การลงทะเบียนเรียน การแนะแนวศึกษาต่อ ข้อมูลผู้ปกครองข้อมูลครู ซึ่งการมีข้อมูลดังกล่าวจำทำให้ครูอาจารย์สามารถติดตามดูแลนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544: 12-18) ได้กล่าวถึง สภาพการจัดเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งมีผลต่อการจัดการศึกษาโดยได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการศึกษา 2 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนและด้านการบริหาร ในการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อการเรียนการสอนเน้นทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ตามหลักสูตรคอมพิวเตอร์พื้นฐาน และมีการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการแสวงหาความรู้โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีโรงเรียนอยู่ในโครงการ School Net ประมาณ 500 โรงเรียน ด้านบริหารจัดการนั้นได้พัฒนาระบบ Software Application เพื่อใช้ในการบริหาร เช่น โปรแกรม ONPEC, M ONPEC, P ONPEC, B ONPEC และโปรแกรมข้อมูลประชากรในวัยเรียน ซึ่งโรงเรียนประถมศึกษาในฐานะหน่วยงานหนึ่งในสังกัด ย่อมมีบทบาทในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอนและการบริหารเช่นกัน
ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ (2545: 130,143 - 144,172) ได้เสนอประเด็นการบริหารที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศในแต่ละด้าน เช่น เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ เสนอว่า การตัดสินใจเลือกใช้ ฮาร์ดแวร์ ผู้บริหารต้องเข้าใจขีดความสามารถของการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ด้านป้อนข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปรียบเทียบราคากับคุณภาพเครื่อง ให้มีการวางแผนในการนำฮาร์ดแวร์มาใช้อย่างสัมพันธ์กับกระบวนการทำงาน และการลดขนาดองค์การและขีดความสามารถของเครื่อง ฮาร์ดแวร์อาจจะเพิ่มหรือลดประสิทธิภาพในการทำงานขององค์การ จึงต้องคำนึงถึงความเข้าใจกันได้ ระหว่างเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมและโครงสร้างขององค์การตลอดจนความต้องการในการประมวลผลสารสนเทศด้วย ส่วนประเด็นเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ การเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม ลิขสิทธิ์และการอัฟเกรดซอฟต์แวร์ ทักษะเทคนิคภายในหน่วยงานและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาระบบพื้นฐาน ด้านความสามารถของระบบในปัจจุบันและอนาคต ประเด็นฐานข้อมูลมีความจำเป็นเพียงไร ผู้ใช้เป็นใคร การหาฐานข้อมูลที่เหมาะสม การกำหนดผู้ดูแลฐานข้อมูล การบำรุงรักษาฐานข้อมูล ในการรักษา ความปลอดภัยข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูล หากใช้ ดาต้าแวร์เฮ้าส์เดิมจะต้องมีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยเสมอ และที่สำคัญคือ จริยธรรมในการจัดสารสนเทศ
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนประถมศึกษานั้นมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการบริหารครู นักเรียนและชุมชน ตลอดจนการนำมาบริหารจัดการโรงเรียน ในขอบข่ายงานที่โรงเรียนต้องรับผิดชอบ เป็นเครื่องมือในการเก็บบันทึก วิเคราะห์ ประมวลข้อมูล ได้ระบบสารสนเทศเพื่อช่วยผู้บริหารโรงเรียนในการวางแผน ตัดสินใจ การปฏิบัติงาน และการรายงานผลส่งผลให้งานเกิดประสิทธิภาพนักเรียนมีคุณภาพ
ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนจึงมีบทบาทในการวางแผน การปฏิบัติตามแผน ซึ่งมีการสั่งการอำนวยการ มอบหมายงานและนิเทศ กำกับติดตามผล การประเมินผล การนำผลการประเมินไปใช้เพื่อพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักการศึกษาได้เรียกว่า วงจรเดมิ่ง คือ PDCA สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยจะขอกล่าวถึงบทบาทในการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาใน 6 ประเด็นหลักได้แก่
1. การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. การจัดหน่วยงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน
4. การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการ
5. การนิเทศเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
6. การประเมินผลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
1. ระบบสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา
การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการนำเอานโยบายและแผนงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐบาล กระทรวงและกรมมากำหนดกรอบนโยบายหรือวางแผนในระดับโรงเรียนเพื่อให้นโยบายสู่ภาคการปฏิบัติที่สมบูรณ์ ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างดี จึงให้การสนับสนุนเกี่ยวกับงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ พร้อมทั้งการแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการนำมาใช้ การดูแล รักษา การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องทราบและมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎหมาย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นโยบายของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้นำมากำหนดนโยบายและแผนพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนให้สอดคล้องกันมีรายละเอียดดังนี้
1.1 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศจากการที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 ซึ่งถือว่าเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษาในทุกด้าน ทั้งหลักการ ระบบ โครงสร้าง การบริหาร บุคลากรที่เกี่ยวข้อง หลักสูตร และเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ปรากฏในหมวดต่างๆ แต่ในที่นี้ จะกล่าวเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งได้บัญญัติในหมวดที่ 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตั้งแต่มาตรา 63 - มาตรา 69 มีรายละเอียด (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542: 61-64) ดังนี้
มาตรา 63 รัฐต้องจัดคลื่นความถี่สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรมตามความจำเป็น
มาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริม และส่งเสริมให้มีการผลิต พัฒนาแบบเรียน ตำราและหนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษาอื่นๆ โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิต และการมีแรงจูงใจให้แก่ผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยเปิดให้ทีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม
มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเหมาะสม มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
มาตรา