หายหน้าหายตาไปเสียน้าน..นาน เนื่องจากเกิดอาการสมองตัน อยู่ดีๆ ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรขึ้นมาเฉยๆ เซลล์สมองส่วนสร้างสรรค์พังทลาย ไม่อยากจะโมเมเอาเองว่าเป็นอาการสืบเนื่องมาจากโรคอัลไซเมอร์.. (หล่อนเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ) พอดี๊..พอดี..ว่าวันที่ 20 – 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ฉันได้หลบลี้ชีวิตวุ่นวายที่พบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไปพบกับชีวิตวุ่นวายพอๆ กันที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม
“ฮานอย” หมายถึง ตอนต้นของแม่น้ำ น่าจะตรงกับตำแหน่งที่ตั้งของเมืองซึ่งอยู่บนตอนต้นของลุ่มแม่น้ำแดง มีประชากรประมาณ 4,100,000 คน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนา “ฮานอย” ขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า "ทังลอง" จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง "เว้" และเมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนโดยฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ กระทั่งมีการรวมประเทศในปี พ.ศ. 2519 “ฮานอย” จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน
ก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะคุยกับใครก็มีแต่คนหัวเราะและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เวลาแค่สามวันจะได้เห็นอะไร มันสั้นเกินไปสำหรับการท่องเที่ยว” ใช่ค่ะ ในตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน แต่เมื่อไปถึงแล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะเวลาสามวันนั้นเพียงพอแล้วสำหรับที่นั่น (อยู่นานกว่านั้นคงไม่ไหว ฮึ ฮึ)
วันแรกที่ฉันกับเพื่อนๆ ไปถึงที่สนามบินนอยไบ พวกเราเริ่มการผจญภัยเล็กๆ ของเราโดยการเรียกแท็กซี่เพื่อไปยังโรงแรม Little Hanoi ในตัวเมือง ก่อนเดินทางมาที่นี่ พวกเราได้รับการสั่งเสียจากพี่สาวผู้คร่ำหวอดการท่องเที่ยวเวียดนามว่า ไม่ว่าจะอย่างไร จะต้องจ่ายค่าแท็กซี่เพียง 16 เหรียญสหรัฐเท่านั้น หากมากกว่านั้นแสดงว่าพวกเราโดนชาวเวียดนามโก่งค่ารถเข้าแล้วแน่นอน ฉันกับเพื่อนๆ ท่องจำคำสั่งเสียนั้นจนขึ้นใจ พยายามต่อรองราคาจนได้ 16 เหรียญตามที่บอก ด้วยภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ พอๆ กับภาษาอังกฤษของคนขับรถชาวเวียดนามคนนั้น กว่าจะได้ราคามาตรฐานก็เล่นเอาฉันเกิดอาการเอ๋อกับสำเนียงของชาวเวียดนามไปไม่น้อยทีเดียว เมื่อตั้งสติที่แตกกระเจิงจากสงครามการต่อราคาแล้วหันมาคำนวณค่ารถเป็นเงินดอง (สกุลเงินของเวียดนาม) ผลที่ได้เท่ากับสองแสนกว่าดอง ฉันและเพื่อนๆ ต่างควักธนบัตรใบละสองหมื่นดองปึกใหญ่ ออกมาถือไว้ด้วยสีหน้างงงัน
หลังจากจิ้มเครื่องคิดเลขกันอย่างถ้วนถี่ พวกเราก็ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นรถ เรี่ยรายเงินจากสมาชิกกะเหรี่ยงทั้งหกคน รวบรวมให้ครบสองแสนกว่าดองสำหรับจ่ายค่ารถแท็กซี่ ระยะทางจากสนามบินไปยังโรงแรมใช้เวลาประมาณ 45 นาที พวกเราเริ่มนับเงินหลังจากออกจากสนามบินได้สิบนาที นับเงินค่ารถครบถ้วนพร้อมจ่ายตอนรถจอดหน้าโรงแรมพอดี...!!??!!... ไม่น่าเชื่อว่าเพียงเวลาชั่วข้ามชั่วโมง พวกเรากลายเป็นเศรษฐีกันถ้วนหน้า มีเงินในกระเป๋าเป็นล้านๆ (ดอง) จ่ายค่าแท็กซี่ครั้งละแสน (ดอง) ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียจริง เฮ้อ...ครั้งหนึ่งในชีวิตเชียวนะ ที่ได้เป็นเศรษฐีแบงก์กงเต็ก..!?!.. (เฮ้ยย)
