ระหว่างที่เราทำบุญเนี่ยนะเราสามารถขออะไรก็ได้

               วันจันทร์เป็นวันแรกที่ผู้คนเริ่มทำงาน  ตอนเย็นส่วนมากผมจะไปวิ่งแถวริมแม่น้ำน่านซึ่งเป็นที่ที่คนรักสุขภาพใช้เป็นที่ออกกำลังกายกัน  ส่วนใหญ่ผมก็จะวิ่งวันจันทร์ถึงวันพฤหัสเพราะวันศุกร์ต้องเรียน  แต่วันนี้ก็เหมือนทุกวันเจอคนรักสุขภาพส่วนใหญ่จะหน้าเดิมๆ  มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว  รวมถึงสุนัขหลายๆ ตัวที่เจ้าของพามาวิ่งด้วย  หลังจากวิ่งแล้วผมก็จะซื้ออาหารเม็ดไปให้ปลาที่ริมแม่น้ำขายกระป๋องละ 10 บาท  ซึ่งหลายคนก็ซื้อแล้วมานั่งให้อาหารปลากัน  ปลาชื่ออะไรผมก็ไม่ทราบตัวเล็กๆ เหมือนปลาซิวขึ้นมากินอาหารมากมาย  ซึ่งเป็นที่สนุกสนานของทุกคนที่ได้เห็นปลาสวยงามขึ้นมากินอาหาร  ระหว่างให้อาหารปลานั้นก็มีชายผู้หนึ่งซึ่งดูแล้วเหมือนนักปฏิบัตธรรมที่ค่อนข้างเคร่งครัด  มาบอกเด็กข้างๆ ผมว่า "เวลาให้อาหารปลานะลูกอย่างโยนให้อย่างเดียวหนูต้องขอพรด้วยซิเพราะระหว่างที่เราทำบุญเนี่ยนะเราสามารถขออะไรก็ได้ เช่น ขอให้ปลารับโชคร้ายของเราไป  ขอให้เราเรียนเก่ง ขอให้ปลาจงรับโรคภัยไข้เจ็บของเราไป"  และก็สาระพัดจาดให้เด็กขอ  แล้วเดินไปบอกพวกวัยรุ่นกลุ่มอื่นอีกด้วยประโยคที่คล้ายๆ กัน 

                ผมก็เดินตามฟังไปเรื่อยๆ  ทำให้ผมกลับมาคิดว่าจากท่าทางเหมือนผู้เคร่งครับทางธรรม  แต่ว่าจากคำสอนแล้วทำให้ผมคิดว่า  แม้แต่การให้อาหารปลาที่ทุกคนให้ด้วยจิตใจที่ไม่ได้คิดอะไรเลยให้ด้วยความบริสุทธิใจ  สนุก  และมีความสุขจากการให้  แต่มีอะไรไม่ทราบมาบอกอะไรก็ไม่ทราบอีกเหมือนกันกับผู้อื่น  ซึ่งฟังแล้วไม่สบายใจมากๆ   พวกเด็กๆ เขาไม่รู้เรื่อง ปลาเขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรกับเราหรอกครับ  ทำไมต้องเอาสิ่งไม่ดีให้ปลารับไปด้วย  แทนที่เราจะทำความดี  หรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน  ไม่ให้สังคมเดือดร้อน และไม่ให้โลกเราเดือดร้อน  แต่ท่านผู้นี้กลับสอนผู้อื่นให้ขอ และผลักสิ่งที่ไม่ดีในตัวเราให้ผู้เป็นผู้รับ  คิดดูซิครับถ้าเด็กซึมซับเข้าบ่อยๆ  และโตขึ้นเรื่อยๆ  ในแต่ละครั้งที่จะให้อะไรกับใคร  เด็กพวกนี้จะต้องคิดเรื่องสิ่งตอบแทนอย่างแน่นอน  และถ้าทำความผิดเด็กๆ ก็จะโทษผู้อื่นตลอดไป  แล้วสังคมเราจะอยู่ได้ไงละครับ...........  แค่อยากจะบอกกันครับ