2.1.1.2. คนที่มีสัญชาติไทยภายหลังการเกิด
ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงตัวบทกฎหมายไทยว่าบุคคลที่มีองค์ประกอบต่างด้าวหรือผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามที่กล่าวมาข้างบนนั้นบุคคลดังกล่าวจะสามารถมีสัญชาติไทยได้หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ต่อไปนี้
จากศึกษาพบว่าการได้สัญชาติไทยภายหลังการเกิด ก็คือ สัญชาติไทยที่รัฐได้ให้แก่บุคคลภายหลังการเกิด บุคคลนั้นย่อมเป็นคนต่างด้าวโดยการเกิด ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดกับประเทศไทยในขณะเกิด[1] การได้สัญชาติไทยภายหลังการเกิดนั้นผู้เขียนสามารถแยกได้เป็น สองกรณีด้วยกัน กล่าวคือ 1 มีสัญชาติไทยโดยการสมรส และ2 มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ
ก. มีสัญชาติไทยโดยการสมรสหรือการถือสัญชาติไทยของหญิงตามสามี
จากศึกษาในเรื่องนี้ผู้เขียนเห็นได้ว่ากฎหมายสัญชาติของแต่ละประเทศก็ได้รับรองว่าบุคคลอาจได้สัญชาติโดยการสมรสไว้แตกต่างกันกล่าวคือ แนวความคิดแรกเห็นว่า การสมรสเป็นเหตุให้หญิง (ภริยา) ได้สัญชาติตามสามีโดยอัตโนมัติ ส่วนแนวความคิดที่สอง กลับพิจารณาว่า การสมรสไม่เป็นผลทำให้ผู้นั้นได้สัญชาติของสามีโดยทันทีแต่กลับต้องอาศัยเจตนาลมของหญิงนั้นประกอบด้วย[2] กฎหมายไทยในอดีตคือ พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456[3] และพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495[4]นั้นยอมรับว่าหญิงต่างด้าวอาจถือสัญชาติไทยได้โดยการสมรสกับชายคนไทยและการได้สัญชาติไทยนี้เป็นการได้มาโดยอัตโนมัติโดยที่หญิงนั้นมิต้องแสดงความประสงค์แต่ประการใด สัญชาติที่ได้รับใหม่นี้เป็นสัญชาติที่ได้มาโดยการสมรส ดร.ปรีดี พนยงค์ อธิบายว่า ในกรณีหญิงต่างด้าวผู้นั้นย่อมมีสัญชาติไทยโดยการแต่งงาน โดยหาจำต้องทำพิธีการแปลงสัญชาติอีกไม่[5] เช่นเดียวกับอาจารย์ บุณย์ เจริญไชย ที่เห็นว่า การที่หญิงต่างด้าวสมรสกับชายตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับปี พ.ศ. 2546 และ พ.ศ. 2495 นั้นเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการสมรส โดยมิต้องมีแบบพิธีขอถือสัญชาติแต่อย่างใด[6]
อย่างไรก็ตาม เป็นครั้งแรกที่ พระราชบัญญัติ พ.ศ. 2495 แก้ไขในปี พ.ศ. 2503 มาตรา8มิได้รับรองว่า การสมรสกับชายคนไทยเป็นวิธีการได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ การสมรสเป็นเพียงเงื่อนไขที่ให้สิทธิแก่หญิงที่จะยื่นคำร้องขอถือสัญชาติตามสามีเท่านั้น และเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ปกครองอนุมัติหรือไม่อนุมัติตามคำขอนั้น[7]
นอกจากนี้ ตามกฎหมายสัญชาติไทยปี พ.ศ. 2508ก็เดินตามพ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2495 แก้ไขปี 2503 กล่าวคือ หลักการได้สัญชาติไทยโดยการสมรสโดยอัตโนมัติไม่เป็นที่รับรองอีกต่อไป พ.ร.บ.สัญชาติฉบับปี พ.ศ. 2508 เห็นว่าลำพังการสมรสอย่างเดียวไม่มีผลทางกฎหมายให้หญิงต่างด้าวนั้นได้สัญชาติไทยโดยทันที แต่ถ้าหญิงนั้นต้องการถือสัญชาติไทยนั้นจะต้องแสดงเจตจำนง จะต้องยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง[8] และจะเป็นดุลพินิจของฝ่ายปกครองที่จะออก “คำสั่งทางปกครอง” อนุญาตให้หญิงนั้นได้สัญชาติไทย โดยมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ 2508ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย ถ้าประสงค์จะได้สัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ได้สัญชาติไทยให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี” และยังได้มีพระราชบัญญัติ สัญชาติฉบับที่4ใหม่ล่าสุดที่ได้มีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2551 จากเดิมมีแต่หญิงต่างด้าวเท่านั้นที่จะมีสัญชาติได้โดยการสมรส แต่ พระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2551 ยังได้ให้ชายหรือหญิงที่ได้สมรสกับคนต่างด้าวอาจถือสัญชาติของภริยาหรือสามีก็ได้[9]
จากมาตรา 13 มาตรา 9 พ.ร.บ. สัญชาติ 2508 และมาตรา 13ของพ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. 2551 นั้นจะไม่เป็นเหตุที่ทำให้การได้สัญชาติจากการสมรสได้โดยอัตโนมัติ แต่การที่จะได้สัญชาตินั้นต้องมีการแสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข. มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ
การได้สัญชาติโดยการแปลงสัญชาตินี้เกิดขึ้นจากเจตนหรือความประสงค์ของเอกชนที่จะมีสัญชาติไทย[10] และ การขอแปลงสัญชาติตาม[11]โดยหลักของกฎหมายสัญชาติแล้วจะกำหนดเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของผู้ที่จะแปลงสัญชาติว่าจะต้องมีคุณสมบัติอย่างใดบ้าง นอกจากนี้แล้ว การที่คนต่างด้าวจะได้รับสัญชาติโดยการแปลงสัญชาตินั้นยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะฝ่ายปกครองอีกด้วย ว่าจะมีคำสั่งทางปกครองอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวผู้นั้นมีสัญชาติไทยหรืไม่ หมายความว่า การที่คนต่างด้าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น เป็นแต่เพียงเหตุให้มีการยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติได้เท่านั้น อำนาจเด็จขาดที่จะอนุญาตให้คนต่างด้าวถือสัญชาติไทยได้หรืไม่ยังคงอยู่กับรัฐเจ้าของสัญชาติ
การได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติจะมีผลก็ต่อเมื่อมีคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยรัฐมนตรีมหาดไทยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตราบใดที่คำสั่งดังกล่าวยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะถือว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีสัญชาติไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษา ถือว่าเป็นเงื่อนไขความสมบูรณ์ของคำสั่งดังกล่าว และผลการแปลงสัญชาตินี้ให้มีผลเฉพาะตัวเท่านั้น (ละเอียดอ่าน)[12]
[1] http://www.archanwell.org/
[2]รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนานิช, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, ภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,พ.ศ. 2548, น.23
[3]มาตรา 3 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456
“บุคคลเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเป็นคนไทย คือ
(๔) หญิงผู้ได้ทำงานสมรสกับคนไทยตามกฎหมายประเพณี
[4]มาตรา 8 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2495 บัญญัติว่า “หญิงต่างด้าวที่ทำการสมรสกับคนไทย ย่อม ได้สัญชาติไทย”
[5]หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล,น.87.
[6]บุณย์ เจริญไชย, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล,พ.ศ. 2496 น. 144.
[7]รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนานิช, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, ภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,พ.ศ. 2548, น.22
[8]พันธ์ทิพย์ กาญจนะจิตตรา สายสุนทร. คำอธิบายกฎหมายสัญชาติไทย.—พิมพ์ครั้งที่4, กรุงเทพฯ: วิญญชน,2548.๙๙
[9]มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติไทย พ.ศ. 2551
[10]มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ 2508.
[11]มาตรา12 , แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ 2551.
ผู้ใดประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ถ้าผู้ประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามวรรคหนึ่งมีบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทย และบุตรนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุตรพร้อมกับตนได้ โดยบุตรนั้นได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐ (๑) (๓) (๔) และ (๕)
[12]โปรดอ่าน, http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=82&d_id=82
[13]มาตรา ๒๓ หญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สละสัญชาติไทย ในกรณีที่ได้สมรสกับคนต่างด้าวตามมาตรา ๑๓ ถ้าได้ขาดจากการสมรสแล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ย่อมมีสิทธิขอกลับคืนสัญชาติไทยได้
การขอกลับคืนสัญชาติไทยให้ยื่นแสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๔ ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและได้เสียสัญชาติไทยตามบิดาหรือมารดาขณะที่ตนยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถ้าประสงค์จะกลับคืนสัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในสองปีนับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ
การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้กลับคืนสัญชาติไทย ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ