หน่วยที่ 2
นาฏยศัพท์
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. บอกความหมายของคำว่านาฏยศัพท์ได้ถูกต้อง
2. ปฏิบัติท่านาฏยศัพท์ได้ถูกต้องสวยงาม
นาฏยศัพท์ นาฏยศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเกี่ยวกับท่ารำของนาฎศิลป์ไทย แยกตาม ลักษณะการใช้ดังนี้
ประเภทของนาฏยศัพท์
นาฎยศัพท์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. นามศัพท์ หมายถึงศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกกริยากระทำของผู้นั้น เช่น ตั้งวง จีบ ล่อแก้ว กระทบ กระดก ก้าวเท้า ประเท้า กระทุ้ง
2. กิริยาศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา
2.1 ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าที่ให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ตึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว ตึงไหล่ กดไหล่ ตึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า กันเข่า เปิดส้น ชักส้น
2.2 ศัพท์ที่ใช้เรียกเฉพาะขณะที่ใช้ท่า
2.2.1 ส่วนศีรษะ คอ ไหล่ เช่น เอียง ลักคอ กล่อมไหล่ เอียงไหล่
2.2.2 ส่วนมือ แขน เช่นสะบัดมือ ม้วนมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ
2.2.3 ส่วนลำตัว ใช้ตัว (ตัวพระใช้เกลียวข้าง ตัวนางใช้เกลียวหน้า)
2.2.4 ส่วนขา เท้า ยืด ยุบ กระทบ (เข่าและก้น) ตบเท้า แตะเท้า วางหลัง กระทุ้ง วางส้น ฉายเท้า ซอยเท้า ขยั้นเท้า และถัดเท้า
3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช่เรียกในภาษานาฏศิลป์นอกเหนือไปจากนามศัพท์และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อน เหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ท่า ท่าที ขึ้นท่า ยืนท่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่ –พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่อง ศัพท์แทน
นาฏยศัพท์ที่ควรรู้จักมีดังนี้
1. การจีบ หมายถึงการใช้นิ้วหัวแม่มือจรดกับข้อแรกของนิ้วชี้(นับจำนวนข้อของนิ้วจากปลายนิ้วลงมาที่ฝ่ามือ) นิ้วที่เหลือทั้งสามกรีดออกให้ตึงเหมือนรูปพัด หักข้อมือเข้าสู่ลำแขน
การจีบมี 5 ลักษณะ ได้แก่
1.1 จีบหงาย 1.2 จีบคว่ำ
1.3 จีบหลัง 1.4 จีบปรกหน้า
1.5 จีบปรกข้าง
ภาพที่ 2.1 จีบหงาย คือการหงายข้อมือขึ้นทำท่า ภาพที่ 2.2 จีบคว่ำคือ การคว่ำแขนลงหักข้อมือจีบปลายนิ้วที่จีบขึ้นข้างบนหักข้อมือ พร้อมทำท่าจีบให้ปลายนิ้วที่จีบชี้ลงล่าง
เข้าหาลำแขน
ภาพที่2.3 จีบส่งหลัง คือ การส่งมือไปหลังให้แขน ภาพที่ 2.4 จีบปรกหน้าคือการยกแขน
ห่างจากลำตัวเหยียดตึงทำท่าจีบ ให้ตั้งฉากอยู่ด้านหน้าและหันมือ ให้ปลายนิ้วที่จีบเฉียงขึ้นข้างบน จีบชี้ที่ใบหน้า
ภาพที่ 2.5 จีบปรกข้างคือการยกแขนให้ตั้งฉากระดับศีรษะ หักข้อมือ
แล้วทำท่าจีบ หันเข้าหาลำตัว
2. การตั้งวง
การตั้งวง คือ การยกแขนข้างใดข้างหนึ่ง ให้ลำแขนงอเป็นส่วนโค้ง นิ้วทั้งสี่เรียงชิด ติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเพียงเล็กน้อย หักข้อมือเข้าหาลำแขน
การตั้งวงมีหลายลักษณะ ได้แก่
2.1 วงบน คือ การยกแขนข้างใดข้างหนึ่งขึ้นตั้งวง ปลายนิ้วมือตัวนางอยู่ระดับ
หางตา ตัวพระระดับหางคิ้ว หรือหน้าผาก
2.2 วงหน้า คือ การยกมือขึ้นตั้งวงระดับปาก
2.3 วงกลาง คือ การยกมือขึ้นตั้งวงปลายนิ้วมือสูงระดับไหล่
2.4 วงล่าง คือ การยกมือขึ้นตั้งวงระดับหัวเข็มขัด
ภาพที่ 2.6 ท่าวงบน ภาพที่ 2.7 ท่าวงหน้า
ที่มา : ภาพจาก เรณู โกศินานนท์ (2546:10) ที่มา : ภาพจาก เรณู โกศินานนท์ (2546:11)
ภาพที่ 2.8
ภาพที่ 2.9 ท่าวงล่าง ที่มา : ภาพจาก สารานุกรมไทย เล่มที่ 13 (2538 : 115)
3. การประเท้า คือกิริยาของเท้าข้างใดข้างหนึ่งที่ที่ยื่นออกไปข้างหน้า แล้วใช้จมูกเท้าแตะที่
พื้นแล้วยกขึ้น หรือประเท้าอยู่กับที่
ภาพที่ 2.10 ท่าประเท้าอยู่กับที่ ภาพที่ 2.11 ท่าประเท้ายกขึ้น
ที่มา : ภาพจาก เรณู โกศินานนท์ (2546:10)
4. การก้าวเท้าหน้า ถ้าจะก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าต้องยกเท้าขวาขึ้น และเวลาที่ก้าวเท้าลงไปนั้นต้องใช้ส้นเท้าจรดลงไปก่อน แล้วจึงเหยียบลงไปให้เต็มเท้า เบนปลายเท้าให้เฉียงไปทางขวามือพอสมควร ส้นเท้าขวาที่ก้าวไปข้างหน้านั้นต้องให้ตรงกับหัวแม่เท้าข้างซ้ายที่อยู่ข้างหลังและให้ห่างหันประมาณ10นิ้วเปิดปลายเข่าและส้นเท้าซ้ายเล็กน้อยใช้จมูกเท้ายันพื้นไว้
ภาพที่ 2.12 ท่าก้าวเท้าหน้า(เท้าขวา) ภาพที่ 2.13 ท่าก้าวเท้าหน้า(เท้าซ้าย)
ที่มา : ภาพจาก เรณู โกศินานนท์ (2546:14)
5. การกระทุ้งเท้า คือกิริยาของเท้าที่วางไปข้างหลังข้างใดข้างหนึ่งใช้จมูกเท้าแตะที่พื้น
6. การกระดกเท้า คือเมื่อกระทุ้งเท้าแล้ว จะต้องรีบกระดกเท้าขึ้นให้มากที่สุดพยายามส่งเข่าขึ้นไป ดันปลายก้นออกมาตัวจะตั้งตรง หนีบน่องเข้าหาโคนขาให้มาก ส่วนฝ่าเท้าหักหลังเท้าเข้าหาหน้าแข้ง
ภาพที่ 2. 14 ท่ากระดกเท้า ที่มา : ภาพจาก เรณู โกศินานนท์ (2546:18)
7. การจรดเท้า(ด้วยส้นเท้า)ถ้าจรดเท้าขวา ก็ยกเท้าขวาให้สูงจากพื้นเล็กน้อย น้ำหนักอยู่ที่ขาซ้าย แล้วจึงเอาส้นเท้าวางลงเบา ๆ ปลายเท้าเผยอให้สูงจากพื้นนิดหน่อย ถ้าจะจรดด้วยเท้าซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
8. การจรดเท้า(ด้วยปลายเท้า) ถ้าจะจรดเท้าด้วยเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาลงไปพร้อมกันนั้นต้องยกเท้าซ้ายให้สูงจากพื้นเล็กน้อย แล้วใช้จมูกเท้าวางลงบนพื้น ส้นเท้าสูงจากพื้นพอประมาณ การจรดเท้านี้น้ำหนักเท้าจะต้องไปอยู่ที่ขาตรงกันข้าม เช่น จรดด้วยเท้าซ้าย น้ำหนักจะต้องไปอยู่ที่ขาขวา เป็นต้น
ภาพที่ 2.15 ท่าจรดส้นเท้า(ด้วยส้นเท้า) ภาพที่ 2.16ท่าจรดเท้า(ด้วยปลายเท้า)ท่าผาลาเพียงไหล่
ที่มา : ภาพจาก เรณู โกศินานนท์ (2546:19)
9. การสะดุดเท้า คือ การวางเท้าข้างใดข้างหนึ่งลงข้างหลัง ย่อเข่าเสือกจมูกเท้าไปข้างหน้า
น้ำหนักตัวข้างหน้าชะงักตัว แล้วยกเท้าหลังขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อยแล้ววาง ลงที่เดิม น้ำหนักตัวกลับมาอยู่ที่เท้าหลัง ยืดเข่าที่ใช้สะดุด แตะพื้นด้วยจมูกเท้า
10. การถัดเท้า คือ การถัดเท้ามี 2 วิธี คือ ถัดเท้ากับที่ และถัดเท้าเคลื่อนที่ วิธีถัดเท้าคือ วาง เท้าราบลงบนพื้น น้ำหนักตัวอยู่ข้างหน้า ยกเท้าหลังแล้ววางลงถัดเท้าเช่นเดิม ทำสลับเช่นนี้ตามจังหวะ ส่วนการถัดเท้าเคลื่อนที่ ให้ใช้เท้าขวาถัดเท้าซ้าย ก้าวเดินตามธรรมดา เคลื่อนตัวไปตามทิศทางที่ต้องการ
สรุป
นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำของนาฏศิลป์ไทย
แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1. นามศัพท์ หมายถึงศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำหรือชื่อท่าที่บอกกริยากระทำของผู้นั้น
2. กิริยาศัพท์ หมายถึงศัพท์ ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา
3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึงศัพท์ต่าง ๆที่ใช้เรียกภาษานาฏศิลป์นอกเหนือจาก
นามศัพท์และกิริยาศัพท์
กิจกรรมคำถาม
1. นามศัพท์มีชื่อท่ารำอะไรบ้าง
2. การจีบมีกี่ลักษณะแต่ละลักษณะทำอย่างไรอธิบายโดยละเอียด
กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้
1. ให้นักเรียนออกมาจับฉลากทีละคู่ให้คนที่1 จับฉลากบอกชื่อท่าให้คนที่ 2 ทำท่านาฏยศัพท์ และเปลี่ยนสลับกัน คนที่ 2 บอกชื่อท่า คนที่ 1 ทำท่านาฏยศัพท์ จนครบทุกคน
2. ทายดูซิ นักเรียนทำท่านาฏยศัพท์แล้วให้เพื่อนบอกชื่อท่ารำ ถ้าบอกชื่อท่ารำถูกได้ 1 แต้ม
พอดีคุณครูที่ รร. ให้หาคำนาฎยศัพท์มาบรรยายท่ารำค่ะ
ไม่มีหนังสือเลยมาหาใน เน็ตก้เจอหน้านี้พอดีขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ
(ไม่งั้นการบ้านไม่เสร็จแน่ๆเลยอ่ะ อิอิ)
ขอบคูนคับ
ทำไมรูปน้อยจังว่าจะเอาไปทำรายงาน อยากได้รูปการตั้งวงบนของพระกับตัวนางแบบแยกรูปกันแลวก็รูปการตั้งวงหน้าอยากได้มากมากเลย ถ้าลงรูปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าลงได้ก็ขอบคุณค่ะ..............
ขอบคุณครับ การบ้านผมเสร็จหมดเลย
^ ^ (งั้นการบ้านไม่เสร็จด้วยล่ะคับ)^ ^