ครูได้ทุ่มเททั้งกายและใจ.. เพื่อลูกศิษย์จนถึงที่สุดเท่าที่ครูคนหนึ่งจะทำให้ได้

มื่อกี๊ได้ดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นตอนๆ ชื่อ คิมพาจิ เซนเซ (คุณครูคิมพาจิ) เซนเซ แปลว่าครู ปกติไม่ค่อยได้ดู วันนี้เป็นตอนสำคัญของเรื่องคือเด็กนักเรียนในชั้น 3-บี ชื่อ ชู ติดยาแล้วตำรวจจับเด็กที่ขายยาได้ แถมสารภาพว่าขายให้นักเรียนมัธยมต้นโรงเรียนนี้ ตำรวจก็มาหาตัวนักเรียนที่ซื้อยาโดยให้ครูใหญ่แจ้งให้ทราบถ้าเจอตัว ครูประจำชั้นคิมพาจิสงสัย "ชู" เด็กในชั้นตัวเอง ก็เลยวิ่งกลับไปดูที่ห้องเรียน เห็นชูนอนหลับไม่รู้ตัวอยู่ในห้องผิดปรกติก็เลยเข้าไปเรียก ชูไม่ตื่น ครูเห็นผ้าพันแผลที่แขนเปิดดูจึงรู้ว่าชูใช้เข็มฉีดยาและเป็นเด็กที่ซื้อยาที่ตำรวจหา ก็เลยมาแจ้งครูใหญ่ ครูหลายคนลงความเห็นว่าให้แจ้งตำรวจทันที แต่ครูคิมพาจิน้ำตาไหลและขอร้องทุกคนว่า ขอให้โอกาสชูสักครั้ง แต่ครูหลายคนบอกไม่ไ้ด้แล้ว เป็นเรื่องใหญ่ เป็นชื่อเสียงโรงเรียนต้องส่งตำรวจสถานเดียว 

ครูพูดทั้งน้ำตาว่า "เป็นความผิดของผมเอง ผมเป็นครูประจำชั้น ให้เวลาใกล้ชิดชูขนาดนี้ ทำไมชูยังต้องใช้ยา ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ครูประจำชั้นของชูให้ถึงที่สุด  หาสาเหตุว่าทำไมชูถึงต้องทำแบบนี้" ขอให้ครูทุกคนเข้าใจและให้โอกาสชูด้วย ชูเป็นเด็กดี ดูแลพ่อแม่เวลาไม่สบาย ดูแลเพื่อนที่ป่วย ขอให้ครูได้มีโอกาสอยู่กับชู และทำเพื่อชูบ้าง สุดท้ายครูใหญ่อนุญาตให้เวลาถึงตอนเลิกเรียน และพร้อมที่จะรับผิดชอบ เพราะครูคิมพาจิเป็นผู้ที่รู้จักชูดีที่สุด ทำให้ครูหลายท่านเริ่มเข้าใจและช่วยเหลือ

ครูคิมพาจิ ก็กลับมาที่ห้อง ซึ่งเพื่อนๆรอหน้าห้องตามคำสั่งครู ครูบอกว่าชูติดยาเสพติด ตำรวจจะมาเอาตัวไปตอนเย็น ครูมีเวลาให้กับชูจนถึงตอนเย็น ครูอยากขอร้องให้เพื่อนๆอยู่ช่วยครูช่วยชู แต่ถ้าใครกลัวก็สามารถกลับบ้านได้ นักเรียนส่วนใหญ่อยากช่วยเพื่อน มีกลุ่มหนึ่งที่กลัวและอยากให้ครูส่งชูให้ตำรวจไปเลยเพราะอันตราย ครูก็เลยสอนว่า "ถ้าเธอเป็นเหมือนชูตอนนี้ ครูก็จะช่วยเธอแบบเดียวกับที่ครูช่วยชูเหมือนกัน" ทำให้เพื่อนที่เหลือพร้อมใจกันกลับเข้าห้องเพื่อช่วยครูและอยู่เป็นเพื่อนชูู

ครูกลับมาในชั้นเรียน ให้เพื่อนๆทุกคนเข้านั่งประจำที่เรียน และเริ่มสอนเรื่องยาเสพติดที่เป็นสิ่งชั่วร้าย ที่ทำลายเพื่อนที่ดีๆ และคนดีอย่างชู และเล่าถึงอาการคนติดยา ครูก็ปลุกให้ชูตื่น คือต้องตะโกนเรียก พอชูรู้ตัว ครูก็เริ่มสอนต่อว่าคนติดยาจะมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว รู้สึกเหมือนแมลงมากมายมาไต่ คืออาการอยากยา ครูก็ถามชู ชูก็เริ่มอาละวาด เพื่อนๆก็มาช่วยกันจับ ชูก็ร้องว่า "เค๊าจะฆ่าผม" ครูก็รีบเข้ามากอดชูไว้และบอกว่าไม่มีๆ ไม่มีใคร มีแต่ครูและเพื่อนๆ ชูก็ยังมีประสาทหลอน หูแว่ว ว่ามีคนจะมาทำร้าย ครูก็เลยกอดชูไว้และบอกว่าให้ฟังแต่เสียงครูเท่านั้น จากนั้น ครูร้องกลอนปลอบชูเกี่ยวกับความสวยงามในการมีชีวิตอยู่ จนชูสงบลงและบอกกับครูว่า "ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป"สักพักชูร้องขอกินน้ำ คอแห้งมาก พอได้น้ำมาก็สั่นจนน้ำหกที่พื้นหมด ชูก็กระเสือกกระสนก้มลงไปเลีย วักน้ำกินจากพื้นห้องเรียน

เพื่อนๆเห็นก็ร้องไห้กันหมด สงสารเวทนาสภาพที่เห็นชูเป็นแบบนี้ เพื่อนคนหนึ่งเข้ามาจับชูและห้ามไปร้องไห้ไปว่า "ทำอย่างนี้ทำไม?"  ห้ามชูเท่าไหร่ชูก็ไม่ยอม ก็ไปเลียกินน้ำจากพื้นต่อ  ครูร้องไห้เข้าไปกอดชูไว้ แล้วพูดถามชูว่า "ทำไมชูถึงต้องทำอย่างนี้ ไหนลองเล่าให้ครูฟังหน่อย" 

ชูเลยตอบครูว่า " ผมเกลียดยา แต่ผมเหงา เมื่อพ่อและแม่ถูกพรากไป และผมยังเป็นต้นเหตุทำให้เพื่อนบาดเจ็บเกือบตาย ผมคิดว่าจะใช้ยาเพียงครั้งเดียว จะได้้ลืมเรื่องที่เจ็บปวดทั้งหมด"  "แต่สุดท้ายผมก็หยุดมันไม่ได้" พอผมนึกถึงครู นึกถึงแม่และเพื่อนทำให้อยากหยุดยา แต่พอสัญญากับเพื่อนว่าจะสอบเข้ามัธยมปลายให้ได้ ต้องดูหนังสือเพื่อสอบเข้าโรงเรียนใหม่ ผมตามเพื่อนไม่ทัน ทำให้ต้องกลับไปใช้มันอีกครั้ง"

ครูก็เลยบอกชูว่า "ชูจะไม่เหงาอีกต่อไป ขอให้ชูมองดูเพื่อนๆทุกคนในห้องนี้  ทุกคนพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างชูและจะเป็นกำลังใจให้ชูเสมอ ขอให้้ชูสัญญาว่าจะไม่กลับไปหามันอีก"

ตำรวจกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งเมื่อรู้ชื่อนักเรียนที่ซื้อยา แต่ครูใหญ่ขอเวลาเพื่อชูและครูประจำชั้น เป็นเรื่องของจิตใจ ให้ครูได้มีโอกาสสอนชูและเพื่อนๆ ตำรวจก็เข้าใจและจะรอจนถึงสามโมงเย็น แม่ก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงเรียนก็รีบมาหาชูที่โรงเรียน พอสามโมงตรงตำรวจก็ไปหาชูที่ห้องเรียนทันที พอตำรวจเรียก ชูก็วิ่งหนี สุดท้ายก็ถูกจับใส่กุญแจมือ พอชูเห็นแม่ ก็ไม่สามารถช่วยชูได้แล้ว ตำรวจพาออกมานอกโรงเรียน เพื่อนห้องอื่นก็มาุรุมดู พอไปถึงรถตำรวจ แม่ก็ขอร้องให้ตำรวจให้โอกาสชูร่ำลาเพื่อนๆ ตำรวจก็พาชูออกมา ชูก็มองหน้าครูประจำชั้นและเพื่อนๆร่วมชั้น พร้อมกับโค้งคำนับและกลับขึ้นรถจากไป

ดูไป...น้ำตาก็ไหลไป...ประทับใจกับคิมพาจิ เซนเซ..... ที่ทุ่มเทให้เวลาและโอกาสกับลูกศิษย์จนถึงที่สุดเท่าที่ครูคนหนึ่งจะทำให้ได้