"งานวิจัย" เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็มองว่า "น่ากลัว และ ทำยากส์!" แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่า "เพราะอะไร? ชาวบ้านถึงทำงานวิจัยได้และทำแล้วดีด้วย ก็เลยลองตั้งสมมติฐานว่า...
1. ตลอดชีวิตของชาวบ้าน ต้องอยู่กับการทำอาชีพเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยเฉพาะ "อาชีพการเกษตร"
2. ชาวบ้านทำอาชีพการเกษตรด้วย "เหตุด้วยผล"
3. ชาวบ้านคิดปรับแก้ปัญหาในอาชีพและชีวิตด้วยเหตุและผล แล้วนำไป "ทดลองทำ"
4. วิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่กับการปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรงจากการทดลองทำเพื่อ "ทำการเกษตรให้ได้ผล"
จากการไปฟังชาวบ้านนำเสนอผลงานวิจัยชุมชน ที่ใช้วิธีการ PAR นั้น ทำให้เห็นว่า "การค้นหาข้อสงสัย ที่ตนเองต้องการคำตอบ และเมื่อลงมือปฏิบัติแล้วได้พบคำตอบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นผลสำเร็จและไม่เป็นผลสำเร็จ" ต่างก็ไม่ย่อท้อ มีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขกันใหม่ แล้วนำไปทดลองทำกันใหม่ จนกระทั่งได้คำตอบเป็นที่พึงพอใจ"
คำตอบที่พึงพอใจของชาวบ้านนั้นมาจาก "การดำเนินอยู่ของวิถีชีวิตและได้รับการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการ" ได้แก่ มีรายได้ที่เกิดขึ้น มีการอนุรักษ์ทรัพยากร มีการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมเดิม มีการพัฒนาอาชีพการเกษตร มีงานทำ และอื่น ๆ ซึ่งการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ได้เข้ามาเป็นกลไกสำหรับ "หยิบความคิดและสิ่งที่ปฏิบัติอยู่เดิม" ให้เป็นระบบ มองเห็นเป็นรูปธรรม และนำมาเผยแพร่ได้
"การพัฒนาอาชีพการเกษตร...ที่ใช้วิจัยชุมชน" จึงเป็นการเรียนรู้ที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรควรจะต้องหันกลับมามองและให้ความสนใจ เพื่อให้รู้เท่าทันความคิดและการปฏิบัติของเกษตรกร
นอกจากนี้ "การทำวิจัย" ยังเป็นทางออกของการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้กับองค์กรได้ เป็นแหล่งของการสร้างองค์ความรู้ที่มาจากเหตุและผล และเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรจากการทดลองทำด้วยตนเอง นำมาซึ่งผลของความเชื่อและความศรัทธาที่มีได้ เพราะใช้ "แนวทางของการวิจัย...ในการส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน" นั่นเอง.
สวัสดีครับ ผมว่าถ้าคำตอบของชาวบ้านเขาพึงพอใจ นั่นหมายความว่างานวิจัยเราประสบความสำเร็จแล้วครับ การทำวิจัยส่วนมากคิดว่าเป็นยาขมหม้อใหญ่ นั่นแสดงว่าไม่ได้เนียนไปกับงานที่ทำ ผมก็ทำวิจัยเหมือนกันแต่เป็นวิจัยในชั้นเรียน ยังไม่ได้ทำวิจัยที่มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ยินดีที่ได้เขามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ