เรื่องนี้ คิดอยู่นานว่าจะเล่าดีไหม.. แต่เมื่อวันอาทิตย์ (๒ มี.ค.) ลูกชายให้ช่วยเขียน "ความในใจ" ไปให้คุณครูที่โรงเรียน..(อ่านได้ที่นี่ Click) เพื่อที่จะได้นำไปกล่าวสุนทรพจน์หน้าเสาธง ต่อหน้านักเรียนทั้งโรงเรียน (วันไหนไม่ทราบ) จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง
ลูกชายของผม เรียนอยู่ชั้นป.๖ โรงเรียนสิ่นหมิน..สอบเข้าโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ในอันดับ Top twenty และได้ทำการมอบตัวไปเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ (เสียเงินค่ามอบตัวไป ๑ หมื่นบาท)
ผมก็คิดว่าลูกชายสบายแล้ว เพราะมีที่เรียนแล้ว แต่เขาก็ยังประพฤติตัวตามปกติ ไปเรียนพิเศษตามโปรแกรมที่โรงเรียนวางไว้..วันหนึ่งคุณครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการก็มาขอให้ลูกชายผมไปสมัครสอบที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม โดยโรงเรียนดำเนินการจัดซื้อใบสมัครให้ และพาไปสมัคร (แต่วันสอบผู้ปกครองต้องพานักเรียนไปเอง) เหตุผลคือไปทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียน...
โรงเรียนได้แนะนำให้สมัครในโปรแกรม EP หรือ English Program ซึ่งโปรแกรมนี้หากสอบได้ และไปมอบตัว ต้องเสียค่าใช้จ่าย แรกเข้า ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าเล่าเรียนโครงการพิเศษเทอมละ ๑๗,๕๐๐ บาท และค่าลงทะเบียนปกติอีก ประมาณ ๑,๕๐๐ ถึง ๑,๘๐๐ บาท เบ็ดเสร็จเกือบ ๔ หมื่นบาท (สำหรับเทอมแรก) ซึ่งผมคิดว่า หากสอบได้จริงๆ คงต้องปรึกษานักเรียนว่าจะเอาอย่างไร
วันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ลูกชายผมก็ไปสอบ วิชาที่สอบมี คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ รวม ๑๕๐ คะแนน และสอบสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษอีก ๕๐ คะแนน (เอาเข้าจริงลูกชายมาบอกว่า คะแนนสัมภาษณ์เต็มแค่ ๔๐ คะแนน และลูกชายผมทำได้ ๓๙ คะแนน)...พอทำข้อสอบได้
เช้าวันอังคารที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คุณเพชรรัตน์ (น้อยเหมือน)เม่นคำ เลขานุการคณะวิทย์ ทราบข่าวจากแฟนที่ทำงานอยู่ที่ พพ. โทรมาบอกว่า ลูกชายผมสอบได้อันดับ ๑ Top ten โครงการ EP ซึ่งดูเหมือนจะต้องดีใจ แต่ผมก็เฉยๆ เพราะว่าคงไม่ได้ไปเรียน..อย่างไรก็ตามผมได้โทรไปหาครูใหญ่โรงเรียนสิ่นหมิน
ครูใหญ่บอกว่ากำลังเข้าไปตรวจสอบผลสอบใน internet ของโรงเรียน (พพ.) พอตอนเย็นก็มีภาพของนักเรียน ๒ คน ประกาศอยู่ที่หน้าห้องอาจารย์ใหญ่ คือ ลูกชายผมและนายแบงค์ (ชื่อเล่น) เพื่อนของลูกชาย ทั้งสองคนติดอันดับ ๑ และ ๒ โครงการ EP (โรงเรียนสิ่นหมินแบ่งนักเรียนไปสอบหลายแห่ง โครงการนี้จึงมีติดเพียง ๒ คน จากจำนวนรับ ๖๐ คน และจำนวนคนสมัครประมาณ ๘๐ คน)
- ข่าวดีคือโรงเรียนสิ่นหมินได้ประกาศรายชื่อนักเรียนผู้ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน ๒ คน
- ข่าวดีน้อยลงไปคือ นักเรียนที่สอบได้อันดับ ๑ และ ๒ ทั้ง ๒ คน สละสิทธิ์การมอบตัวโครงการ EP เพราะว่ามีที่เรียนที่โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้ว
จำได้ว่า ลูกชายผมเคยสอบได้ที่ ๑ เพียงครั้งเดียว แต่ก็ไม่เคยได้เกินอันดับ ๖ ของการเรียนปกติที่โรงเรียน.. ขณะที่ชั้นประถมของผมตั้งแต่ ป. ๓ ถึง ป. ๖ ได้อันดับ ๑ ตั้งแต่ห้องสุดท้าย มาจนถึงห้อง ๑ แต่ผมไม่เคยสอบติดอันดับ ๑ เลยในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ (ยกเว้นสอบปริญญาโทได้อันดับ ๑ แต่ดันตกสัมภาษณ์..อิอิ)
ข้อสังเกต
- การเรียนสมัยใหม่ จะมีคะแนนจากการสอบภาคทฤษฎี และงานส่งครูจากภาคปฏิบัติหรือรายงานแต่ในการสอบเข้า เราวัดกันเฉพาะความรู้ภาคทฤษฎี ดังนั้นนักเรียนที่สอบได้อันดับดีของโรงเรียน อาจจะสอบเข้าไม่ได้ เพราะว่าคะแนนอันดับดีๆ อาจมาจากงานที่ส่งมากถึงครึ่งหนึ่งก็ได้
เพิ่มเติม..ภาพที่หน้าโรงเรียนสิ่นหมินครับ (คนแรกแถวบนคือลูกชายผม.คนที่มีภาพซ้ำกันชื่อ Bank เพราะพ่อเขาเป็นนายธนาคารส่วนแม่เป็นพยาบาล..ใครมีใบหน้าอยู่หน้าโรงเรียนได้รับค่าสมนาคุณจากโรงเรียนภาพละ 1,000 บาท คนชื่อแบงค์ได้มากสุด 2,000 บาทครับ)
![]() |
|
|
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |



ยินดีด้วยนะคะอาจารย์
คนเป็นพ่อเป็นแม่ จะมีอะไรสุขไปกว่าได้เห็นความเจริญงอกงามของลูกเนอะ แต่หนิงไม่มีโอกาสนี้หรอกค่ะ ขอแอบปลื้มกับหลานชายคนเก่งด้วยนะคะ
สวัสดีเจ้าค่ะ อาจารย์บีแมน
แวะมาเยี่ยมเจ้าค่ะ สบายดีหรือเปล่าเจ้าค่ะ คุณครูก็ให้น้องจิเขียนความในใจเจ้าค่ะ บรรยายไปเต็มที่เลย คิคิ หนูเห็นด้วยนะค่ะว่า คะแนนส่วนใหญ่มาจากทฤษฏี และงานซะส่วนใหญ่ เพราะน้องจิก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ต้องมานะทำงาน กว่าจะได้มาแต่ละคะแนน สาหัสเลยค่ะ คิคิ
รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ----->น้องจิ ^_^