ครั้งนี้อาการดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วเป็นสัญญาณเดือนว่า จะต้อง "ล้มหมอนนอนเสื่อ(ฟูก)"

       เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย...อาการที่ว่านี้หากเกิดขึ้นเมื่อไร..หากรักษาไม่ทันท่วงทีก็จะทำให้ป่วยหนักได้..(ข้อสังเกตคือว่า ถ้าตัวเองมีอาการแบบนี้ เป็นสัญญาณเดือน ว่าจะเจ็บป่วย ถ้าทานน้ำผึ้งผสมมะนาวและเกลือเล็กน้อย ๑ แก้วแล้วอาการดีขึ้น ก็จะไม่เป็นไร แต่ถ้าทานแล้วไม่หาย..ต้องระวังตัวเรื่องเจ็บป่วย)

       ครั้งนี้อาการดูเหมือนไม่มีอะไร วันจันทร์ตั้งใจจะไปพบแพทย์ แต่ก็ยุ่งๆ กับงานจึงไม่ได้ไป พอวันอังคารก็ไปพบแพทย์ตอนบ่ายๆ ที่รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวรตอนบ่ายสอง วันนี้คนไข้ไม่แน่น พยาบาลที่จุดยื่นบัตรบอกว่า คงรอไม่นาน..ผมถามว่ากลับไปทานข้าว (เที่ยง) ก่อนได้ไหม..พยาบาลบอกว่าให้ไปรับการวัดความดันและซักประวัติจากพยาบาลที่ห้อง OPD ก่อน ได้คิวที่ ๕๘...พอไปดูคิวที่เข้าห้องตรวจ ถึงคิวที่ ๔๗ คงไม่นานเท่าไร..ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็ผ่านขั้นตอนซักประวัติจากคุณพยาบาล

       ผมไปบอกผู้ช่วยพยาบาลที่เรียกคิวว่า ขอกลับไปทานข้าวสัก ๒๐ นาทีแล้วจะกลับมา.. กลับมาก่อนบ่ายสามโมง ถึงคิวที่ ๕๗ (อีกคนเดียวจะได้รับการเรียกแล้ว) คิดว่าประเดี๋ยวคงได้ตรวจ แต่รอนานมาก สังเกตว่ายังมีคนรออยู่หน้าห้องตรวจอีก ๔ คน (กว่าจะถึงเราก็เป็นคนที่ ๖)

      สังเกตต่อไปอีกว่า ห้องตรวจมี ๓ ห้อง (จากปกติ ๕ ห้อง) มีแพทย์ ๓ ท่าน แต่เป็นคลินิกเฉพาะทางเสีย ๒ ห้อง เป็นโรคทั่วไปหนึ่งห้อง...ซึ่งผมได้คิวห้องโรงทั่วไป สังเกตว่าคุณหมอ (แพทย์หญิง) ท่านทำหน้าที่ได้ดีตรวจคนไข้คนหนึ่งก็แนะนำและคุยให้เข้าใจถึงสมุฏฐานของโรค

       รออีกครึ่งชั่วโมง เกือบ ๓ โมงครึ่งก็ได้ตรวจ หลังจากหมอถามอาการแล้ว หมอใช้หูฟัง (stethoscope) ตรวจปอด และขอดูลำคอ..หมอบอกว่า คอแดงเล็กน้อย ไม่มีหนอง สรุปว่าอาการเจ็บคอนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย ปกติไม่มียารักษา และจะหายเองใน ๕-๗ วัน (หากไม่มีอาการแทรกซ้อนจากแบคทีเรีย)

     อาการของผม เจ็บคอ ไม่ไอ แต่คายคอ ไม่มีน้ำมูกและเสมหะ หมอจึงแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ โดยจ่ายยาผงชงน้ำดื่ม (Acetylcysteine 200 mg) ขนาดบรรจุ ๕ กรัม มาให้ ๒๐ ซอง กับเม็ดอมมะแว้งมาให้อีก ๕ ซอง

     วันพุธอาการยังไม่ดีขึ้น ทรงๆ ตัว กลางคืนมีไข้ตัวร้อน

     วันพฤหัสมีอาการจาม มีน้ำมูกไหล (แต่ยังเป็นสีขาว) กลางคืนเป็นไข้และหายใจไม่ออก รู้สึกว่าทรมานมาก..ต้องหายาทานเพิ่มเติมจากที่หมอให้ คือ ตัวร้อนก็ทานยา Paracetamol 2 เม็ด, น้ำมูกไหลก็ทานยาแก้แพ้ และยาลดเสมหะ

     เช้าวันศุกร์ อาการดีขึ้นเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัว คัดจมูก สังเกตว่ามีน้ำมูกเป็นสีเขียวเล็กน้อย ตัดสินใจสั่งยาให้ตัวเอง โดยสั่งซื้อยา Amoxycillin 500 mg (จากร้านขายยา-เม็ดละ ๒.๕๐ บาท) มาทานเพิ่ม..(แต่ยังไม่ทาน สังเกตอาการก่อน) พอตกเย็นก็เป็นไข้ตัวร้อนอีก อาการเจ็บคอยังไม่หาย ตัดสินใจทานยา Amoxycillin กะว่าทานติดต่ออย่างน้อย 3 วันขึ้นไป

      เสาร์-อาทิตย์ (เข้าเดือนใหม่) ไม่ไปไหน (ไม่ได้ไปเลือกสว.ด้วย-เพราะว่าต้องขับรถไปไกล ยังนึกเสียดายอยู่ว่าทำไมไม่ไปเลือกตั้งล่วงหน้า) อยู่บ้านเพราะว่าอาการยังไม่ดีขึ้น ปวดเมื่อยตามตัวและยังเดินทรงตัวได้ไม่ดี ยังต้องทานยาลดไข้ตลอด

     วันจันทร์และวันอังคาร ก็ยังไม่หายดี ยังมีอาการหายใจไม่สะดวกอยู่อีก....งดยาลดไข้ตั้งแต่วันอาทิตย์แล้วและหยุดยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ

      ข้อคิดที่ได้เรียนรู้จากการเจ็บป่วยครั้งนี้คือ

  1. คุณหมอท่านตรวจวินิจฉัยตามอาการปัจจุบัน แต่ไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้
  2. แม้ว่าเรามีแฟ้มประวัติคนไข้ แต่คุณหมอท่านไม่มีเวลาไปเปิดอ่าน..ทำให้คิดว่าบริการทางการแพทย์..เราควรมีคล้ายๆ แพทย์ประจำตัว..ซึ่งจะทราบประวัติของเราได้ดี..ว่าถ้ามีอาการแบบนี้แล้ว อาการอื่นๆ จะตามมาอย่างไร (คือตัวเราเองรู้ตัวของเราดีที่สุด) จะได้ให้การรักษาตามอาการและเชิงป้องกันไปด้วยในตัว...คิดได้แต่ทำไม่ได้เพราะว่าจำนวนแพทย์ต่อคนไข้ยังไม่เพียงพอ
  3. บ้านเรา..การหาซื้อยาปฏิชีวนะหรือ Antibiotic ซึ่งเป็นยาอันตราย ทำได้ง่ายมาก ไม่ต้องมีใบสั่งยา (Prescription) จากแพทย์ก็สามารถหาซื้อได้ ตามร้านขายยาทั่วไป
  4. พอมีอายุมากเข้า ความต้านทานโรคน้อยลง อาการป่วยจากไวรัสที่ควรจะหายเองได้จากภูมิต้านทาน กลับไม่สามารถหายได้เอง..อิอิ

     

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)