วันนี้ ขอบันทึกกลอนที่อ่านเจอจากเอกสารที่เก็บไว้ก่อน 5ส. ทิ้งไป เป็นบทกลอน แต่งโดยพระภิกษุประสงค์ เฉลียวฤษี สอนใจได้ดี เรื่องการเก่งคนเดียว
ตีนกับตา อยู่กันมา แสนผาสุก จะนั่งลุก ยืนเดิน เพลินนักหนา
มาวันหนึ่ง ตีนทะลึ่ง เอ่ยปรัชญา ว่ามีคุณ แก่ตา เสียจริงๆ
ตีนช่วยพา ตาไป ที่ต่างๆ ตาจึงได้ ชมนาง และสรรพสิ่ง
เพราะฉะนั้น ดวงตา จงประวิง ว่าตีนนี้ เป็นสิ่ง ควรบูชา
ตาได้ฟัง ตีนคุยโม้ ก็หมั่นไส้ จึงร้องบอก ออกไป ด้วยโทสา
ว่าที่ตีน เดินเหินได้ ก็เพราะตา ดูมรรคา เศษแก้วหนาม ไม่ตำตีน
เพราะฉะนั้น ตาจึง สำคัญกว่า ตีนไม่ควร จะมา คิดดูหมิ่น
สรุปว่า ตามีค่า สูงกว่าตีน ทั่วธานินทร์ ตีนไปได้ ก็เพราะตา
ตีนได้ฟัง ให้คลั่งแค้น แสนจะโกรธ เร่งกระโดด ออกไป ใกล้หน้าผา
เพราะอวดดี คุยเบ่ง เก่งกว่าตา ดวงชีวา จะดับไป ไม่รู้เลย
ตาเห็นตีน ทำเก่ง เร่งกระโดด ก็พิโรธ แกล้งระงับ หลับตาเฉย
ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่า ทั้งตาตีน
1 มีนาคม 2551
ขอแวะมาดู 2 ต ก่อนค่ะ อิอิ
ทีมเบาหวานที่รพ.อุดร เขามีเลาขา 3 ต. ค่ะคุณหมอ
สวัสดีค่ะ อ.หมอเจ๊
เคยได้ยินกลอนนี้มานานแล้วครับ เพิงทราบว่าแต่งโดยพระภิกษุประสงค์ เฉลียวฤษี ขอบคุณครับ ได้ความรู้เพิ่ม….
อาจารย์หมอคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ
เรื่อง 5 ต.
จริงๆเราตั้งใจให้สัมพันธ์กับเรื่องภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานค่ะ เพื่อง่ายและสนุกเวลาสอน เราประเมินดูแล้ว90 % จำได้แม่นขึ้น อาจจะเป็นเพราะเรา 5 คนต่างกันมากทั้งเรื่องอายุและบุคลิกภาพ แต่เราต่างมีใจให้งานเบาหวานเหมือนกันค่ะ
ขอต้อนรับต.ที่ 6 ด้วยความยินดีค่ะ ว่าแต่ว่าอาจารย์ ต... อะไรค่ะ
พี่ตาครับ กลอนบทนี้ยังไม่จบครับ ผมจำได้ว่าตอนจบลงท้ายด้วยคำว่า "ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่า ทั้งตาตีน" มาเติมให้จบครับ อิอิ