"ความรู้ชุมชน" ที่ไม่ใช่ความรู้เฉพาะของคนใดคนหนึ่ง การจัดการความรู้ชุมชนเป็นการจัดการเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ชุมชน เพื่อการประกอบอาชีพ หรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน และเป็นกระบวนการนำทุนทางปัญญา ไปสร้างมูลค่าและเพิ่มคุณค่า โดยใช้ความรู้เป็นเครื่องมือ พัฒนาคน ครอบครัวและชุมชน

      เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ได้มีโอกาสนำเสนอโครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้แบบบูรณาการของชุมชน ณ อาคารสัมมนา 1 ห้อง 5209 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ในวันนี้จึงต้องการที่จะนำเสนอผลงานวิจัยบางส่วน  เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากท่านที่สนใจ  เพื่อนำไปปรับปรุงงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

      ข้อค้นพบจากงานวิจัย ทำให้ทราบว่า

           1. ความรู้ชุมชน มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างต่อไปนี้ 

              1.1 เป็นความรู้ในเชิงปฏิบัติ 

              1.2 เป็นความรู้ที่ไม่อ้างความเป็นสากล มีเฉพาะในแต่ละท้องถิ่น 

              1.3 เป็นความรู้ที่ไม่อยู่ในลายลักษณ์อักษร

              1.4 มีมุมมองที่เกี่ยวกับศาสนธรรม   เมื่อนำไปใช้  จึงใช้ในเชิงเมตตาธรรม  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน 

           2. การสร้างความรู้ชุมชน

              เกิดจากการมีปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไข/ความต้องการที่จำเป็นต้องตอบสนอง จึงหาแนวทางแก้ไขปัญหา/สนองความต้องการร่วมกันของสมาชิกในชุมชน  ในลักษณะวงสนทนา พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทดลองวิธีการหรือความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาที่สั่งสม สร้างขึ้นเองในชุมชนหรือมาจากชุมชนอื่น 

              หากสามารถแก้ปัญหา/สนองความต้องการได้  จะมีการถ่ายทอดและการสืบทอดกันเองในชุมชน  กลายเป็น "ความรู้ชุมชน" ที่ไม่ใช่ความรู้เฉพาะของคนใดคนหนึ่ง  มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิกในชุมชน  อันส่งผลให้ความรู้นั้น ๆ ถูกยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการปฏิบัติ   ประยุกต์ และปรับใช้ ตามแต่สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่หลากหลาย

         3. การจัดการความรู้ชุมชน

             ใน 4 ชุมชนทีศึกษา: การจัดการความรู้ชุมชนเป็นการจัดการเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ชุมชน เพื่อการประกอบอาชีพ หรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน  และเป็นกระบวนการนำทุนทางปัญญา ไปสร้างมูลค่าและเพิ่มคุณค่า โดยใช้ความรู้เป็นเครื่องมือ พัฒนาคน ครอบครัวและชุมชน

               ในยุคเริ่มต้น

                  * มีลักษณะเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ

                  * มีการเรียนรู้จากบรรพบุรุษและจากประสบการณ์ที่ช่วยพ่อ-แม่ 

                  * เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ค่อยเป็น ค่อยไป

                  * มีการจำและถ่ายทอดโดยการบอกเล่า มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

                  * มีคุณลักษณะเด่นอยู่ที่ปัญญาปฏิบัติ

                 ในยุคปัจจุบัน

                  * เพิ่มความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

                  * จากความรู้ชุมชนที่ส่วนใหญ่เน้นการผลิตทางการเกษตร เชื่อมโยงสู่

                     การแปรรูปผลผลิต วิสาหกิจชุมชนและสวัสดิการชุมชน สู่สถาบันการเรียนรู้

                 * ในแต่ละขั้นตอนของกิจกรรม มีการสร้างความรู้ขึ้นใช้งาน

                 * มีการนำความรู้ปฏิบัติ มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วขยายเป็นเครือข่าย

                    ที่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

                 * มีความสัมพันธ์ร่วมมือกับภายนอก คือ นักวิชาการ ภาคราชการ

                    และภาคธุรกิจอย่างรู้เท่าทัน

                * มีการขยายสู่เด็กและเยาวชนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว

         ผลการวิจัยในส่วนอื่นๆ คงจะได้นำเสนอต่อไป  ในตอนนี้ใคร่ขอรับฟังความคิดเห็นจากท่านผู้สนใจทุกท่านค่ะ